ถาม-ตอบ

นิพพานไม่สูญ

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558

 

ท่านทรงกลด : พระบางรูปบรรลุธรรมก็เข้าป่า บางรูปบรรลุธรรมก็เข้าเมือง  เป็นเรื่องหน้าที่ของใครของมัน เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละท่าน  เรื่องโลกุตรภูมิไม่อาจเอาโลกียภูมิไปวัดได้ หลวงตามหาบัวในอดีตบริวารเยอะครับ  เมื่อจะไม่กลับมาเกิดอีกจึงต้องสงเคราะห์ใช้หนี้บริวารให้มากเท่าที่มากได้ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ควรไปวิพากษ์พระอริยะเจ้า ด้วยโลกียปัญญา เล่าเพื่อเป็นความรู้ และแรงบันดาลใจในการปฏิบัติดีครับ 

พระอัญญาโกณฑัญญะ เมื่อบรรลุธรรมได้ติดตามพระพุทธเจ้าระยะหนึ่งก็เข้าป่าไปอยู่กับช้างจนจะนิพพาน จึงออกมาลาพระพุทธเจ้า ว่ากันว่า พระอรหันต์บางรูปอยู่แต่ในป่าคอยสงเคราะห์พระธุดงค์ที่เอาจริง เมื่อบรรลุธรรมแล้วจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ธรรมไม่กลับกลอกแล้ว อยู่ที่ใครตั้งใจมาอย่างไรก็ทำหน้าที่ท่านไปอย่างนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวของท่านแต่ละท่าน  

เรื่องพระอริยะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใครไม่เคยสัมผัสจะไม่รู้ และมองหยาบๆ ไป สร้างกรรมหนักโดยไม่รู้ตัว

ผมเคยเตือนเพื่อนๆ เสมอ ด้วยรักและเมตตา คนใดสอนหรือเขียนตำราบอกว่า พระนิพพานสูญ จงอยู่ห่างคนหรือตำรานั้นเถิด เพราะเป็นมิจฉาทิฏฐิที่น่ากลัว 

ผู้ปฏิบัติ  :  มีบางท่านสงสัยเรื่องที่หลวงปู่ฝั้นสอนพระติดวิปัสสนูกิเลส ถามมาว่า ที่พระอาจารย์เขียนเลขศูนย์หมายความว่าอย่างไร ทำไมพระรูปนั้นถึงเข้าใจได้ 

ท่านทรงกลด :  อันนี้เป็นความเห็นของผมคนเดียวนะ คนอื่นอาจจะไม่เห็นเหมือนผม ๆ เมื่อหลวงปู่ฝั้นขีดวงกลมเป็นเลขศูนย์ลงที่พื้น แล้วจึงบอกให้พระนั้นดู  พระเห็นอะไร  หลวงปู่ฝั้นบอกให้ดูในเลขศูนย์ ถามว่าเห็นอะไร มันจะเห็นอะไร ก็เห็นพื้นสิ  ตอนแรกพระรูปนั้นคิดอย่างนี้ (ผมคิดแทนนะ) หลวงปู่ฝั้นจึงบอกว่าให้มองลึกๆ สิ

ท่านทั้งหลาย ลองหยิบกระดาษมาเขียนเลขศูนย์ดูสิ ตอนนี้เลย คนทั่วไปก็จะเห็นว่า มันก็มีพื้นที่อยู่ในเลขศูนย์สิ มองดีๆ มองดีๆ ในเลขศูนย์มีอะไร มันไม่ใช่พื้นที่อยู่ในเลขศูนย์หรอก มันคือความว่าง ก็เลขศูนย์มันไม่มีอะไร มันว่าง ดูในเลขศูนย์สิ มีอะไร

นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานว่างอย่างยิ่ง คนไม่รู้ พวกชอบคิด ชอบเขียน ก็บอกว่า นิพพานสูญ เหมือนสารคดี เรื่อง สิทธารถะ ที่ทำคนหลงทางมาเยอะมาก ไอ้คนทำก็อดถามไม่ได้ว่า ตกลงนิพพานนี่สูญใช่ไหมครับ ถ้านิพพานสูญ พระพุทธเจ้าคงไม่เอาราหุลไปบวช เอาพระญาติไปบวชหรอก ผมก็ไม่ปฏิบัติให้เมื่อยขันธ์หรอก

เลขศูนย์อันนี้คือ จิตว่าง หนึ่งคืออารมณ์ที่จิตปรุงแต่งมา คือขันธ์ห้า การทำวิปัสสนาคือ การเจริญสติเพื่อแยกจิตออกจากอารมณ์ ออกจากขันธ์ห้า เพราะเมื่อจิตปรุงแต่งขันธ์ห้าขึ้นมา มันก็หลงเข้าไปยึดในขันธ์ห้าว่าคือมัน ของมัน หนึ่งอยู่ศูนย์นั่นไง เข้าไปยึดหมายว่า หนึ่งคือของกูนะ ใครอย่ามายุ่งละ นิพพานก็ว่าง จิตก็ว่าง มันจึงเป็นสภาวะเดียวกัน  

จริงๆ จะบอกว่า เป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นมาเรียกสภาวะอย่างหนึ่งเท่านั้น สภาวะอะไร สภาวะที่จิตบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากโลกียะทั้งปวง แหม ! จะอธิบายอย่างไรดีนะ เมื่อจิตหลุดพ้นออกจากโลก วิมุตติ จิตก็บริสุทธิ์ ที่ที่จิตบริสุทธิ์อยู่นั่นแหละเขาเรียกว่านิพพานแต่บอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน มีหน้าตาอย่างไร ก็มันว่าง  พระพุทธเจ้าก็ยืนยันว่า ภิกษุทั้งหลายอายตนะนั้น (นิพพาน) มีอยู่ แต่บอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน หน้าตาเป็นอย่างไร ไปถึงก็จะรู้เอง 

หากเจริญสติ จนจิตข้ามโคตรจากปุถุชนไปฝั่งอริยชนได้สักครั้งจะเข้าใจ เขาเรียก โคตรภูญาณ จิตจะไปเห็นพระนิพพาน คล้ายๆ เราข้ามห้วงน้ำ ตัดกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากมายืนอยู่บนฝั่งๆ หนึ่ง มองลงไปเห็นน้ำไหลเชี่ยวอยู่ตรงหน้า น้ำไหลเชี่ยวคือ อารมณ์เกิดดับนั่นเอง พอเห็นตรงนี้ก็เข้าใจน้ำไหลนิ่งของหลวงปู่ชา เข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าที่ว่า มนุษย์ทั้งหลายส่วนใหญ่จะลัดเลาะอยู่ฝั่งโน้น (คือโลกีย) ส่วนฝั่งนี้ ยากนักที่จะมีมนุษย์คนไหนมาถึงได้ ฝั่งนี้คือ พระนิพพาน แต่อย่าไปนึกวาดภาพเป็นฝั่งแม่น้ำอะไรนะ มันเป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ล้วนๆ หาตัวตนอะไรไม่ได้หรอก แต่รู้ว่ามี 

เคยมีคนไปถามหลวงปู่ดูลย์ว่า ท่านปฏิบัติถึงไหน ท่านตอบสั้นๆ ว่า ไม่มีอะไรจะถึง และไม่มีอะไรจะไม่ถึง  ก็มันว่าง จะมีอะไรถึงหรือไม่ถึงเล่า ตอนนี้นั่งอยู่ในห้องๆ หนึ่งใช่ไหม มองไปข้่างบนเห็นอะไร มองลงมาต่ำที่เท้าเห็นอะไร ข้างบนก็เห็นเพดาน ข้างล่างก็เป็นพื้นไม้ พื้นปูน ส่วนใหญ่คนก็จะพูดถึงความมีของเพดานและพื้นไม้พื้นปูน  แต่ระหว่างพื้นไม้กับเพดาน ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกัน  ที่อยู่ตรงกลางมันก็มีอยู่นะ ไม่ค่อยมีใครอยากไป อยากอยู่แบบมีตัวมีตน มีก้อนเนื้อก้อนนี้  ถ้าเห็นว่า ก้อนเนื้อก้อนนี้มันสุขก็อยู่แบบนี้ต่อไป ก็ไม่มีใครว่า ส่วนผู้มีปัญญาก็จะเห็นว่า ก้อนเนื้อก้อนนี้มีแต่จะผุพังไป หาสาระไม่ได้ ไม่เที่ยง ที่ระหว่างพื้นกับเพดานก็มีที่ที่อยู่ แต่มันว่าง แต่มีอยู่ นิพพานไม่ได้สูญ  เมื่อเห็นธรรม จะเห็นจิตและจะเห็นตลอดไปถึงนิพพาน เพราะนิพพานก็คือ จิตที่ว่างเปล่าบริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบนั่นเอง  

อย่างผมเอาประวัติหลวงปู่มั่นมาแสดง ปฏิบัติถึงแล้วจะรู้ จะหายสงสัยว่า นิพพานไม่ได้สูญ หลวงปู่มั่นตอนบรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกมากันเต็มไปหมด มาอนุโมทนา หลวงปู่มั่นก็สงสัย พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้ว เป็นจิตบริสุทธิ์แล้ว พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า หากจิตบริสุทธิ์ด้วยกันก็ไม่ต้องอาศัยร่างที่สมมุติอันนี้ แต่เมื่ออีกฝ่ายยังครองธาตุขันธ์อยู่ ยังไม่ดับขันธ์ ก็ต้องมาในสภาวะสมมติจะได้สื่อกันได้ อ่านตรงนี้ ถ้าเป็นคนมีปัญญาก็จะแปลความกลับไปได้ โดยเฉพาะนักกฎหมายที่ชอบตีความ นั่นคือ หากหลวงปู่มั่นดับขันธ์ เหลือแต่จิตบริสุทธิ์ล้วนๆ พระพุทธเจ้าและพระอริยะสาวก ก็ไม่ต้องมาในร่างสมมตินี้ นั่นคือ หากหลวงปู่มั่นดับขันธ์ เหลือแต่จิตบริสุทธิ์ล้วนๆ พระพุทธเจ้าและพระอริยะสาวก ก็ไม่ต้องมาในร่างสมมุตินี้ ผมถึงเชื่อเรื่องเล่าหลังหลวงปู่มั่นปรินิพพาน เพราะผมเองก็เคยเจอหลวงปู่มั่นมาขอวัดระดับจิต ท่านบอก ไหน ขอวัดระดับจิตหน่อยสิ ถึงไหนแล้ว ภาวนาจิตสงบลงไป หยิบข้อธรรมมาพิจารณา หลวงปู่ดูลย์ก็เดินมาบอกว่า ถ้ายังคิดอยู่ ไม่ใช่นะ สองปีก่อน หลวงปู่ชาก็มาถามว่า “อีกสามระยะไหวไหม” ผมก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า ไหวครับหลวงพ่อ แล้วท่านก็หายไป ใครจะว่าผมเพ้อเจ้อ ละเมอ เพ้อพกก็แล้วแต่ล่ะ 

อ่านประวัติแม่ชีจันดีหรือเปล่า น้องสาวหลวงตามหาบัวน่ะ ตอนท่านบรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้ามาอนุโมทนาสาธุการ ถ้าปฏิบัติถึงจะเข้าใจ ถ้ายังไม่ถึง ก็สงสัยต่อไป แต่อย่าลบหลู่ก็แล้วกัน พระอาจารย์อนันต์ วัดมาบจันทร์ จะสร้างโบสถ์ คิดว่าจะสร้างตรงไหนดี หลวงปู่ชา มาบอก สร้างตรงนี้ นี่ ท่านหายไปไหนเล่า ที่หาย ไม่เกิดอีกคือขันธ์ เมื่อดับขันธ์จึงเหลือแต่จิตบริสุทธิ์ล้วนๆ เห็นจิต เห็นธรรมเมื่อใดจะหายสงสัยว่า นิพพานสูญหรือไม่ มันจะสูญได้อย่างไร มันก็คือ จิตที่บริสุทธิ์ที่แยกออกมาจากขันธ์ หลวงตาจึงบอกว่า จิตนี้ไม่มีวันตายไง

มีพราหมณ์คนหนึ่งมีฤทธิ์มาก มีฌานสมาบัติ ใครตาย เอากระโหลกมาวาง แตะที่หัวกระโหลกนิดเดียว บอกได้หมดว่า คนตายไปเกิดที่ไหน นรกขุมไหน สวรรค์ชั้นไหน เกิดเป็นหมา เป็นแมว  วันหนึ่งมาพบพระพุทธเจ้า โอ้อวดสรรพคุณให้พระพุทธเจ้าฟังว่า พระสมณโคดม เรานี้สามารถบอกได้หมดว่า คนตายไปเกิดที่ไหน ขอเพียงเอากระโหลกมาให้เราแตะ พระพุทธเจ้าประสงค์จะทรมาน (สอน) จึงบอกให้ภิกษุไปเอากระโหลกพระอรหันต์มาวาง คนก็มามุงดูกันเต็ม เพราะพราหมณ์ดังมากทั่วชมพูทวีป  พราหมณ์ก็เข้าฌาณสมาบัติ เอามือแตะไปที่กระโหลกอันนั้น แล้วขมวดคิ้ว งุนงง อายก็อาย ไม่รู้จะทำอย่างไร ถามว่า ข้าแต่พระองค์ หัวกระโหลกนี้เป็นของใคร  ทำไมข้าพระองค์จึงมองไม่เห็นที่ไปของเขาเลย  ไม่รู้ว่าเขาไปเกิดที่ไหน ปรกติไปเกิดเป็นพรหม เทวดา นางฟ้า สัตว์นรก ขุมไหน รู้หมด  มาเจอกระโหลกนี้ ทำไมไม่รู้ว่าไปเกิดที่ไหน  

พระพุทธเจ้าจึงถามว่า อยากรู้ไหมว่า เจ้าของกระโหลกนี้ไปเกิดที่ไหน อยากรู้สิ งั้นจงวางฤทธิ์ทั้งหมด บวชเป็นภิกษุในศาสนาเรา เราจะสอนให้จะสอนวิชาตามไปดูเจ้าของกระโหลกให้ว่า ตายแล้วไปไหน พราหมณ์คนน้ันเมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ก็ตั้งใจเจริญวิปัสสนา จนบรรลุอรหัตผล แล้วก็เลิกดูว่าใครตายแล้วไปเกิดที่ไหนอีกเลย เพราะเห็นแล้วว่า ที่เจ้าของกระโหลกตายแล้วไป กับที่ที่กำลังจะไป มันประเสริญเลิศที่สุดแล้ว ตอนนี้รู้แล้วว่า เจ้าของกระโหลกตายแล้วไปไหน ตามไปพบแล้ว

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *