ถาม-ตอบ

ประวัติหลวงปู่มั่น

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2558

 

ท่านทรงกลด : วันนี้จะมาเล่าประวัติหลวงปู่มั่นต่อ  คราวก่อนเล่าถึง หลวงปู่มั่นไปบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำสาริกา เขาใหญ่ และบรรลุอนาคามีที่นั่น ขณะอยู่ที่นั่น ท่านมีความรู้ประสบการณ์แปลกๆ มากมาย เช่น บางคืนก็มีพระอรหันตสาวกมาแสดงธรรมให้ฟัง ท่านก็นำมาพิจารณาใคร่ครวญ บางคนก็คิดว่า แล้วจะพูดกันรู้เรื่องหรือ ก็พระสาวกเหล่านั้นเป็นชาวอินเดีย หลวงปู่มั่นเป็นคนไทย เรียนว่า ท่านใช้ภาษาจิตกันนะครับ

อธิบาย… การบรรลุอนาคามีละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ห้าประการคือ สักกายทิฐิ  วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส

สามอย่างนี้ พระโสดาบัน และพระสกทาคามีละได้ ส่วนพระอนาคามี จะละเพิ่มได้อีกสองอย่างคือ ราคะ และปฏิคะ ปฏิคะคือ ความโกรธนั่นเอง ส่วนสังโยชน์ที่เหลืออีกห้าอย่างเป็นเรื่องของโมหะทั้งสิ้น พระอนาคามีจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีก แต่จะไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสและภาวนาต่อจนบรรลุอรหัตผลที่นั่น 

เรื่องสังโยชน์เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเหมือนกัน เมื่อไปถึงจึงจะเข้าใจ อธิบายไปก็เข้าใจยาก จริงๆ เราชาวพุทธไม่ต้องรู้อะไรมากหรอกครับ ปฏิจจสมุปบาทอย่าไปอยากรู้มากเลย หรืออิทัปปัตจยตาก็เหมือนกัน สิ่งที่ชาวพุทธควรรู้ เอาแค่เรื่องของขันธ์ห้าคือเรื่องของเรานี่แหละรู้ แค่นี้ เข้าใจแค่นี้ ก็ถือว่าไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว

เอาแค่เห็นขันธ์ห้า (เห็นในจิตนะ ไม่ใช่นึกคิดเข้าใจ) ไม่ใช่เรา ใช่เขา แค่นี้ก็ละสังโยชน์สามได้แล้ว เรียกว่า เกิดดวงตาเห็นธรรมแล้ว เอาแค่เห็นอารมณ์เศร้าไม่ใช่เราจริงๆ สักครั้ง จิตมันจะโยนิโสมนสิการไปถึงขันธ์ห้าตัวอื่นโดยอัตโนมัติ แค่นี้ก็เกินพอแล้วสำหรับการเกิดมาได้พบพระพุทธศาสนา เห็นบางวัด (ขออนุญาต) สอนเน้นแต่เรื่องปฏิจจะๆๆๆ ญาติโยมก็นั่งเหวอ งงๆ กลับบ้านมาก็ยังงงอยู่ กลับไปวัดก็ยังงง และคงจะงงไปอีกนานแสนนาน  ในกลุ่มนี้ เอาเรื่องขันธ์ห้าก็พอนะ แต่หากใครอยากรู้ ถามมา ก็จะตอบให้

หลวงปู่มั่น แม้ท่านจะบรรลุอนาคามี แต่ยังมีธรรมอีกมากมายที่ยังไม่เข้าใจ พระอริยาสาวกจึงผลัดกันมาสอน มาแสดง ความสงสัยนี่มันเป็นชั้นๆ ไปนะ ไม่ใช่บรรลุโสดาบัน อนาคามี แล้วหมดสงสัย อย่างพระโสดาบัน หมดสงสัยในเรื่องขันธ์ห้า หมดสงสัยว่า เอ ! พระพุทธเจ้ามีจริงไหม คำสอนพระองค์ช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ แต่ก็ยังสงสัยในภาวะของพระอนาคามี พระอรหันต์   พระอนาคามี ก็ยังสงสัยในภาวะของพระอรหันต์ พระอริยสาวกจึงต่างก็พากันมาแสดงธรรมให้หลวงปู่มั่นฟังมากมาย ท่านก็เอาธรรมที่พระอรหันต์เหล่านั้นแสดง มาขบคิดใคร่ครวญ 

ต่อมาท่านนึกถึงญาติโยม ลูกศิษย์ เกิดความเมตตาที่จะแสดงธรรม นำพาผู้คนให้พ้นทุกข์ อย่างน้อยก็ให้ได้รับรสแห่งธรรมคือ ความเยือกเย็นแห่งจิต ที่ท่านได้รับอยู่ ท่านจึงจากถ้ำสาริกา กลับคืนสู่ภาคอีสาน วันที่จากลา หัวหน้าเทวดาที่เคยจะมาทำร้ายท่านในคืนที่บรรลุธรรม พาบริวารมาอ้อนวอนขอให้ท่านอยู่ เพราะเวลาท่านอยู่พวกนี้ก็ได้มาฟังธรรม การฟังธรรมถือเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้ทาน รักษาศีล พวกนี้เมื่อฟังธรรม อายุขัยก็ต่อออกไปโดยอัตโนมัติ เขาไม่อยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะเห็นว่าลำบากยากเข็ญ ยิ่งในยุคนี้ ไม่น่าเกิดเลย เพราะสังคมไม่น่าอยู่จริงๆ คนชั่วมาเกิดมากกว่าคนดี แต่หลวงปู่มั่นก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว จึงจากมาท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ของเหล่ารุกขเทวดาพวกนั้น

เมื่อท่านไปพักจำพรรษาที่ไหน ก็มีญาติโยม พระ มาพักปฏิบัติอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก ตอนอยู่ทางอีสาน เวลาท่านแสดงธรรมดึกๆ ให้พระเณรฟัง ท่านเล่าจะมีพวกเทพพากันมาฟังธรรมเป็นจำนวนมาก เวลาจะแสดงธรรม ท่านก็สงบจิต กำหนดว่า ควรจะแสดงธรรมอะไร เมื่อจิตสงบลง ก็จะปรากฏหัวข้อธรรมนั้นขึ้นมา

ความเห็น… ตรงนี้ไม่ใช่ความคิดนะครับ แต่เป็นความรู้ที่ออกมาเลยต่อจากภาวะจิตสงบ เวลาสอนฆราวาส ท่านมักจะสอนเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา 

บางทีท่านก็ข้ามโขงไปพักที่ลาวบ้าง ครั้งหนึ่ง ไปพำนักที่หลวงพระบาง ซึ่งมีเขาอยู่ลูกหนึ่ง ท่านเล่าว่า ใต้เขาลูกนั้นเป็นเมืองพญานาค กลางคืน หัวหน้าพญานาคจะพาบริวารมาฟังธรรมทุกคืน  

ความเห็น… ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะครับ นี่ผมก็เล่าไปตามหนังสือที่หลวงตามหาบัวเขียน ในประวัติหลวงปู่เทสก์ ก็มีพูดถึงพญานาคริมโขงเหมือนกัน พญานาคนี่เป็นกึ่งเทพ กึ่งสัตว์ ตอนมีชีวิตเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ตอนตาย ตายด้วยโทสะจึงมาเกิดเป็นพญานาค พูดง่ายๆ คือ เป็นคนดีแต่เจ้าโทสะเท่านั้นเอง  ดังนั้นพวกนี้จะมีความเลื่อมใสพระพุทธศาสนามาก  สังเกตดูจะเห็นว่า พวกเทพและนาค สนใจฟังธรรมจริงๆ ผิดกับมนุษย์เรา ใช้ชีวิตประมาทเหลือเกิน พอพูดถึงธรรมะ คนที่พูดจะถูกมองเป็นคนแปลกประหลาด หัวเก่า คร่ำครึ  ทำให้อดนึกถึงตอนหลวงปู่ดูลย์ป่วยไม่ได้ ตอนนั้นมีพระชื่อดังไปเยี่ยม แล้วบอกหลวงปู่ว่า หลวงปู่ๆ ปล่อยวางนะๆ หลวงปู่ท่านหัวเราะเสียงดังและยาวมาก ลูกศิษย์งง เพราะไม่เคยเห็นหลวงปู่หัวเราะแบบนี้เลย  หลวงปู่ดูลย์ปฏิปทาคล้ายๆ หลวงปู่มั่นอยู่อย่างหนึ่งคือ ตอนดึกๆ ท่านก็มักจะมีแขกยามวิกาลมาเยี่ยม ขอฟังธรรมจากท่านอยู่เสมอเช่นกัน พวกเทพ พวกนาคนี่ เขามีความรู้พิเศษ แยกแยะได้ว่า ควรจะไปฟังธรรมจากครูบาอาจารย์รูปใด พระแท้ พระเทียม เทวดารู้หมด 

ต่อมาหลวงปู่มั่น ก็มาจำพรรษาที่จังหวัดนครพนม แถบหมู่บ้านห้วยทราย คำชะอี แถบนี้ มีเสือโคร่งชุมมาก พระเณรได้ยินเสียงเสือก็พากันกลัว เร่งความเพียร หลวงปู่มั่นจึงมักบอกเสมอว่า เสือนี่แหละคือ ครูใหญ่ล่ะ แต่พวกเทวดาก็มาบอกหลวงปู่มั่นว่า ไม่ต้องกลัว พวกเขาพากันอารักขาอยู่ ไม่ให้เสือทำอะไรพระได้

ความเห็น…   ตอนผมไปบวชวัดป่า สายหลวงปู่ชาคือ วัดมาบจันทร์ ที่จังหวัดระยอง พระอาจารย์อนันต์ แผ่เมตตาคลุมหมด  ที่นั่นงูชุมมาก ทั้งจงอาง เห่า กะปะ แต่แปลก ตั้งแต่อยู่มา ไม่เคยมีพระถูกงูกัดเลย บางทีเดินขึ้นไปตามบันได จงอางนอนสงบนิ่งอยู่ที่บันได  พวกงูเขาสัมผัสได้ โดยเฉพาะจงอาง แต่ถ้าเป็นงูเหลือมงูหลามนี่ ท่านบอกว่า ไอ้พวกนี้มันตะกละ ไม่ค่อยรู้อะไร แต่ก็ไม่เคยทำอันตรายใคร เวลาช่วงเข้าพรรษา จะมีงูเหลือมตัวเท่าเสาไฟฟ้ามาจากหลังเขา มาเยี่ยมเยียนพระ มาให้กำลังใจ แล้วก็กลับไป ไม่มีอะไร ต่างคนต่างอยู่ไม่เบียดเบียนกัน

ต่อมาหลวงปู่มั่นไปพักที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปช่วยท่านเจ้าคุณอุบาลีสอนพระเณรในเรื่องปฏิบัติ จากนั้นท่านก็ออกไปแสวงวิเวกที่แม่ริม เชียงดาว แล้วเกิดความสงสารตัวเองขึ้นว่า เรานี้มัวแต่อบรมสั่งสอนคนอื่นๆ เราเองยังไม่จบกิจเลยขณะนี้  จงเมตตาตัวเอง สงสารตัวเอง ถึงเวลาที่จะต้องรบรากับกิเลส แบบใช้ชีวิตเป็นเดิมพันแล้ว จิตท่านเองก็ทรงอริยธรรมชั้นสาม (อนาคามี) อยู่นานมากแล้ว จนท่านธุดงค์มาถึงบริเวณแห่งหนึ่ง เรียกว่า หนองอ้อ ในคืนวันหนึ่ง เวลาดึกสงัด ท่านก็ทุ่มเทความเพียรอย่างเต็มที่ จิตขณะนั้น จดจ่อใคร่ครวญแต่เรื่อง อวิชชา ปัจจยา สังขารา เพียงอย่างเดียว พิจารณากลับไปกลับมา จนกระทั่งประมาณราวตีสาม อวิชชาก็ขาดสะบั้นลง (ดับอวิชชาลงได้) ความรู้สึกของท่านในเวลานั้น เหมือนโลกธาตุหวั่นไหว ได้ยินเสียงเทวดาสาธุการทั่วโลกธาตุ ศิษย์ตถาคตอุบัติขึ้นในโลกอีกรูปหนึ่งแล้ว ท่านอัศจรรย์ใจในธรรมที่บรรลุ ไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังเป็นคำพูดได้ ความเมตตาที่เคยมีต่อสานุศิษย์ เคยคิดจะอบรมสั่งสอน หายไปสิ้น เพราะธรรมที่บรรลุ (อรหัตผล) นี่ เป็นของละเอียดลึกซึ้ง เกินคนสามัญจะรู้จะเห็นได้โดยง่าย เกิดความท้อที่จะสั่งสอนคน ขณะเดียวกันก็สลดสังเวชใจตัวเองที่เที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพน้อยใหญ่ไม่สิ้นสุดว่า เรานี่เป็นคนโง่เขลาจริงๆ เวียนเกิดเวียนตายมานานนักหนาจนน้ำตาไหลตลอดคืน ขณะเดียวกันก็ก้มกราบคุณพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งคืน ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ทรงมีพระกรุณาธิคุณสั่งสอนธรรม เราก็จะไม่มีวันนี้เลย

ความเห็น… เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่า เอ ! ทำไมพระอรหันต์ร้องไห้ ท่านไม่ได้ร้องไห้ แต่น้ำตาที่ออกมา เกิดจากธรรมสังเวช จิตท่านขณะนั้นหลุดพ้นจากอารมณ์ทั้งปวงไปหมดแล้ว 

คืนต่อมา บรรดาเทพทุกชั้น พรหม ต่างพากันมาเยี่ยมเยียนฟังธรรมจากท่าน  พอคืนต่อมา คราวนี้คนที่มาเยี่ยมคือ คู่บารมีในอดีตชาติของท่าน ท่านเล่าว่า หลังจากบรรลุอนาคามี คู่บารมีก็มาเยี่ยมเยียนในสมาธินิมิต แต่คราวนี้ วิญญาณคู่บารมีมาตัดพ้อท่านว่า ทำไมด่วนจากไปพระนิพพาน ทิ้งไปไม่ไยดี คำว่าคู่บารมี หมายถึง สตรีที่อธิษฐานจิตร่วมกับหลวงปู่มั่นมาว่า จะไปนิพพานพร้อมกัน แต่เดิมหลวงปู่มั่นปรารถนาพุทธภูมิ (ประสงค์จะบำเพ็ญบารมีเพื่อมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) คู่บารมีก็อธิษฐานมาเกิดเป็นคู่ของหลวงปู่มั่น 

หลวงปู่มั่นมาบอกลาพุทธภูมิ ตอนนั่งสมาธิแล้วเห็นตัวเองเคยเกิดเป็นสุนัข ติดใจในความเป็นสุนัข (ยึดอุปาทาน) จึงเวียนว่ายตายเกิดเป็นสุนัขอยู่ราวห้าร้อยชาติ พอเห็นตรงนี้ก็สังเวชใจ จึงอธิษฐานจิตบอกลาพุทธภฺูมิ ไม่ปรารถนาที่จะมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าอีกต่อไป

ปกติคนที่ปรารถนาพุทธภูมิ เคยบำเพ็ญบารมีมาอย่างหนัก เมื่อบอกลาพุทธภูมิ ขอเป็นอริยสาวก จะบรรลุธรรมเร็ว เพราะบารมีสั่งสมมาเกินพระสาวกแล้วและเมื่อบรรลุธรรม มักจะมีอภิญญา มีญาณวิเศษ เพราะเป็นวิสัยของคนที่จะตรัสรู้ธรรม

หลวงปู่มั่นเห็นคู่บารมีตัดพ้อเช่นนั้นก็สอนว่า ไม่ดี จะเป็นอกุศลติดตัวไป แล้วท่านก็ยกตัวอย่าง เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าแม้จะบำเพ็ญบารมีมากับพระนางพิมพา แต่เวลาตรัสรู้ธรรม พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ธรรมก่อนแล้วค่อยนำมาสอนพระนางพิมพาให้บรรลุธรรม และท่านก็สอนแสดงธรรมอเนกประการ เพื่อให้สติกับวิญญาณคู่บารมีนั้นว่า การละความปรารถนาพุทธภูมิมาเป็นเพียงสาวกภูมิก็มีจุดหมายเดียวกันคือ พระนิพพาน ความคิดน้อยเนื้อต่ำใจควรจะดับมันเสีย มิฉะนั้นมันจะคอยเหยียบย่ำจิตใจเราให้เศร้าหมอง ไม่เกิดประโยชน์อันใด เมื่อวิญญาณคู่บารมีมีสติคิดขึ้นมาได้ ก็ขอขมาที่คิดไม่ดีกับท่าน วันต่อมาก็มาเยี่ยม มาฟังท่านเทศน์อีก แต่คราวนี้ ไม่หมองเศร้า มาแบบสดใสสว่าง มาบอกว่า บัดนี้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ชั้นดาวดึงส์ มีความสุขมาก หลังจากได้ฟังธรรมท่านไปก็หมดความกังวล 

หลังจากที่หลวงปู่มั่นบรรลุอรหัตผลแล้ว คืนต่อๆ มา ท่านเล่าว่า มีพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกจำนวนมากมาเยี่ยมเยียน โมทนาสาธุกับหลวงปู่มั่น  คืนนั้นพระพุทธเจ้าองค์นั้นกับพระสาวกจำนวนหมื่น คืนนี้พระพุทธเจ้าพระองค์นี้กับสาวกจำนวนเท่านั้นเท่านี้

ความเห็น… นี่ผมก็คัดมาจากหนังสือของหลวงตามหาบัวนะครับ ใครจะเชื่อ  ไม่เชื่อ ก็ทำใจกลางๆ ไว้ก่อน  แต่บอกได้อย่างหนึ่งว่า นิพพานไม่ได้สูญอย่างที่เข้าใจหรือสอนกัน พระพุทธเจ้าก็ตรัสรับรองไว้ (ในพระไตรปิฎก) ว่า อายตนะนั้น (พระนิพพาน) มีอยู่ แต่บอกไม่ได้ว่า รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน ไปถึงจะรู้เอง

เรื่องพระพุทธเจ้ามาเยี่ยม บางคนก็บอกหลวงปู่มั่น (จิต) คิดไปเอง สร้างภาพขึ้นมาเอง ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ในความเห็นผม จิตของพระอรหันต์นั้นหมดความปรุงแต่งโดยสภาพแล้ว (อวิชชาดับ) ที่ปรากฏล้วนแต่เป็นความรู้ความเห็นที่บริสุทธิ์ จิตท่านเลยความคิดไปแล้ว เป็นจิตที่เยือกเย็น ผ่องใส บริสุทธิ์อนันตกาล ความรู้ความเห็นของท่านจึงเกินความเข้าใจของคนทั่วไป หากยังไปไม่ถึงก็อย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อ ฟังหูไว้หูก่อนนะครับ

 

ผู้ปฏิบัติ : ท่านอาจารย์คะ เรื่อง ประวัติหลวงปู่มั่น มีข้อสงสัยดังนี้ค่ะ

ที่เล่าว่า  …..หัวหน้าเทวดาที่เคยจะมาทำร้ายท่านในคืนที่บรรลุธรรม พาบริวารมาอ้อนวอนขอให้ท่านอยู่ เพราะเวลาท่านอยู่พวกนี้ก็ได้มาฟังธรรม…..   ทำไมเทวดาไม่ตามไปฟังธรรมหลวงปู่มั่นละคะ เทวดาอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้นเหรอคะ  ถ้าตามไปไม่ได้ เป็นมนุษย์ดีกว่าสิคะ ตามไปกราบครูบาอาจารย์ได้

ท่านทรงกลด  :  เทวดาก็เหมือนคน ติดที่ติดเคหสถาน  ให้เราไปอยู่ที่อื่นจะไปไหม  

เทวดาไปมาด้วยจิตได้ แต่ก็อดที่จะติดที่ถิ่นฐานไม่ได้ ถ้าหลวงปู่มั่นยังอยู่ที่เขาอยู่ก็เหมือนได้อยู่ใกล้ชิด นั่งนอนรับพลังบุญได้เต็มที่ ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา บางทีไปแล้ว ไปเจอเจ้าของที่มีอำนาจมากกว่า ก็เข้าไม่ถึงอีก อยู่ตรงนี้ เขาใหญ่สุด นั่งแถวหน้าเลย  เหมือนคนนั่นแหละ คนใกล้ชิดครูบาอาจารย์ก็จะกันคนไม่ให้เข้าใกล้  พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติให้ภิกษุออกบิณบาต จะได้โปรดญาติโยม พระรูปไหนอยู่แต่วัด รอคนมาถวาย อันนี้ไม่ถูกต้องแล้ว หลวงปู่มั่นบิณฑบาตจนไม่ไหวแล้ว ก็ยังให้คนพยุงพาออกมารับบาตร ซึ่งเป็นกิจที่พระอริยสงฆ์ต้องทำนะ  พระแท้ไม่แท้ ดูตรงนี้ได้

ผู้ปฏิบัติ  :  สังคมเทวดาเหมือนคนเลยนะคะ อย่างนี้เป็นคนดีกว่าค่ะ ไปกราบครูบาอาจารย์ ก็ยังไปเช่าโรงแรม รีสอร์ทใกล้ ๆ พักได้ ค่ะ

ท่านทรงกลด :  อ้าว !  มีสิ  เทวดายังมีกิเลสครบ คนไม่มีกิเลสคือพระอรหันต์

ผู้ที่เป็นเทวดาก็จะมองว่าเป็นเทวดาดีกว่าคน  ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ ไม่ลำบากขันธ์เหมือนคน ไม่ต้องเจ็บป่วยแบบคน ฯลฯ คนฉลาดก็เห็นว่า เป็นคนดีกว่า จะได้เห็นทุกข์ เจริญสติภาวนาหาทางพ้นทุกข์ 

 

ผู้ปฏิบัติ :  สังคมเทวดาก็เหมือนคนใช่ไหมค่ะ​  มีทั้ง​สนใจและไม่สนใจธรรมะ

ท่านทรงกลด :  ใช่ ๆ สาธุ

ผู้ปฏิบัติ  :  ที่เล่าว่า  …..การฟังธรรมถือเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้ทาน รักษาศีล…..  การฟังธรรมเป็นบุญใหญ่กว่า เพราะฟังแล้วจิตสงบเป็นสมาธิ เกิดปัญญา เหมือนอ่านธรรมะของท่านอาจารย์ทุกวันหรือเปล่าคะ บางครั้ง บางคน อ่านแล้วก็มีมหาปิติด้วย ใช่ไหมคะ

ท่านทรงกลด :  ใช่ สาธุ 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *