ถาม-ตอบ

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่  21 กันยายน 2558

 

ท่านทรงกลด :  มีข้อความส่งเข้ามาในไลน์กลุ่มทำนองว่า มันจะอะไรก็แค่เอาอกุศลออกไป เอากุศลใส่เข้ามาก็สิ้นเรื่อง ประมาณนี้  เท่านั้นแหละธรรมมันไหลออกมาเลย หัวใจพระพุทธศาสนา ละบาป ทำกุศล แต่ท่านนั้นขาดหัวใจพุทธศาสนาไปคือ ทำจิตให้บริสุทธิ์

จริงๆ โอวาทปาติโมกข์  ทางสายกลาง และมรรคมีองค์แปดก็อันเดียวกัน จิตที่มีอกุศล จิตที่มีบาป  เมื่อเอาอกุศลออกไปจิตนั้นก็เป็นกุศลขึ้นมา เมื่อเอากุศลออกอีก ก็เหลือจิตล้วนๆ ที่บริสุทธิ์อยู่ จิตที่เป็นอกุศลก็เป็นจิตที่ปรุงแต่ง  ปรุงแต่งแล้วก็นำทุกข์มาให้ จิตนั่นแหละรับวิบากคือ ผลของการปรุงแต่งทีแรก ลองคิดแค้นใครตอนนี้สิ ใจท่านร้อนหรือเย็น ร้อนก็เป็นทุกข์แล้ว จิตที่เป็นกุศลย่อมนำสุขมาให้ เวลาทำบุญไม่ต้องไปรอผลสวรรค์สมบัติอะไร  ดูใจตอนนั้นสิ มันปิติ เยือกเย็น ชุ่มชื่นนี่คือ วิบากของจิตที่เป็นกุศล นี่คือสุข เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่า สุขนี่ก็ไม่เที่ยง ทุกข์นี่ก็ไม่เที่ยง  ความยินดีก็ไม่เที่ยง ความยินร้ายก็ไม่เที่ยง อย่าไปหมายมั่นเลยในอารมณ์ทั้งสองฝั่งนี้ เมื่อไม่เอาอารมณ์ทั้งสองฝั่ง จิตก็ละการปรุงแต่งทั้งที่เป็นอกุศลและกุศลออกไป จิตก็บริสุทธิ์ขึ้นมาก็เท่านั้น นี่แหละหัวใจพระพุทธศาสนา มีแค่นี้แหละ การทำจิตให้บริสุทธิ์มีสอนแห่งเดียวคือพุทธศาสนานี้ 

เรื่องนายอตุละที่ไปฟังพระสารีบุตรแสดงธรรมมากมายแต่ก็ไม่พอใจ ติเตียน พอไปฟังพระอานนท์ ก็ติอีก บอกว่า น้อยไป จิตของนายอตุละขณะนั้นเป็นอกุศล ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอก อตุละ คนถูกติเตียนฝ่ายเดียวไม่มีในโลก คนถูกสรรเสริญฝ่ายเดียวก็ไม่มีในโลกเช่นกัน จิตของนายอตุละก็ออกจากทั้งอกุศลและกุศล มาตั้งมั่นอยู่  เห็นว่า ทั้งอกุศลคือทุกข์ และกุศลคือสุข อยู่ต่างหากจากจิต เห็นจิตก็เห็นธรรม สรรเสริญกับสุขมันก็อันเดียวกัน  ติเตียนกับทุกข์มันก็อันเดียวกัน อย่าเอาเลย เพราะมันไม่เที่ยงทั้งคู่ ดูสิ เมื่อวานเพิ่งสรรเสริญ วันนี้ก็ติเตียนแล้ว คนติ คนชม บางทีก็เป็นคนเดียวกัน  มันไม่มีอะไรเที่ยงทั้งนั้นแหละ อย่าไปหมายมั่นในคำชม คำด่าให้มากนักเลย วางเสียทั้งคู่ มันไม่มีอะไรหรอก ผมเลิกวิ่งตามคำพูดคนมานานมากแล้ว 

การปฏิบัติของผมก็ไม่มีอะไรมากเลย ท่านลองเอาไปใช้ดู  เช้าขึ้นมาก็ไม่ได้ทำวัตร  สวดมนต์อะไรมากหรอก เอาแค่พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แผ่เมตตา ถึงเวลามันช่วยได้เหมือนกันนะ เคยไปนอนในป่า ขณะจะหลับ เหมือนมีอะไรมารัดคอแน่นเข้าๆ ๆ จนจะขาดใจแล้ว ก็นึกถึงคุณพระพุทธเจ้า มันรู้ว่าเราเอาจริง ก็ค่อยๆ คลายออก มิน่า พระพุทธเจ้าบอกว่า เวลาเธอไปนอนในป่า หากมีมาร ภูติผี ปีศาจมารบกวน เธอจงนึกถึงเรา ผมเวลาไปนอนก็จะนึกถึงพระพุทธเจ้านี่แหละ แต่หากเสือจะมาเอาไปกินก็ถือว่า ใช้กรรมกันไป การปฏิบัติ ถ้าเราเอาจริง ก็จะได้ของจริง 

น้องผู้พิพากษาที่ออกไปจากกลุ่มบอกว่า ปฏิบัติแทบตายหวังแค่ปิดอบายเท่านี้เหรอ ก็เลยสงสัยว่า ไอ้ที่ว่าแทบตายๆ นี่ปฏิบัติอย่างไร แบบท่านๆ หรือเปล่า แบบหลวงปู่มั่นเป็นลมสลบไม่รู้กี่ครั้งหรือเปล่าอยู่กลางป่าลึก  แบบหลวงปู่ชอบเดินกลางป่าเจอเสือใหญ่หรือเปล่า แบบหลวงปู่ชาไปนั่งในป่าช้าต่อสู่กับความกลัวจากอสุรกายมาจากปรโลกหรือเปล่า แบบหลวงตามหาบัวหรือครูบาอาจารย์อื่นๆ หรือเปล่า  หรือว่า แทบตายๆ ของน้องคือ ไปอยู่วัดสองสามวันก็แทบตายแล้ว ปฏิบัติไปกินเหล้าไปก็แทบตายแล้ว  การปฏิบัติธรรมเพื่อแค่ปิดอบายที่ผมกำลังจะกล่าวต่อไปนี้ มันแค่ ป.๔ เท่านั้นเอง ป.๔ ยังไม่ผ่าน ริจะไปจบมหาลัย แสดงว่า ยังไม่เข้าใจอะไรเลย ปฏิบัติเพื่อให้ปิดอบาย (ได้ดวงตาเห็นธรรม) ยังไม่ค่อยอยากจะทำ หรือยังทำไม่ค่อยจะได้ ริจะไปถึงนิพพาน เฮ้อ ! มนุษย์หนอมนุษย์  คนที่ออกไปน่ะไม่ใช่เจ้าตัวหรอก กิเลสมันสั่งให้ออก มันบอกว่า อยู่ต่อไปจะหมดอำนาจ นายทรงกลด แกปากจัดจริงๆ จะมานั่งให้แกด่าทำไม ไปดีกว่า  แต่ก็บอกอนุญาตไว้แล้วว่า ออกไปแล้วก็กลับมาได้ ธรรมในตอนหลังจะเผ็ดร้อนสักหน่อย แต่มีคนบอกว่า ธรรมเผ็ดร้อนแบบนี้หาฟังยาก กลุ่มนี้เพิ่งมาเผ็ดร้อนตอนหลัง เพื่อทดสอบดูว่า ที่ผ่านมาได้เอาสิ่งที่แสดงไปปฏิบัติกันหรือเปล่า  

หลักการปฏิบัติของผมคือ เฝ้าดูอารมณ์ตนเอง  อย่างที่บอก  พอตื่นนอนผมก็เข้าห้องน้ำพิจารณากายคตาสติ เวลาอาบน้ำ ๆ เย็น น้ำร้อนๆ ก็เฝ้าดูเวทนา ร้อนก็ให้รู้ เย็นก็ให้รู้ เวลาอึ ฉี่ ก็พิจารณาดูว่า มันไม่สะอาด ไม่ใช่เรา อนิจจัง  ออกมาแต่งตัวก็พิจารณาตนในกระจกว่ามันมีอะไรที่เที่ยงบ้าง ผมก็หงอกขาว หน้าจากเหี่ยวเพราะไม่มีตังค์ใช้ วันนี้ก็เหี่ยวยิ่งขึ้นอีก ยืน เดิน ก็ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม ลงมากินข้าว ก็พิจารณาดูรสอาหารอร่อยว่า มันเกิดอย่างไร เสื่อมไปอย่างไร เฝ้าดูมัน ดูสุขเวทนาที่เกิดจากการกินข้าว ขึ้นรถมีสติทั่วพร้อม ไปถึงที่ทำงานลูกน้องบางคนมืออ่อนก็ยกมือไหว้ นั่น อารมณ์ยินดีเกิดขึ้นแล้ว เดินไปห้าก้าว คนมือแข็ง ไม่ไหว้ นั่น อารมณ์ยินร้ายเกิดขึ้นแล้ว เข้ามาในห้องพักผู้พิพากษา คนนั้นพูดถึงสิ่งที่เราชอบ อารมณ์ยินดีเกิด สิ่งที่ไม่ชอบ อ้าว ! ไอ้ยินดีดับไปอีกแล้ว ยินร้ายมาอีกแล้ว  หลวงปู่ดูลย์ก็สอนว่า ให้มีสติรู้อยู่กับที่ เฝ้าดูอารมณ์ดีบ้าง ร้ายบ้าง โมโหบ้าง

พอขึ้นนั่งบนบัลลังก์ ราคะเกิดเพราะพยานสวยบ้าง ก็รู้ๆ ๆ ๆ ๆ อย่างเดียว ลงมาไปกินข้าว อ้าว !  ได้เวลาพิจารณารสอร่อยอีกแล้ว บ่ายสืบพยานอีก ลงมานั่งพักเจอเพื่อนชมบ้าง ตำหนิบ้าง  เฝ้าดูอารมณ์เพียงอย่างเดียว กลับมาบ้าน อาบน้ำ กินข้าวอีกแล้ว บางทีก็ไปเดินที่สนามกีฬา เดินไปก็ทำความรู้สึกตัวไป แต่ไม่ต้องถึงขนาดย่างหนอ เหยียบหนอ  เห็นคนแก่ก็สลด อารมณ์ยินร้ายมาอีกแล้ว เห็นสาวๆ เต้นแอโรบิก นั่น ราคะมาแล้ว อยู่กับรู้ๆ ๆ ๆ ก่อนนอนก็เดินจงกรมบ้าง พิจารณากาย อาการสามสิบสอง เดินอยู่ที่ระเบียง มีพระจันทร์ บางคืนเต็มดวง บางคืนสดใส บางคืนก็ซีดหมองเป็นเพื่อน

การเดินจงกรมรอบหนึ่ง ขาไปก็ประมาณยี่สิบห้าก้าว รอบแรกก็พิจารณาผม ให้เห็นเป็นของไม่สะอาด ตาม สี สัณฐาน ที่เกิด ที่อยู่ และกลิ่น รอบสองพิจารณาให้เห็นเป็นอนิจจะลักษณะ ทุกขัง และหาแก่นสารไม่ได้  สุดท้ายก็เป็นธาตุดิน  ไปกลับหนึ่งรอบ ได้ผมแล้ว  ต่อไปก็ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็นทั้งหลาย กระดูกทั้งหลาย บางคืนก็เปลี่ยนมาใช้วิธีเดินทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ก่อนนอนก็นั่งเจริญกายคตาสติ ถ้าคืนไหนเดินจงกรม เจริญกายคตาสติ ก่อนนอนก็เจริญอานาปานสติ ลมหายใจเข้าออกให้รู้ อารมณ์เกิดดับให้เห็นเป็นอนิจจัง ทำอยู่แบบบนี้ทั้งวันทั้งคืน ๆ อารมณ์ไหนเกิด ถ้าไม่ชนะมัน เฝ้าดูมันจนมันพ่ายแพ้ไป 

ขอเล่าให้ฟังอย่างไม่อาย ที่เขาใหญ่ ขับรถไปเจอผู้หญิงงามคนหนึ่ง อารมณ์ยินดีมันเกิดมาก ธรรมะที่มีก็เอาไม่อยู่ จอดรถข้างทาง ฟัดกับมัน พิจารณามันด้วยไตรลักษณ์ด้วยอสุภะจนเอาอยู่ นั่นแหละจึงขับรถต่อ  สิ่งที่ผมเล่ามา ผมใช้ครูบาอาจารย์หลายคน อานาปานสติ ของพระพุทธเจ้า ยืน เดิน นั่ง นอน พูด กิน ดื่ม กิน นี่ของหลวงปู่เทียนกับหลวงปู่ชา ให้มีสติรู้อยู่กับที่ จิตมีราคะก็ให้รู้ มีโทสะก็ให้รู้ จิตเห็นจิต นี่ของหลวงปู่ดูลย์  พิจารณากาย นี่ของหลวงปู่มั่นกับหลวงตามหาบัว

ประมาณปลายปี พ.ศ. 2554  ก่อนขึ้นไปปฏิบัติที่วัดหลวงขุนวิน เจริญอานาปานสติ จิตเป็นสมาธิ อยู่กับรู้ แล้วหลับไป ประมาณตีสามก็เกิดความฝันแปลกมากอย่างหนึ่ง ฝันนั้นชัดเจนมากยังจำได้ถึงวันนี้  ฝันว่า กำลังปีนภูเขาลูกหนึ่ง เหนื่อยแสนสาหัสจนจะท้อใจหลายที ปล่อยตนเองตกเขาไป เขาลูกนั้นก็พังลงเรื่อยๆ แล้วก็มีเสียงถามมาจากข้างบนว่า “จะบรรลุอรหัตผลไม่ห่วงพ่อหรือ”  ตอนนั้นอยู่กับพ่อสองคนที่บ้านเขาใหญ่ ตอนนั้นก็คิดในใจว่า ห่วงดี ไม่ห่วงดีหนอ ภูเขาก็พังลงเรื่อยๆ ขณะนั้นเองก็มองไปที่ยอดเขา ก็เห็นพระพุทธเจ้ายืนประทับอยู่บนยอดเขานั้น จิตก็ตัดสินเด็ดขาดว่า ไม่ห่วงแล้ว พอตัดสินได้เด็ดขาดเช่นนั้นก็ปีนถึงยอดเขาพอดี กอดพระบาทพระพุทธเจ้าไว้แน่น น้ำตามาจากไหนไม่รู้ ร้องไห้ ปิติ ตื่นมาน้ำตายังไหลอยู่เลย 

ปีใหม่ก็ขึ้นไปอยู่ป่าที่วัดหลวง คืนสุดท้ายก็ปรากฏปฏิจจสมุปบาทในจิตเจิดจ้าไปหมด จิตมันก็ถามว่า ทำอย่างไรจึงจะละราคะได้ ก็เกิดความรู้ผุดขึ้นว่า ให้ดูที่เวทนา ๆ เมื่อเห็นอย่างนี้ จึงมั่นใจว่า ที่ทำไปคือเฝ้าดูอารมณ์ไม่ผิดแน่  พอกลางปีก็พบจิตว่าง สองอย่างที่ผ่านมา หากใครไม่รู้จะหลงเข้าใจว่าบรรลุธรรมแล้ว เป็นโสดาบันแล้ว ยังไม่ใช่หรอก ปลายปี พ.ศ. 2555 คืนหนึ่งนั่งสมาธิเกิดสมาธินิมิต เห็นตนเองเข้าไปในเมืองๆ หนึ่ง เที่ยวไล่ฆ่าสมุน บริวารเจ้าเมืองนั้น  แล้วตามหาเจ้าเมืองเจอจึงลากมาที่หลักประหาร ฟันคอขาด จิตมันบอกว่า นี่คืออวิชชา อีกคืนหนึ่ง พิจารณากายคตาสติ จิตสงบก็เกิดนิมิตว่า ตนไปนั่งรอหลวงตามหาบัวที่ศาลา เห็นหลวงตาก้าวเดินออกมาจากห้อง บนศาลานั้นไม่มีใครนอกจากผม แล้วเหลือบไปเห็นตู้พระไตรปิฎก ในนั้นมีหนังสืออยู่และตู้นั้นเปิดอ้าอยู่ จึงขออนุญาตหลวงตา ขออ่านหนังสือในตู้นั้น หลวงตาไม่ได้ว่าอะไร นิ่งเป็นเชิงอนุญาต 

สิ้นปี พ.ศ. 2555 คืนหนึ่งนั่งภาวนาตามปกติ ตื่นมาประมาณตีสามครึ่ง ตอนนั้นก็ภาวนาอานาปานสติ ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้  อารมณ์ใดๆ รู้เท่าทันหมด ความคิดฟุ้งซ่านใดๆ ก็รู้เท่าทันหมด รู้สึกจิตมันว่องไวผิดปกติ มันทำของมันเอง ไม่ต้องคอยกำหนด สักครู่หนึ่งก็เกิดสภาวะอย่างหนึ่งที่ผมบอกว่า ไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในชีวิตนั่นคือ จิตได้แยกออกจากอารมณ์ทั้งปวงโดยเด็ดขาด เหมือนเรากับมือถือที่แยกกันอยู่ขณะนี้ จิตตั้งมั่น อารมณ์ก็อารมณ์ จิตก็จิต ต่างคนต่างอยู่ ไม่เกี่ยวข้องกัน เห็นอารมณ์เกิดดับๆ ๆ เหมือนน้ำไหลอยู่ข้างหน้า แต่ใจเรานี่ก็นิ่งอยู่ เห็นว่า ใจไม่ใช่อารมณ์เลย ส่วนที่เรียกว่าใจว่าจิตนี้มันก็ไม่มีอะไร  เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่ความจำใด ๆ ไม่ใช่ความคิด ไม่ใช่ความรู้สึก มันไม่มีคำอธิบายสำหรับสิ่งนี้ ไม่มีคำใดๆ ในโลกจะมาอธิบายได้ว่ามันคืออะไร รู้แต่ว่ามันคือเรา

โอ้ ! เรานี้ ไม่ใช่รูป ไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่สังขาร ความคิดปรุงแต่ง ไม่ใช่ความรู้สึกอะไรเลยแม้แต่นิด มันเป็นความว่างเปล่าที่บริสุทธิ์ล้วนๆ อยู่ตรงนั้น  ส่วนอารมณ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้านั้นเล่า มันก็เกิดเป็นธรรมดา และดับเป็นธรรมดาอยู่ตรงนั้น  ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ  สิ่งใดเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็ดับเป็นธรรม จะหาแก่นสารตัวตนถือว่าเป็นเรา เป็นเขาที่ไหนได้ เห็นอยู่ในเวลานั้น มีความรู้สึกว่า แป๊บเดียว แต่พอลืมตาขึ้นมา ฟ้าสว่างแล้ว พอออกมา มันก็แปลกไปหมด จิตมันเห็นคิด เห็นอารมณ์ แยกกันอยู่เป็นสองฝั่ง มันเหมือนคล้ายๆ กับมีตาที่สามเกิดขึ้น มันเป็นความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ตาที่สาม ตาเห็นธรรม ดวงตาเห็นธรรม ความเห็นตอนนี้มันพลิกโลกไปแล้ว 

ที่เคยเห็นว่า กายนี้เป็นเรา สุข  ทุกข์ อารมณ์ทั้งปวง มันหมดๆ จริงๆ ตัวเราก็คือ สภาวะอย่างหนึ่ง (ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติว่าคือจิต) เป็นเพียงสภาวะรับรู้อารมณ์เท่านั้น ขันธ์ห้าไม่ใช่เราเลย  ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า เราตามรอยโคมาอเนกชาติคือนับชาติไม่ถ้วน แม้บวชแล้วก็ยังหลงตามรอยโคอยู่อีกตั้งหกปี  บัดนี้เราพบตัวโคแล้ว ตัวโคนี่คือจิต 

หลวงปู่มั่นบอก รู้จิตต้น  พ้นโหยหวน จิตต้นนี่แหละคือเรา นึกถึงพระอัญญาโกณฑัญญะ โกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ  รู้แล้วว่า ขันธ์ห้าจะถือเป็นเราไม่ได้  รู้ว่าเรานี้คือจิตอย่างหนึ่ง  จิตตื่นจากความหลับใหล เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คนแรกที่นึกถึงคือพระอัญญาโกณฑัญญะ  พระอัญญาโกณฑัญญะรู้ธรรมแบบนี้หนอ

ตาที่สามนี่ก็แปลก มันทำให้อารมณ์ทั้งปวงเป็นง่อยเป็นเปลี้ยไป เวลาเห็นที่ผมเคยบอกเพื่อนๆ ว่า อารมณ์ค้างๆ มันเงื้อง่าอยู่ แต่ก่อนกราบพระพุทธเจ้าก็กราบไป กราบแล้วก็ยังสงสัยอยู่ ตอนนี้กราบสนิทใจ กราบด้วยความตื้นตันในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ บางทีกราบแล้วปิติ น้ำตาไหล เหมือนคนบ้า คำสอนของพระพุทธเจ้าจริงแท้ไม่แปรผัน 

ต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่า สภาวะที่เห็นคืนนั้นมันเหมือนน้ำไหลนิ่งที่หลวงปู่ชาเคยสอน หลวงปู่ชาบอกว่า โยมเคยเห็นน้ำไหลนิ่งไหม ไม่เคยใช่ไหมล่ะ ที่ตรงนั้นแหละมันจะเกิดปัญญา มันจะหายสงสัย กลับไปอ่านคำสอนหลวงปู่ชา เข้าใจทะลุปรุโปร่งหมด แทงตลอดในคำสอนหลวงปู่ดูลย์ที่ว่า คิดเท่าไรก็ไม่รู้ จะรู้เมื่อหยุดคิด แต่ต้องอาศัยความคิดจึงจะรู้ มันต้องรู้ในขณะคิด จะเห็นว่า คิดก็คิด รู้ก็รู้ ถ้าไม่คิดก็ไม่รู้ หมายถึง เข้าไปแช่ แน่นิ่ง สงบ ว่างอยู่ ความคิดหายไปหมด จะเอาอะไรมารู้เล่า แต่ขณะนั้นไม่ได้ใช้ความคิดใดๆ เลย จิตมันหมดความคิดเพราะสลัดตัวออกมาจากความคิดแล้ว แต่คิดก็ยังอยู่ยังเกิดดับอยู่ จิตหยุดคิดคือจิตตั้งมั่น  จิตตั้งมั่นคือสัมมาสมาธิ  ต้องหยุดปรุงแต่งจึงจะรู้  คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้เพราะจิตคิดคือจิตปรุงแต่ง  เมื่อเห็นตรงนี้นอนไม่หลับไปเกือบสองเดือน จะว่านอนไม่หลับก็ไม่ได้ คืนหนึ่งหลับหนึ่งถึงสองชั่วโมงแต่ร่างกายไม่ได้อ่อนเพลียอะไร จิตมันตื่นก็พากายตื่นไปด้วย หลวงปู่ชาบอกว่า แม้จะปฏิบัติมาถึงขนาดนี้แต่ยังละไม่ได้ก็มีนะ คือ ยังละกิเลส ราคะ โทสะ ไม่ได้ ท่านบอกไว้ในพระธรรมเทศนาเรื่อง กว่าจะเป็นสมณะว่า เมื่อเห็นอย่างนี้จิตถอยออกมา พระบรมศาสดาบอกว่า เป็นโคตรภูมิจิต จิตข้ามโคตรจากปุถุชนไปสู่อริยชน พอก้าวไปถึงจิตพระนิพพานแต่ไปไม่ได้ ถอยออกมาปฏิบัติชั้นหนึ่ง  นี่ไงที่ผมบอกว่า ผู้ใดเห็นจิตผู้นั้นจะเห็นตลอดไปถึงพระนิพพานด้วย 

พระนิพพานไม่ใช่อะไรที่ไหนก็คือ สภาวะจิตที่บริสุทธิ์นั่นเอง คราวนี้ก็จะหายสงสัยว่า พระนิพพานมีจริงหรือไม่ หลวงปู่ชาบอกต่อว่า  ถ้าเป็นคนก็เหมือนคนเดินข้ามห้วย ขาข้างหนึ่งอยู่ฟากห้วยทางนี้ อีกขาหนึ่งอยู่ฟากห้วยทางโน้น เข้าใจแล้วล่ะว่า ห้วยฝั่งทางโน้นก็มี ฝั่งทางนี้ก็มีแต่ไปไม่ได้ ถอนมา ท่านบอกว่า ใจเราย่องเข้าไปรู้เสียแล้วแต่ว่า ไปเลยไม่ได้ ถอนออกมาปฏิบัติ ปฏิบัติอย่างไร ก็ปฏิบัติเหมือนเดิมนี่แหละ สุขก็ให้รู้เท่าทัน ทุกข์ก็ให้รู้เท่าทัน จนมันรู้เท่าเมื่อใด มันก็จะวางสุข  วางทุกข์ทั้งหลายแหล่ เป็นโลกวิทู ท่านเรียกว่า อย่างนี้อยู่ตรงระดับพระโยคาวจรผู้เดินทางยังไม่ถึงที่ (พระเสขบุคคล)  ถ้าเป็นอรหันต์คือ ไม่มีเรื่องต้องศึกษา เรียกว่า พระอเสขบุคคล ถ้าโสดาบันขึ้นไปถึงอนาคามียังต้องศึกษาอยู่ เรียกว่า เสขบุคคล หลวงปู่ชาสอนไว้ในเรื่อง กว่าจะเป็นสมณะ ลองไปหาอ่านดู  

หลังจากวันนั้นมาธรรมก็ไหลออกมาจากจิต บันทึกไม่หวาดไม่ไหวแต่ก็ยังรู้อะไรไม่มากนัก ขอบอกไว้ก่อน พอจะแนะแนวทางได้นิดหน่อย เชื่อไม่เชื่อก็ไม่รู้เหมือนกัน ใครอ่านอาจจะเห็นผมนี่หลงเป็นบ้าเป็นหลังไปได้ ลองทำๆ ดูเถิด ไปเห็นแล้วจะหายสงสัย มันไม่มีคำอธิบาย มันไมใช่นิมิต ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น มันหมดคำพูด ไม่รู้จะหาคำพูดใดในโลกมาอธิบายสภาวะนั้นได้ บอกได้เพียงว่า เป็นสภาวะที่บริสุทธิ์ ไม่มีอารมณ์เจือปน ไม่ถูกครอบงำด้วยโลก  การปฏิบัติของผมก็ไม่ได้ไปเฝ้าดูคนอื่นเลย เฝ้าดูอารมณ์ตนเองแก้ไขตนเอง ทำอยู่ทั้งวันทั้งคืน กัดฟัดกับมันทุกๆ อารมณ์  ไม่ให้พลาด ตำราตอนนั้นวางหมด พอเกิดความรู้ว่า ให้ดูเวทนา วางตำราหมด ดูเวทนาอย่างเดียว แต่กายก็ยังดูอยู่ ลมหายใจยังเจริญอยู่ ตอนนี้ก็ยังภาวนาเช่นนี้อยู่ จริงๆ อย่างที่บอกว่า หากยังละราคะ โทสะไม่ได้ จะไม่ออกมาแสดงธรรมแบบนี้  แต่เพราะความรักเพื่อน เมตตาเพื่อน ใจมันอ่อน อยากให้เพื่อนเห็นเหมือนที่เราเห็น เห็นแล้วจะหายสงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์  ทำไมหายสงสัย เพราะเมื่อเห็นแล้ว ใจเรานี่แหละคือพระพุทธเจ้า ใจเรานี่คือพระธรรม พระสงฆ์  เมื่อเห็นแล้ว จิตมันก็ตื่น รู้ เบิกบาน เป็นพุทธะ เมื่อเห็นธรรม จิตก็เป็นธรรม  ธรรมะอยู่ที่จิต  เมื่อเห็นแล้ว จิตก็เป็นสังฆะ  สาวกแปดคู่ในบทสวดสังฆคุณนั่นแหละคือสาวกที่แท้ พระสงฆ์ที่แท้ 

จัตตาริ ปุริสะยุคานิ คู่แห่งบุรุษสี่คู่ 

อัฎฐะ ปุริสะปุคคลา  นับเรียงตัวบุรุษได้แปดบุรุษ 

เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

สงฆ์นอกจากนี้ไม่ใช่เป็นเพียงสมมติสงฆ์ การปฏิบัติจงปฏิบัติไปเถิด เมื่อรู้เห็นธรรมไม่มีใครมารู้เห็นกับท่านดอก ท่านนั่นแหละเป็นพยานให้กับตัวเองที่ดีที่สุด หลวงปู่ชาบอกว่า สักขีภูโต ไม่ต้องไปถามใคร ปัจจัตตัง มันจะรู้ขึ้นมาเอง ไม่กลับกลอก 

หลังจากเห็นตรงนั้น ปีใหม่ปีต่อมา (พ.ศ. 2556) เดือนไหนจำไม่ได้ ท่านผู้พิพากษาสมทบชวนไปเที่ยวขอนแก่นพาไปเที่ยววัด แล้วจู่ๆ ก็พาไปกราบพระสุปฏิปัณโณรูปหนึ่ง อยู่ในถ้ำ ท่านมีชื่อเสียงว่า ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบสายหลวงปู่มั่นเหมือนกัน ตอนนี้แม้เส้นเกศา เล็บ กลายเป็นพระธาตุอัศจรรย์  พี่ผู้พิพากษาสมทบพาไปถึงก็ค่ำแล้ว ท่านขึ้นไปพักผ่อนแล้ว พี่เขาก็พยายามบอกให้พระช่วยไปตาม จะขอกราบเป็นสิริมงคลหน่อย สักพักท่านก็ลงมา ผู้พิพากษาสมทบสองสามีภรรยาก็กราบถวายของ ผมนั่งอยู่ห่างๆ  ท่านก็มองผมเงียบๆ อยู่ พอจะกราบ ก็เข้าไปกราบ และอดไม่ได้ที่จะเล่าให้ท่านฟังถึงสภาวะในคืนนั้น ท่านฟังจบ จ้องผมเขม็ง  ผมจำไม่ได้ว่า ท่านพูดทีหลังหรือพูดวันนั้น ท่านพูดว่า ยากมากนะที่คนทั่วไปจะทำได้แบบโยม มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ขนาดนี้ ประมาณนี้

พอวันหลังท่านผ่านไปที่สระบุรี  ไปบ้านผู้พิพากษาสมทบนั้น ท่านถามหาผม ผมก็ไปกราบ พอกราบ ท่านก็มองหน้ายิ้มๆ แล้วพูดว่า “เดี๋ยวเราก็ได้พบกันอีก” จนถึงทุกวันนี้ผมยังไม่ได้พบท่านอีกเลย หลังจากนั้นเวลาภาวนาก็จะมีครูบาอาจารย์มาแนะนำเป็นบางครั้งในสมาธินิมิตซึ่งผมก็ไม่ได้ไปหมายมั่นมากนัก สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ในการก้าวเดินต่อก็เอามาใช้ก็เท่านั้น เห็นก็สักแต่ว่าเห็น เอหิปัสสิโก ท่านจงมาดูเถิด โอปะนะยิโก น้อมเข้ามาใส่ตัว ทำเข้าไปเถิด ปฏิบัติไปเถิด หากอิงสติปัฏฐานสี่ ใช้ได้หมด ถ้าท่านทำ ท่านจะได้ธรรม (จริงๆ ไม่ได้หรอก มันไม่มีอะไรจะได้)  เมื่อเห็นธรรม ก็จะรู้เองว่า อันไหนจริง อันไหนไม่จริง อันไหนเท็จ อันไหนปลอม อันไหนชั้นคิด อันไหนชั้นธรรม ถ้าท่านทำจริง ธรรมก็ไม่ทิ้งท่าน ธรรมที่แท้มันต้องออกมาจากใจ ไม่ใช่ออกมาจากความคิด ความเข้าใจ ความจำหรือตำรา หลวงปู่ชาจะบอกพระเสมอว่า ท่านจงไปประกาศความจริง อย่าไปประกาศความจำ ธรรมมะนี่ถ้าจะมาให้นั่งถกนั่งเถียง วิพากษ์  วิเคราะห์ยังไงก็ไม่จบ มีแต่จะแตกแยก  ขัดเคืองกันไปเปล่าๆ เหมือนคนตาบอดเถียงกันเรื่องช้าง ต้องทำจนเห็นธรรมนั่นแหละจึงจะจบ ทำให้มาก เจริญให้มาก นี่คือคำที่หลวงปู่ศรี มหาวีโร บอกผมไว้เมื่อปี พ.ศ. 2547  วันนั้นไปกราบท่าน ตอนอยู่ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด ไปกับลูกน้อง  ลูกน้องบอกว่า ท่านไม่ได้ออกรับแขกนานมากแล้ว ท่านป่วยมาก (ที่วัดป่ากุง) ปกติท่านจะอยู่กุฏิกลางน้ำ ไปมาทีก็ลำบาก เราตอนนั้นก็เห็นแก่ตัว คิดในใจว่า หากเรามีบุญวาสนาบารมีในทางธรรมจริงก็ขอให้ได้กราบหลวงปู่เถิด สักครู่หนึ่งลูกน้องวิ่งหน้าตื่นมาบอก หลวงปู่ออกมาแล้ว เราก็ไปกราบที่เท้า ตอนนั้นไม่มีใคร เท้าท่านนี่ใสยังกับแก้ว  ท่านมองเราด้วยความเมตตา ไม่ได้พูดอะไรมาก บอกว่า ทำให้มาก เจริญให้มากนะ แค่นี้แหละ แล้วท่านก็กลับ 

ก็จบท้ายด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีต่อพระอานนท์ พระองค์บอกพระอานนท์ว่า “อานนท์ ทำให้มาก เจริญให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย”  

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *