ถาม-ตอบ

การเจริญกายคตาสติ

แสดงธรรม เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2558  

 

ท่านทรงกลด : แต่ก่อนผมอ่านหนังสือธรรมะเขาบอกว่า เวลาพระพุทธเจ้าเทศน์มีเทวดาบรรลุธรรมเป็นโกฏๆ อย่างตอนปฐมเทศนา มีมนุษย์บรรลุโสดาบันเพียงคนเดียวคือ พระโกณฑัญญะ แต่เทวดาได้โสดาบันถึงสิบแปดโกฏ เคยมีคนไปถามหลวงปู่ดูลย์ว่า เทวดามากมายขนาดนั้น จะเอาศาลาโรงธรรมที่ไหนมาให้อยู่อาศัย ดูเหมือนท่านจะตอบว่า ในเมล็ดข้าวสารหนึ่งเมล็ด (หรือปรมาณู) จำไม่ได้แล้ว บรรจุเทวดาได้ถึงแปดองค์ ผมก็ไม่เชื่อหรอก จนเมื่อหลายปีก่อนโน้นไปนั่งภาวนาในป่าลึก  ดึกสงัดคืนหนึ่งเขาก็มาแสดงให้ดูต่อหน้าต่อตา ไม่ได้เข้าสมาธิ นิมิตอะไร เออ ! เมล็ดข้าวสารหนึ่งเมล็ด บรรจุเทวดาได้แปดองค์จริงๆ คราวนี้เชื่อสนิท ใครจะว่าผมเพ้อเจ้อก็แล้วแต่ แต่ขอยืนยันว่า มีจริงๆ

ผมไปค้นบันทึกการปฏิบัติธรรมมาเปิดดู มีประมาณห้าสิบหน้ากระดาษเอสี่ แต่คงไม่เอาหมด จะคัดเอาเฉพาะเนื้อหาแนวทางการปฏิบัติ ประสบการณ์ อะไรที่มันลึกลับจะไม่เอา เช่น การระลึกชาติ เกิดเป็นโน่น นี่นั่น จะเอาเฉพาะเนื้อหาธรรมะล้วนๆ ทำครั้งเดียวแล้วจบกัน เป็นธรรมทาน

มีผู้มาถามเกี่ยวกับเรื่องที่เห็นอสุภะ พอดีไปดูบันทึกการปฏิบัติธรรม ดูจะเหมือนผมแรกๆ เลย ผมบันทึกไว้ว่า  เมื่อพิจารณากายจนจิตสงบลงไป เห็นภาพลูกชายตนเองนอนอยู่แล้วย้อนกลับมาเป็นเด็กเล็กๆ ตัวแดงๆ จากนั้นก็กลับมาเป็นภาพหนุ่มขึ้นๆ และเริ่มแก่ขึ้นจนชรา และนอนตายไปในที่สุด มันจะค่อยๆ เห็นกายในกาย เห็นร่างตัวเองแดงฉานไปด้วยเลือด เห็นนิ้ว เท้า หัวใจ ผม ฟัน ขี้ผมเยอะไปหมด เห็นที่จิต  จิตก็คลายความยึดมั่นทีหนึ่ง เหมือนน็อตคลายตัวออกจากสกรูนั่นแหละ แต่อย่าไปเพ่งเชียว เป็นผู้ชมที่ดีอย่างที่บอกนั่นแหละ ถ้าไปเพ่งมันจะเป็นปฏิภาค อุคนิมิตขึ้นมา เป็นฌาน ติดฌานแล้วจะยุ่ง มีฤทธิ์ล่ะ 

ส่วนใหญ่คนที่เห็นอสุภะจะเคยมีของเก่ากันมา  ไม่ใช่ที่ใคร อยู่ๆ มาทำแล้วจะเห็นเลยนะ พระบางรูป บอกใช้เวลาตั้งสามปีกว่าจะเห็นหัวแม่มือข้างหนึ่ง นี่ของเก่าเขามาตาม มาเตือน มาบอกแล้วว่า ทางโลกพอได้แล้ว ปฏิบัติได้แล้ว อายุมากแล้ว  หลวงปู่บุญหนาเคยเล่าให้พระอาจารย์ฟังว่า ตอนนั้นท่านเป็นฆราวาสไปที่ประเทศอินเดีย ระหว่างทางเห็นแต่พระพุทธเจ้าๆ ๆ ๆ เห็นด้วยตาเนื้อนี่แหละ กลับมาจึงบวช ปฏิบัติ จนบรรลุมรรคผลไป หรือศิษย์พระอาจารย์มั่นรูปหนึ่ง ก่อนบวชมีอาชีพเป็นครู นั่งสอนหนังสืออยู่ดีๆ เงยหน้าขึ้นมาจากโต๊ะเห็นเด็กนักเรียนเป็นโครงกระดูกเต็มไปหมด จิตสลดมาก ลาออกไปบวช สุดท้ายก็สำเร็จอรหัตผลไป นี่คือตัวอย่างผู้ที่เคยเจริญกายคตาสติมาก่อน 

ผมว่า การปฏิบัติอย่าไปบัญญัติอะไรขึ้นมาใหม่ๆ เลย เอากายคตาสติ อานาปานสติน่ะดีที่สุดแล้ว หรือให้มีสติรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของกาย ของอารมณ์ แค่นี้แหละ ให้มีสติปัฏฐานสี่เป็นที่อิงไว้ดีที่สุด สมาธิที่ถูกต้องที่เป็นสัมมาสมาธิจริงๆ ต้องผ่านการอบรมสติ ผมพูดเป็นครั้งที่ร้อยแล้วกระมัง ไม่เช่นนั้นพระพุทธเจ้าจะสอนสัมมาสติมาก่อนสัมมาสมาธิไว้ทำไม ในมรรคมีองค์แปด สมาธิอื่นมันทำให้หลงได้  ทำให้เกิดวิปัสสนูปกิเลสได้ง่ายที่สุด พอเกิดแล้วก็หลงอยู่กับมัน หลวงปู่ดูลย์ก็เคยเตือนไว้เหมือนกันว่า สมาธิอื่นนั้นพอจิตหยั่งลงสมาธิส่วนลึกแล้วจะเกิดวิปัสสนูปกิเลสคือ มีโอภาส แสงสว่าง และเกิดอธิโมกข์คือ ความน้อมใจเชื่อแบบผิดๆ พลังแห่งโอภาส สามารถนำจิตไปรู้เห็นสิ่งที่นอกเหนือโลกนี้ได้มากมาย แล้วสำคัญผิดอยู่กับความรู้นั้น ที่ไม่ใช่ความรู้อันนำไปสู่การพ้นทุกข์ เป็นสมาธิที่ขาดสติกำกับ เพราะจิตไปตั้งมั่นอยู่กับอารมณ์ภายนอก (สิ่งที่เพ่ง) หลวงปู่พูดถึงขนาดว่า พวกฤาษีที่เพ่งกษิณนี้หลงได้ง่ายมาก  ดูพวกชฏิลสิ กว่าพระพุทธเจ้าจะสอนได้ ต้องทรมานเสียเวลาอยู่หลายเดือน เพราะเขาเข้าใจว่า ตนเองเป็นอรหันต์แล้ว หลวงปู่สรุปว่า การปฏิบัติแบบจิตเห็นจิตเป็นแนวการปฏิบัติที่ก้าวล่วงภยันตรายได้สิ้นเชิง จิตเห็นจิตคือ จิตหนึ่งเห็นจิตที่ปรุงแต่งเป็นอารมณ์ต่างๆ คือ การมีสติรู้เท่าทันอารมณ์ อันเป็นกิริยาจิตหรือจิตปรุงแต่งที่ผมพยายามเน้นพวกเราในระหว่างวันนั่นเอง นี่แหละคือ สติปัฏฐานสี่

การปฏิบัติของผมที่ผ่านมาไม่มีอะไรมากเลย กายคตาสติ อานาปานสติ สติรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของกาย สติรู้เท่าทันอารมณ์แค่นี้แหละ  หรือการทำอานาปานสติ ให้จิตรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของลมก็ถูกต้องดีงามแล้ว เอาที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เดิมๆ ถูกต้องที่สุดแล้ว  ส่วนคนที่เคยฝึกสมาธิมาจะได้เปรียบกว่าคนอื่น เมื่อจิตเข้าสู่อัปนาสมาธิ ถอนจิตมาอยู่ที่อุปจารสมาธิหรือขณิกสมาธิแก่ๆ แล้วออกทางปัญญาหรือวิปัสสนาเลยคือ ยกกาย ยกอารมณ์ขึ้นพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ในทันทีก็จะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาได้  เหตุที่คนสมัยพุทธกาลบรรลุธรรมได้ง่าย ส่วนหนึ่งเพราะเขาเจริญฌานกันเป็นปกติอยู่แล้ว จิตมีกำลังดีอยู่แล้ว เมื่อมาออกทางปัญญาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์จึงสามารถบรรลุธรรมได้ง่ายกว่า  ดังที่หลวงปู่มั่นสอนให้ภาวนาพุทโธ ๆ ๆ พอจิตมีกำลัง ท่านก็ให้ออกมาพิจารณากายเสีย ไม่เช่นนั้นจะเกิดโอภาส ติดอยู่ตรงนั้น  

เราก็เจริญสติของเราไปตามปกติ ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ ส่วนที่มาปรากฏ ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่า มาจากไหน บางทีเป็นเพื่อนเก่าที่ไปดีแล้วมาสอน เป็นครูบาอาจารย์มาสอน หรือเป็นที่เราเคยพิจารณาไว้แต่ปางก่อนก็เป็นได้ 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *