ถาม-ตอบ

สงบด้วยปัญญา สงบด้วยความเห็นชอบ

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์  2558

 

ท่านทรงกลด : ผมขอบอกสักสองสามเรื่องนะครับ หนึ่งคือ เรื่องโทรศัพท์ ผมขออนุญาตไม่รับโทรศัพท์ และไม่คุยโทรศัพท์ส่วนตัวกับท่านนะครับ สองคือ ขออนุญาตไม่นัดคุยด้วยนะครับ ผมเป็นโรคขี้อาย เมื่อจบตรงนี้ก็ขอกลับเข้าป่า เข้าถ้ำเหมือนเดิม และสามคือ ขออนุญาตไม่รับเชิญไปร่วมวงโต้วาที เสวนา ถกเถียง อภิปรายกับใครทั้งสิ้น ถ้าใครท้าหรือขอมา ผมขอยอมแพ้ครับ มันเป็นเรื่องยากที่คนตาดีกับคนตาบอดจะมาเถียงเรื่องช้างให้เข้าใจกัน คนตาดีเห็นช้างแล้วบอกคนตาบอดตามที่ตนเห็น คนตาบอดบอก ไม่น่าใช่นะ ผม “ลูบคลำ” แล้ว มันน่าจะเป็นอย่างนี้นะ พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก  และทำให้นึกถึงหลวงปู่ชาที่พูดเรื่อง ปลากับนก ว่า  วันหนึ่ง นกกับปลามาพบกัน ปลาก็ถามนกว่า บนฟ้าเป็นอย่างไร ส่วนนกก็ถามปลาว่า ในน้ำล่ะเป็นอย่างไร นกกับปลาต่างบอกเล่ากัน  แต่ว่าบอกไปก็ไม่เห็น จะเห็นต่อเมื่อนกมาเป็นปลาหรือปลาไปเป็นนกก่อน ถึงตอนนั้นไม่ต้องถาม ไม่ต้องบอก มันเห็นเองแล้ว 

ผมก็เหมือนปลาแก่ๆ ว่ายไปมาอยู่ในน้ำ ส่วนพวกท่านก็เหมือนพญาอินทรี บินสูงอยู่บนฟ้า ถ้าท่านอยากรู้ว่า ในน้ำเย็นชื่นใจเพียงใด ท่านต้องมาเป็นปลาแบบผมก่อน 

มีนักปฏิบัติธรรมท่านหนึ่ง ผมรู้จักมานาน ท่านก็เหมือนคนอีกหลายคนในที่นี้คือ ยังเที่ยวค้นหา หลายปีก่อนโทรศัพท์มาหาผม บอกว่า ไปปฏิบัติที่สำนักแห่งหนึ่งมา เกือบบ้า ขอโทษนะครับที่เล่า พอดีท่านเล่ามาก่อน  แต่มันโยงเข้ากับเรื่องสัมมาทิฏฐิ ถามท่านว่า เขาให้ทำอย่างไร ท่านบอก ไม่ให้พูด ผมคิดในใจ เออ ! ไม่บ้าก็บุญแล้ว อยู่ๆ ไปจับลิงป่า ลิงทะโมน ชอบอยู่ไม่สุข (คิด) มาขังไว้ แถมเอาเทปปิดปากอีก ไม่บ้าก็บุญแล้ว นั่นมันผิดหลักธรรมชาติของจิตอย่างสิ้นเชิง 

การจะทำให้ใจสงบไม่ใช่ไปนั่งในป่า ไม่พูดจากับใคร พระพุทธองค์บอกว่า นัตถิ ปรมัง สุขัง สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้ทำจิตให้สงบด้วยการเพ่ง บริกรรม ไม่พูดจากับใคร แต่สอนให้ทำจิตให้สงบด้วยปัญญา ด้วยความเห็นชอบ เมื่อเห็นชอบอย่างแจ่มแจ้ง จิตก็สงบไปเองโดยไม่ต้องบังคับ สัมมาทิฏฐิจึงมาก่อนสัมมาสมาธิ  สัมมาสมาธิจึงอยู่ท้ายสุด นี่ไม่ใช่ปริศนาธรรม แต่เพราะไม่เข้าใจ จึงปฏิบัติกันแบบเอาหางมาหัว เอาหัวไปหาง เดินมรรคผิด ผลจะมาจากไหนเล่า 

การห้ามมิให้พูด  เรียกว่า มุขวัตร เป็นวัตรข้อหนึ่งในธุดงควัตร พระที่จะหยุดพูดได้ อย่างน้อย (ในความเห็นผม) ต้องได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วคือ เป็นพระโสดาบันแล้ว ที่หยุดพูดเพราะท่านเอาจริงแล้ว เดินอนาคามีมรรคแล้ว เช่น เมื่อเห็นอารมณ์เกิด ไม่ว่าดีหรือร้าย ท่านประคองจิตไว้กับสติ ไม่หมายมั่นในอารมณ์ ขณะนั้นจิตจะออกจากกาม  คำว่ากามนี้หมายรวมทั้งความพยาบาท คิดร้ายด้วย  เมื่อจิตไม่วิ่งเข้าจับอารมณ์ เป็นสัมมาสังกัปปะ จิตที่ไม่วิ่งจับอารมณ์จะเอาอารมณ์ที่ไหนมาพูดต่อได้เล่า นี่คือ สัมมาวาจา วาจาสงบ เอาไว้ไปถึงตรงนั้นจะเข้าใจ เอวัง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *