ถาม-ตอบ

ตัวอย่างผู้ปฏิบัติผิด แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2558

 

ท่านทรงกลด :  มีหัวหน้าศาลคนหนึ่งนั่งสมาธิแบบไม่อิงสติปัฏฐานสี่แล้วจิตก็ดิ่งลงไปนิ่ง ถอนออกมาไม่ได้ แข็งไปหมดทั้งตัว ท่านบอกมันไม่ยอมออก ไม่คลาย ท่านสู้กับมันอยู่นานจนออกมาได้ ท่านบอกนึกว่าตายเสียแล้ว  

ผมว่าการปฏิบัติใดๆ ถ้าอิงสติ (สติปัฏฐานสี่) ก็ใช้ได้แล้ว การปฏิบัติใดๆ หากไม่อิงสติปัฏฐานสี่ ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ส่วนใหญ่จะเกิดฤทธิ์เกิดเดชแล้วติดอยู่ตรงนั้น หากทำแล้วจิตสงบเอาแค่อุปจารสมาธิก็เอากำลังจิตตรงนั้นมาเดินออกทางปัญญาคือ พิจารณากายและอารมณ์จึงจะเอาตัวรอดได้ นี่คือจุดเล็กๆ นิดเดียว แต่ก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอาจจะไม่มีอาการแบบนี้ก็ได้ ก็ลองพิจารณาดู ยังไงก็อย่าทิ้งสติปัฏฐานสี่ละกัน แต่ก็มีมากเหมือนกันที่เหมือนจะสอนสติๆ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่ใช่

มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งไปปฏิบัติที่สำนักหนึ่งบอกว่า สอนเรื่องสติ วันหนึ่งนึกอะไรไม่รู้โทรศัพท์มาหาผม บอก พี่ หนูจะคลั่งแล้ว หนูเข้าสมาธิไม่ได้ เลยถาม อ้าว ! แล้วเขาสอนอย่างไร พอน้องเขาบอก ผมตอบเลยว่า นี่ไม่ใช่สติ นี่ไม่ใช่สติปัฏฐานสี่ไปวิ่งตามความคิด เอาความคิดมาเป็นอารมณ์ วันใดตามแนบแน่นจิตกับความคิดก็รวมกันได้ก็รวมนิ่งดิ่งลงไป พอเข้าไม่ได้มันทุกข์มาก เหมือนเด็กเคยได้กินขนมหรือเคยเล่นเกมแล้วติดเกม วันหนึ่งไม่ได้กิน ไม่ได้เล่น มันเลยคลั่งเลยบอกให้ตั้งสติดีๆ หายใจเข้าลึกๆ (ถ้าหายใจเข้าลึกๆ แรงๆ จะเกิดสติอัตโนมัติ) แล้วค่อยๆ สอนให้เห็นความคิดตามความเป็นจริง สักพักน้องก็ร้องไห้ด้วยปิติบอกว่า พี่ๆ หนูออกมาจากตรงนั้น (ตรงที่จะทำให้บ้า) ได้แล้ว เขาบอก วันนั้นนึกอะไรไม่รู้คิดถึงผม เลยโทรศัทพ์มา (ปกติไม่ค่อยโทร) ตอนหลังก็เลิกไปสำนักนั้นเด็ดขาด 

ตอนนี้ก็สบายขึ้นมา ไม่ทุกข์เพราะจิตเข้าสมาธิไม่ได้แล้ว มันจะเข้า ไม่เข้าก็อย่าไปคาดหวัง หมายมั่น อยู่กับสติ อยู่กับรู้ ไปวันๆ ถึงวัน มันก็เป็นเองของอย่างนี้ จะบังคับเหมือนวัวเหมือนควายไม่ได้หรอก วันที่ลืมตาขึ้นมามองไปรอบข้าง จึงเข้าใจว่า ทำไมคนสมัยนี้จึงรู้เห็นธรรมยาก เพราะเขาเดินมรรคผิดนั่นเอง  เรื่องการเพ่ง บริกรรม ให้ระมัดระวัง ถ้าบริกรรมด้วยสติกำกับก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าขาดสติเมื่อใด เมื่อนั้นมันจะเป็นฌานไปไม่ใช่ญาณ เรื่องจิตตกภวังค์ เป็นเรื่องของฌาน ต้องระวัง

มีเพื่อนผู้พิพากษาคนหนึ่งชอบนั่งสมาธิ วันหนึ่งขณะขับรถอยู่จิตตกภวังค์ลงไปเกือบเกิดอุบัติเหตุ ตอนนั้นผมและเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ท่านโทรศัพท์ไปถามนักปฏิบัติท่านหนึ่ง (ตอนนั้นท่านยังไม่บวช ตอนนี้บวชแล้ว) ท่านนั้นบอก จิตท่านผู้พิพากษามันตกภวังค์นี่ คนที่นั่งสมาธิแบบขาดสติ (เพ่งบริกรรม) มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อย ตายไปก็มากแล้วนะจะบอกให้ แต่ถ้าเดินแนวสติปัฏฐานนี้รับรองปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์

ขณะที่จิตจะรวมกำลังจิตยังไม่ดีพอก็จะหลับไปเลย หลับในสมาธิคือ รู้สึกตัว มีปิติ แต่ถ้าหลับไม่รู้อะไร ตื่นมาคอเลยเมื่อยแต่จิตไม่เมื่อยด้วย บางทีก็รวมลงไปแล้วว่างไปหมดอันนี้ดีกว่าหลับแต่ก็ไม่รู้อะไรอีก พระบางรูปถึงความว่างก็นึกว่าบรรลุธรรมแล้ว ไม่ภาวนาต่อ ตายไปก็ไปเกิดเป็นพรหม เขาเรียกพรหมลูกฟัก ผมก็เคยติดอยู่ที่ความว่างเหมือนกัน มันสุขมาก แต่ไม่รู้อะไร ยังเห็นคนเป็นเขา เป็นเรา 

ถ้าเห็นธรรมมันคนละเรื่อง มันจะเห็นแบบพลิกโลก พวกติดฌาน พวกติดความว่าง ออกมาแล้ว ความเห็นก็ยังเหมือนเดิม เจ้าชายสิทธัตถะจึงผละหนีออกจากสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่พวกเห็นธรรมอย่างพระโสดาบันความเห็นจะเปลี่ยนไป ตัวเองจะรู้ตัวเอง อธิบายให้คนอื่นฟังในสิ่งที่เห็น มันเป็นปัจจัตตัง 

หลวงปู่ชา พอเห็นแล้ว ท่านบอก มันมองโลกไม่เหมือนเดิม ชาวโลกเขามองอย่างหนึ่ง เราก็มองไปอีกอย่างหนึ่ง อย่าไปสนใจเลยเรื่องขณิกะ อุปจารสมาธิอะไรนี่ สติตัวเดียวก็พอแล้ว มันจะเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิอะไรก็แล้วแต่  ขอให้มันตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิก็พอ ถ้าเลยอุปจารสมาธิไปมันจะเป็นอัปนาสมาธิ (สมาธิแนบแน่น)

ฝึกสติไปเรื่อยๆ สมาธิจะมาหรือจิตจะมีกำลังเพิ่มขึ้น  ดังที่หลวงปู่ดู่ดุลูกศิษย์คนหนึ่งไปปฏิบัติกับท่าน จิตชอบรวมลงไปเป็นอัปนาสมาธิเพราะมันชิน (ฌานแปลว่า ชิน) ท่านก็ตะโกนบอก ถอนขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง จิตคนนั้นก็ไม่กล้ารวม คราวนี้ออกทางสติปัญญา สุดท้ายก็สำเร็จไป เหมือนเราเติมน้ำในตุ่มทุกวันๆ สติเต็มรอบของมันเมื่อใด ท่านจะประหลาดใจ อัศจรรย์ในกำลังของมัน  สมาธิแปลว่า ความตั้งมั่นของจิต ไม่ได้หมายถึงจิตรวมนะ นี่คือสมาธิในความหมายของพระพุทธเจ้า

เมื่อสติดีขึ้นๆๆ หมายความว่า จิตเริ่มอยู่กับสติ และขณะเดียวกันก็เริ่มห่างจากอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง ยิ่งสติดีขึ้นเท่าใด ใจก็ห่างจากอารมณ์มากเท่านั้น จนวันหนึ่งจิตก็สลัดอารมณ์ออกมาได้ มาตั้งมั่นอยู่ สมาหิโต ยถาภูตัง ปชานาติ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิก็ย่อมเห็นตามความเป็นจริง ความเป็นจริงของขันธ์ห้า ของอารมณ์ ของความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงว่า แท้จริงหาใช่เรา ใช่เขาไม่ หาใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่อย่างใดไม่ 

ขั้นแรกให้ดึงความสนใจมาอยู่กับคำบริกรรมเล็กน้อยก่อน แต่อย่าไปมุ่งมั่น หมายมั่น เมื่อจิตหันมาทางนี้ ก็ออกทางสติปัญญาต่อไป สมาธิที่เกิดจากการอบรมสติเท่านั้น ที่จะทำให้เห็นรูปนามตามความเป็นจริง ที่จะทำให้รู้ธรรมเห็นธรรม

การติดฌานนี้ ฆ่าตัวตายมามากแล้ว สมัยพุทธกาลก็มีพระโควินทกะเข้าฌานไม่ได้ เลยฆ่าตัวตาย

แต่ก่อนตายนึกถึงคำสอนพระพุทธเจ้าเรื่องสติ เลยเอาทุกขเวทนาที่เกิดขณะนั้นมาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ จึงบรรลุธรรมก่อนตาย รอดไป หลวงปู่สมชาย วัดเขาสุกิม จึงสอนว่า สติตัวเดียวรู้แจ้งโลก เพียงแต่มันอาจจะช้าแต่ชัวร์ ที่ช้าเพราะเราไม่ค่อยอบรมเรื่องสติกัน พอจิตจับสติได้มันจะเร็ว คนมีสติดีขึ้นๆ ให้สังเกตตัวเอง แต่ก่อนโกรธง่าย โมโหง่าย ถ้าสติดีขึ้น มันจะค่อยๆ เอาอยู่ บางทีจะเห็นความโกรธวูบดับไปต่อหน้าต่อตา บางคนเป็นคนปากไว ด่าเก่ง ถ้าอบรมสติดี มันจะเห็นก่อนด่า การสำรวมวาจาก็จะมาเอง

มีน้องสงสัยว่า ทำไมผมไม่พูดถึงศีลเลย  ผมแสดงธรรมบนสมมติฐานที่ว่า พวกเรามีศีลห้าเป็นปกติ คำว่าปกติไม่ได้หมายถึง ศีลห้าครบถ้วนตลอดวันคืนแต่มีศีลห้าโดยปกติอาจจะกินเหล้าบางวันแต่ไม่ทุกวัน โกหกบางครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกวัน ทุกนาที ถ้ามีสติศีลก็มา สมาธิก็มา ปัญญาก็มา สตินี่แหละคือศีล คือสมาธิ คือปัญญา

ครั้งหนึ่ง พระสายหลวงปู่ชาไปอบรมปฏิบัติกับท่านพุทธทาส เห็นพระในสำนักท่านพุทธทาสไม่ค่อยเคร่งครัดวินัยศีลอะไรมาก ทำตัวสบายๆ พระป่าก็มองแบบตำหนิ ชะรอยท่านพุทธทาสจะรู้วาระจิต เลยหันมาบอกว่า เรื่องวินัยเป็นเรื่องของเด็กๆ                                     

คนทำผิดศีลคือ คนขาดสติ เป็นสติแบบหยาบๆ ด้วย  องคุลีมาลก็ฆ่าคนมาตลอด พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้สอนทันทีพาไปบวชก่อน ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันศีลห้าก็จะเป็นโดยอัตโนมัติ แต่ต้องระวังเหมือนกัน อย่างศีลข้อสี่ การโกหก พระโสดาบันไม่โกหกใครแต่ยังพูดจาส่อเสียด ไร้สาระอยู่ได้ ตรงนั้นเป็นอกุศลกรรมบทที่ละเอียด จะไปลาได้เด็ดขาดชั้นอนาคามี พระอริยบุคคล ภายนอกดูไม่ออกหรอกเหมือนคนทั่วๆไปนี่แหละ แต่ภายในจิตท่านละอุปาทานไปตามสถานะแล้ว เช่น  หลวงตามหาบัวท่านดุด่าคนไม่ไว้หน้า มีคนเป็นอันมากคิดว่า ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ เช่น ข้าราชการผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง พอผมอธิบายให้ฟัง ท่านรีบไปขอขมาเลย  หรือพระสารีบุตร เดินไปพบท้องร่องแล้วกระโดดๆ ๆ ๆ ดูกิริยาแล้ว ไม่น่าจะเป็นพระอรหันต์  และก็มีพระชาวบ้านรูปหนึ่งมรณภาพ ท่านก็ธรรมดาๆ หลวงปู่ปานบอกหลวงพ่อฤษีลิงดำว่า นั่นพระอรหันต์นะ ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง เห็นท่านทำตัวธรรมดาๆ ไม่ได้วางมาดเคร่งขรึม น่าเคารพอะไรเลย ทุกอย่างเป็นธรรมชาติที่ออกมาจากจิตล้วนๆ จิตท่านเสแสร้งไม่เป็นแล้ว พระรูปนั้นคือ หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน จังหวัดสุพรรณบุรี  ส่วนหลวงปู่แหวน ในหลวง ร. 9 เคารพ และเราก็เชื่อว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ แต่เห็นท่านสูบบุหรี่ปุ๋ยๆ ๆ  

ดูหนังพระพุทธเจ้า ตอนพระนางยโสธารา คลอดลูก นึกถึงที่พระพุทธเจ้าบอกว่า การเกิดนี่เป็นทุกข์ บางคนขาดใจตายไปตอนคลอดลูกก็มาก เออ ! มันเจ็บปวด ทุกข์จริงๆ แต่พวกเราก็ยังชอบอยู่นะ แปลกดี ลูกก็ทุกข์ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ร้องจ๊ากปานน้ัน  บางคนไปแต่งตำราบอก ตอนอยู่ในครรภ์จำได้หมดว่าเคยเกิดเป็นอะไรมา แต่พอตอนคลอด เพราะความเจ็บปวดมากเลยลืมหมด พอคลอดเสร็จขอให้เกิดเป็นชาติสุดท้ายก็แล้วกันนะ ตอนอยู่ในนั้นก็คงอึดอัด จะวิ่ง จะเดินก็ไม่ได้ ลองนั่งขดตัวอยู่ท่านั้นสักเก้าเดือนสิ ทุกข์ไหม ตอนท้องก็ทุกข์ทรมานนะ บางคนแพ้ท้องหนัก กินอะไรก็ไม่ได้ นี่แหละคุณมารดาจึงใหญ่หลวงนัก

ที่นครสวรรค์มีพี่ชายผู้พิพากษาสมทบท่านหนึ่งไปบวชตลอดชีวิต แล้วปฏิบัติเพื่อเป็นเนื้อนาบุญให้แก่พ่อแม่ น่าสรรเสริญมาก  ทิ้งชีวิตที่สุขสบายทั้งชีวิต เป็นคนฐานะดีด้วย เป็นกุศโลบายให้พ่อแม่เข้าวัดทำบุญ ถ้าไม่หมดบุญก็ไม่จุติ (ตายจากเทวดา) มาเกิดหรอก  พวกเทวดาที่มาเกิด ส่วนใหญ่ไม่หมดบุญก็พวกพระโพธิสัตว์มาสร้างบารมี ยังดีมาเกิดเป็นมนุษย์นะ เทวดาบางตน พอหมดบุญ โน่น ลงนรกไปเลย ตอนเป็นเทวดาก็หลงร่าเริงในบุญ ประมาท ไม่สร้างบุญต่อ ไม่ภาวนา (อยู่ในภพนั้นก็ภาวนาได้)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *