ถาม-ตอบ

ตัวตนเรามีอยู่ แต่หาตัวตนไม่ได้

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558

 

ท่านทรงกลด : ชีวิตคืออะไร เด็ก ๆ ก็จะตอบว่า  คือ ร่างกายและจิตใจ พระพุทธองค์บอกว่า ชีวิตคือ รูปนาม ขันธ์ห้า และจิต 

ขันธ์ห้าก็คือ 

รูป ร่างกายนี้  

เวทนา ความรู้สึกสุข ทุกข์ ยินดี ยินร้าย  

สัญญาคือ ความจำได้หมายรู้ เช่น เห็นเก้าอี้ก็จำได้ว่านี่คือ เก้าอี้  

สังขารคือ ความคิดปรุงแต่ง  

วิญญาณคือ ตัวรู้  เช่น ตาเห็นรูป ก็เกิดความรู้ขึ้นทางตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ เป็นต้น  หูได้ยินเสียงก็เรียกว่า โสตวิญญาณ 

โดยรวมนี้เรียกว่า ขันธ์ห้า  

ขันธ์เกิดจากการปรุงแต่งของจิต  จิตปรุงแต่งขันธ์ห้า เรียกว่า สังขาร ในปฏิจจสมุปบาท เพราะอวิชชาก่อให้เกิดสังขาร สังขารก่อให้เกิดวิญญาณ ถ้าเคยเห็นมันสักครั้งหนึ่ง (ในจิต) จะเข้าใจ  ส่วนสังขารในขันธ์ห้าคือ ความคิดปรุงแต่ง พระพุทธเจ้าเห็นขันธ์ห้าออกมาจากจิตเดิม  ในวันตรัสรู้ธรรม

สำหรับภาษาบาลี ผมจะไม่เน้นมาก มันเป็นสัญญา เป็นสมมุติบัญญัติ ย่อมมีเสื่อม จึงลืมได้ หรือญาณสิบหก  อย่ามาถามผม  ไม่รู้หรอก  รู้แต่ญาณเดียวคือ ยถาภูตญาณทัศนะ ญาณที่รู้เห็นรูป นามตามความเป็นจริง อันเกิดขึ้นครั้งเดียวในขณะที่เห็นธรรมแล้วตั้งอยู่ตลอดไปเท่านั้นแหละ ญาณอื่นไม่รู้  ผมชอบหลวงปู่ชาท่านบอกว่า เวลาคนเราตกต้นไม้ พรวดเดียวถึงดินแล้ว จะไปมัวนั่งนับญาณหนึ่งญาณสอง ทันเหรอ  

คนที่เรียนมากบรรลุช้าเพราะเหตุนี้  เช่น  จิตจะรู้เห็นธรรม เอ !  ตรงนี้ มันเข้าญาณอะไรหนอ  พอคิดปั๊บ ไปแล้ว ความคิดปิดความเห็น จิตกระเพื่อมแล้ว  ทำไปด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธเจ้า สงสัยว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทิ้งทรัพย์สมบัติ ลูก เมียที่แสนสวย ที่คนทั่วไปแสวงหา ไปบวช แล้วไม่กลับมาทางโลกอีกเลย ท่านทรงพบสุขอะไรหนอ พอได้พบเห็นสิ่งที่ท่านเห็น  มันยิ่งเพิ่มศรัทธามากขึ้นอย่างมหาศาล แค่เห็นยังสุขขนาดนี้ แล้วถ้าถึงอย่างที่ท่านถึงล่ะ จะสุขขนาดไหน

มีคนถามผมมาว่า ที่ใช้คำว่า  โยคาวจร  ผู้เดินทางยังไม่ถึงที่นั้น ติดอะไรหรือเปล่า คำตอบคือ เปล่า  เหมือนคนหลงทาง เดินทางตามแผนที่ (มรรค) ที่พระพุทธเจ้าทิ้งไว้ มาถึงปากทางเข้าบ้าน  มองไป  แลเห็นบ้านแล้ว แต่ยังไม่ถึง แต่เห็นทางตลอดไปถึงบ้าน  

ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ถามพระสารีบุตร (ขณะยังไม่บรรลุอรหันต์) ว่า สารีบุตร เธอบรรลุแค่โสดาบัน ทำไมจึงรู้ตลอดไปถึงพระนิพพาน พระสารีบุตรตอบว่า ข้าพระองค์รู้ตามครรลองของธรรม พระเจ้าข้า  

ที่พูดมายืดยาว ไม่มีอะไรมาก แค่บอกว่า ปิติที่เป็นพยานให้แก่พระพุทธเจ้าได้ว่า ท่านไม่ได้ลวงโลก  มรรค  ผล นิพพาน มีจริงๆ  และปิติกับพวกเราว่า พวกเราเคยบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาร่วมกันมา เคยถกเถียงธรรมะกันมาหลายชาติมากแล้วแต่ไม่เคยลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง  ชาตินี้ขอให้เอาจริงกันเถิด อย่างน้อยก็ให้ได้ดวงตาเห็นธรรมก็ยังดี

วันคืนล่วงไปๆ เราทำอะไรกันอยู่ มัวไล่ไขว่คว้าสิ่งที่พระพุทธเจ้าและเหล่าพระขีณาสพทิ้งไว้ ไม่แยแส หรือใส่ใจเลยแม้แต่นิดกระนั้นหรือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขทางโลก ไม่มีวันพอหรอก ไปงานศพ เห็นไหม เดี๋ยวนี้ เขาเชิญไปนั่งหน้าสุดแล้ว  ใกล้โลงเข้าไปทุกขณะแล้ว มุ่งหาตนกันเถิด เรานี้คืออะไรกันแน่  กายนี้ อารมณ์นี้ ความรู้สึกนึกคิดนี้หรือคือเรา  หรือวิญญาณ  หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้น  วันนี้เมื่อเราปฏิบัติจนมีดวงตาเห็นธรรม สามารถมองเห็นอนิจจัง อนัตตา เห็นความจริงว่า ทุกสรรพสิ่งไม่เที่ยงต่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป และแท้จริงแล้วทุกสรรพสิ่งก็ล้วนไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมัน (รวมทั้งตัวเรา) แล้ว ความทุกข์ก็จะดับ  เพราะเมื่อความจริงคือ ตัวตนของเราไม่มีจริง แล้วจะมีอะไรมาเป็นตัวตนให้เป็นทุกข์เล่า 

การสนทธนาธรรมกับผม หากเป็นไปได้ ผมขอให้ตั้งใจอ่านเงียบๆ ปิดทีวี สงัดจากเสียงใดๆ ผมมั่นใจว่า ถ้าตั้งใจอ่านส่งกระแสจิตตามไป จนจิตเข้าสู่สภาวะเห็นตามจริง จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ จะได้ดวงตาเห็นธรรมด้วยการฟัง เหมือนดังสมัยพุทธกาล

เรามักจะได้ยินเจ้าตำรามากมาย (ไม่ได้ว่าใคร) บอกว่าตัวตนของเราไม่มีจริง ถ้าตัวตนไม่มีจริง  แล้วใครเป็นผู้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และใครที่เราบอกว่า เป็นผู้รู้ความจริง และเราที่ว่านั้นคือใคร  ถ้าพระพุทธเจ้ามาได้ยิน ก็คงสลดสังเวชใจ  ผมเห็นว่า  ตัวตนเรามีอยู่ แต่หาตัวตนไม่ได้ อุปมาเหมือนอากาศนี่แหละ  ผมเคยสงสัยว่า ทำไมหลวงปู่ชา เวลาสอนจึงชอบอุปมา แก้วน้ำบ้าง เป็ดบ้าง ไก่บ้าง ลิงบ้าง ภายหลัง อ้อ ! ท่านไม่รู้จะทำอย่างไรให้คนที่ไม่เห็น เห็นในสิ่งที่ท่านเห็น  จึงต้องอุปมาอุปไมย  แม้พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ท่านไม่เคยเห็นจิตดอกและไม่มีวันจะได้เห็นแบบเป็นตัวเป็นตนเหมือนเห็นต้นไม้ จิตไม่มีตัวตน แต่มีอยู่  ทำไมเรารู้ว่า มีลม เราเห็นใบไม้ไหวใช่ไหม  ลมก็คืออากาศที่เคลื่อนไหว แล้วเราเคยเห็นอากาศไหม  รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร  ใครตอบได้บ้าง  ตอบไม่ได้หรอก ไม่เคยเห็น  แต่มีอยู่จริง จิตก็เหมือนกัน  การจะเห็นจิตได้ท่านจะต้องสลัดอารมณ์ออกจากจิต  ในอาการที่จิตกับอารมณ์แยกกัน เผชิญหน้ากันอยู่  

เมื่อผมพูดถึงอารมณ์ ไม่ได้หมายความเพียงอารมณ์รัก อารมณ์ชัง  ความจริง เวทนา สัญญา สังขาร สามอย่างนี้รวมเรียกว่า อารมณ์ พอเห็นตรงนี้ วันหนึ่งไปอ่านพระไตรปิฎก ช่างตรงกันอย่างอัศจรรย์  เมื่อใดที่ท่านเห็นจิตตนอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อนั้นสัมมาทิฏฐิในส่วนที่เป็นโลกุตระก็เกิดขึ้น

การเห็นจิตนี้ก็ไม่ใช่เห็นนะ  มันเหมือนเห็นและรู้ในขณะเดียวกัน มันเป็นญาณ ตอนรู้เห็น  มันรู้สึกแป๊บเดียว แต่พอลืมตา สว่างแล้ว……  ผมไม่ขอเล่านาทีนั้น เดี๋ยวมันจะเป็นสัญญาให้พวกท่านไปปรุงแต่ง แต่พอลืมตา ความรู้สึกว่าขันธ์ห้า อารมณ์คือเรา มันหมด หมดลงตรงนั้นโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกเป็นปัจจัตตัง  

หนทางที่จะทำให้พบตน เห็นตน พบใจ เห็นใจ ก็คือ มรรคมีองค์แปด ในเบื้องต้นเป็นโลกียมรรค เมื่อเห็นจิตแล้วก็เป็นโลกุตรมรรค เริ่มที่หัวขบวนคือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ  เอวัง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *