ถาม-ตอบ

อานาปานสติ กายคตาสติ อิริยาบถ สัมปชัญญะ เวทนานุปัสสนาหรือจิตตานุปัสสนา เป็นสติตัวเดียวกัน

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่  3 กันยายน 2558

 

ท่านทรงกลด : วันนี้ได้ฟังการอภิปรายเรื่องนรกสวรรค์กันแล้ว รู้สึกปิตินะครับ ในสมัยพุทธกาลก็มีแบบนี้เกือบทุกวัน ภิกษุที่ยังไม่เป็นพระอริยะหรือไม่ได้ฌานโลกีย์ ไม่ได้มโนมยิทธิ ก็มักจะสนทนาสอบถามกันเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ที่ปุถุชนจะสงสัย 

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก็ถามว่า พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ภิกษุตอบ พระองค์ก็จะแสดงธรรม สาเหตุที่พระโมคคัลลานะถูกทำร้ายถึงตายก็เพราะเรื่องนรกสวรรค์นี่แหละเพราะท่านมีฤทธิ์มาก ไปสวรรค์นรก มาบอกชาวเมืองว่า คนคนนั้นทำบุญอย่างนี้ๆ ไปเกิดในสวรรค์ชั้นนั้น ชั้นนี้ คนก็เลยมาทำบุญกับพระมากจนพวกพระนอกศาสนาอิจฉา เลยจ้างโจรเที่ยวตามฆ่า บอกว่าเพราะพระองค์นี้ ลาภสักการะของพวกเราที่เคยมี กลับไม่มี  เอ๊ะ ! กลิ่นธูปมาจากไหนอบอวลไปหมดอีกแล้ว หลายๆ ครั้งเวลาแสดงธรรมให้พวกเราฟัง กลิ่นธูปอบอวลไปหมด ผมรู้สึกว่า ไม่ได้แสดงให้พวกท่านฟังอยู่กลุ่มเดียว

พระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มาก ภูติผีปีศาจ นรกสวรรค์เห็นหมด ต่างกับพระสารีบุตรมากด้วยปัญญา แต่ท่านไม่เห็นพวกนี้เลย อย่าเข้าใจว่า พระอรหันต์จะต้องเห็นพวกนี้เหมือนกัน จิตบริสุทธิ์เหมือนกัน แต่อภิญญาคือเครื่องประดับจิตต่างกัน 

ครั้งหนึ่งมีอสูรกายหรือเปรตตนหนึ่งกับเพื่อนเดินผ่านมาทางพระสารีบุตร พระสารีบุตรไม่เห็น แต่พระโมคคัลลานะเห็น  เปรตตนหนึ่งเกิดนึกพิเรนทร์ บอกกับเพื่อนว่า เดี๋ยวคอยดูนะ เราจะเอามือตีหัวสมณะหัวโล้นรูปนี้ เพื่อนเปรตร้องห้าม มันไม่ฟัง ตีโครมลงไป พระสารีบุตรถูกตีทรุดลง พระโมคคัลลานะช่วยไม่ทัน ถามว่า เจ็บไหม ท่านบอก พอทนได้ ส่วนผีเปรตตนนั้น โน่น ลงไปเกิดในอเวจีมหานรกขุมเดียวกับเทวทัต

พระโมคคัลลานะท่านจะเห็นสัตว์นรก เทพยดาเป็นปกติ มาบอกชาวโลกให้ทำบุญ คนก็ทำกับพระในพุทธศาสนา พวกนักบวชนอกศาสนาก็อด เลยจ้างโจรรุมฆ่า ท่านมีฤทธิ์ แต่พอกรรมส่งผล (ชาติหนึ่งเคยทำร้ายพ่อแม่) แสดงฤทธิ์ไม่ได้ ถูกพวกโจรรุมตี ปรินิพพาน จะเห็นว่า ไม่มีอะไรใหญ่เหนือกรรม  เป็นอุทธาหรณ์ดีเหมือนกันว่า แม้จะมีฤทธิ์มากมายเพียงใดก็หนีกรรมไม่พ้น ดังนั้นผมจึงบอกพวกเราว่า อย่าไปติดฤทธิ์เลยวางไว้ก่อน เมื่อบรรลุธรรมแล้วมันจะมาเอง 

การฝึกอานาปานสตินั้น จากประสบการณ์ ถ้าเขียนคงได้ตำราใหญ่  ผมบอกตรงๆ ว่า อานาปานสตินี่แหละทำให้ได้รู้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร จะรู้จะเห็น (ในอานาปานสติสูตร) เมื่อจิตเป็นสมาธิ ในขั้นที่ 11 , 12 คำว่า สมาธินี่ ในความหมายของพระพุทธเจ้าคือ ความตั้งมั่นของจิตคือ จิตไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์แยกออกมาตั้งมั่นประจันหน้าอยู่กับอารมณ์ เห็นอารมณ์อยู่ต่างหากจากจิตในขณะนั้น  หากขาดสติก็ไม่รู้ไม่เห็น

อานาปานสติ นอกจากปรากฏในสติปัฎฐานสี่แล้วยังถูกจัดไว้ในสมถกรรมฐานสี่สิบกอง  ซึ่งผมก็เคยหลงไปเหมือนกัน ปรากฏนิมิตเป็นดาวประกายพฤกษ์ เป็นอุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต ได้อยู่แค่นั้น อานาปานสติ จริงๆ ในเบื้องต้นประกอบด้วยจิต ลมและรู้ (สติ) ต่อมาลมระงับ กายสังขารระงับ เหลือจิตกับสติ ซึ่งพูดไปจะลงลึก เดี๋ยวคนอื่นจะเบื่อ ลองปฏิบัติตามที่ผมเอามาลงก่อน ผมรับรองว่า ท่านจะเปลี่ยนไป จิตท่านจะเปลี่ยนไปเพราะผมพิสูจน์มาแล้ว 

ทีนี้ไม่ได้หมายความว่า การจะรู้เห็นธรรมจะต้องเจริญอานาปานสติ  สติในอานาปานสติมันก็สติเดียวกับกายคตาสติ สติในการรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของกาย (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน) สติในการรู้เท่าทันอารมณ์ (เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน) มันตัวเดียวกันนั่นแหละ ผมนี่ปฏิบัติหมดตั้งแต่เช้ายันนอน เข้าห้องน้ำก็พิจารณากาย ความไม่สะอาด ความเป็นอนิจจังของผมที่ร่วง แต่งตัว ดูกระจก แก่ไปแล้ววันหนึ่ง ผมหงอก เห็นอนิจจังในกาย ยืน เดิน นั่งนอน ให้รู้  กินข้าว ก็ดูว่าความอร่อย สุขเวทนามันเกิดอย่างไร เสื่อมไปอย่างไร มันไม่เที่ยง จิตก็ไม่หมายมั่นในความสุขนั้น ไปทำงานเผชิญอารมณ์มากมาย คนด่า คนชม ให้มีสติรู้เท่าทัน กัดฟัดกับมันทุกๆ อารมณ์ กลับบ้านอาบน้ำ เดินจงกรม พิจารณากาย นั่งภาวนาก็อานาปานสติ 

เวลาจิตมันจะลง จะรู้จะเห็นมันจะตั้งมั่นกับสติ สุดแต่ว่าในขณะนั้นเราเจริญสติอันใดอยู่ บางคนเดินจงกรมอยู่ก็รู้เห็นธรรม บางคนเข้าห้องน้ำก็รู้เห็นธรรม สติที่พูดมันตัวเดียวกันนั่นเองไม่ว่าจะเป็นอานาปานสติ กายคตาสติ อิริยาบถ สัมปชัญญะ เวทนานุปัสสนาหรือจิตตานุปัสสนา สติตัวเดียวกันนั่นแหละ 

เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เป็นเด็กๆ ก็เบื่อโลก อยากบวช แต่จนก็เลยไม่ได้บวช ก็ชอบภาวนา  ครั้งหนึ่ง เขาจัดงานวัดมาฆบูชาไปที่เกาะลอย พระอาจารย์รูปหนึ่งชื่อ พระอาจาย์สมชาย ฉันทโก สอนเรื่องสติโดยการยกมือสร้างจังหวะ กลับมาทำที่บ้านได้สองอาทิตย์ เลิก ไม่เห็นมันจะสงบเลย ไม่เอา คงไม่ใช่ทาง นี่ใจร้อนเหมือนคนสมัยนี้ เพราะรู้เห็นอะไรเป็นอะไร อ้อ ! หลวงปู่เทียน ท่านเขมานันทะ สอนถูกเป๊ะเลย เรานี่มันโง่จริงๆ เรื่องสติ ไม่ว่าจะเป็นสติอันใดในสติปัฏฐานสี่มันตัวเดียวกันหมด 

สมาธิที่เกิดจากการอบรมสตินี่แหละจะเป็นสมาธิที่จะทำให้รู้เห็นธรรม แต่สมาธิที่ฝึกมาแบบอื่นก็จะทำให้จิตมีพลัง อบรมสติได้ดีและเร็วกว่าคนปกติ พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้จึงนึกถึงอุทกดาบสและอาฬารดาบสเป็นคนแรกๆ เลย เพราะแค่พลิกความเห็นนิดเดียวก็บรรลุธรรมแล้ว 

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อคืนแสดงธรรมตอนดูหนัง คุณชายรัชชานนท์ แล้วจิตตั้งมั่นขึ้น (จิตเมื่อแยกจากอารมณ์ได้แล้ว มันจะตั้งมั่นเองอยู่เรื่อยๆ จนวันหนึ่ง มันจะตัดสินเด็ดขาดลงไป หลุดไป อันนี้ ตรงกับที่หลวงปู่เทสก์สอน ในสิ้นโลกเหลือธรรม) ก็มีเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง แอบมาถามหลังไมค์ น่าสนใจมากว่า แล้วผมเอ็นจอย มีความสุขกับการดูหนังไหม ผมก็ตอบว่า เอ็นจอยสิ แต่เอ็นจอยกับความสุขที่เกิดจากจิตสงบแทน แถมให้บาลีไปด้วย  นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี พระพุทธเจ้าท่านสอนให้จิตสงบด้วยปัญญา ด้วยความเห็นชอบ สัมมาทิฏฐิจึงมาก่อนสัมมาสมาธิ  ถ้าสงบด้วยปัญญาได้มันจะสงบไปเรื่อยๆ จนสงบอนันตกาล ไม่สงบกลับกลอกไปมาเหมือนสงบแบบฌานซึ่งเสื่อมได้ 

เหตุที่ท่านถามว่า ผมเอ็นจอยกับหนังอยู่หรือไม่ ผมรู้ว่า ท่านนี้ชอบการปฏิบัติ แต่กลัวว่า ปฏิบัติไปแล้ว จะสูญเสียความสุขทางโลกที่มีอยู่ไป เลยกล้าๆ กลัวๆ ซึ่งคนสมัยนี้เป็นกันมาก บอกได้เลยว่า ความสุขทางโลกก็เหมือนกับเราถือตะกั่วอยู่แล้วเข้าใจว่า นี่ดีที่สุดแล้ว เห็นผิดว่านี่คือทองคำ แต่เมื่อพบความสุขทางธรรม (ความสงบในจิต) จะทิ้งความสุขทางโลกไปเองเหมือนคนถือตะกั่วพอพบทองคำก็ต้องทิ้งตะกั่วโดยอัตโนมัติ  บอกหลายครั้งแล้วว่า ถ้าความสุขทางโลกมันดีจริง จีรังจริง พระพุทธเจ้าหรือพระอริยสาวกต้องกลับมาสิ นี่ไม่เห็นใครกลับสักคน

สมัยพุทธกาลก็มีกษัตริย์องค์หนึ่งสละราชสมบัติมาบวช คนในสมัยนั้นหรือสมัยนี้คงมองว่าท่านบ้า เมื่อท่านบรรลุอรหัตผล ก็เดินจงกรมอยู่ บ่นรำพึงว่า สุขจริงหนอๆ ๆ ภิกษุอื่นเดินผ่านมาได้ยินก็ไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่า พระองค์นี้เคยเป็นกษัตริย์ เดินจงกรมบ่นว่า สุขจริงหนอๆ คงเสียดายราชสมบัติ คิดถึงความสุขตอนเป็นกษัตริย์  พระพุทธเจ้าก็ให้ภิกษุไปตามมา สอบถาม (จริงๆ พระองค์รู้แล้ว แต่ต้องการจะสอนพระที่เป็นปุถุชน) ว่า ได้ยินว่า เธอบ่นว่า สุขจริงหนอๆ เธอยังติดสุขในราชสมบัติอยู่ดอกหรือ  พระที่เคยเป็นกษัตริย์ก็ตอบว่า หามิได้พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์หมายถึง วิมุติสุข (สุขจาการหลุดพ้น) ว่าสุขจริงหนอๆ สุขอื่นๆ ในโลกไม่อาจมาเทียบได้แม้เถ้าธุลีเลย  นิพพานไม่ได้สูญอย่างพวกที่ไม่รู้จริงชอบเขียนตำราให้คนหลง

หนังสือสมัยนี้บอกได้เลย เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ เขียนจากความคิด ความเข้าใจ หาได้เขียนจาก “ความเห็นจริง” ไม่ ยิ่งอ่านยิ่งหลง ทางที่ดีหาของครูบาอาจารย์อ่านดีที่สุด อย่างหลวงปู่ชา หลวงปูเจี๊ยะ หลวงตามหาบัว หลวงปู่ดูลย์ ประมาณนี้ 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *