ถาม-ตอบ

รอยเท้าในอากาศ

แสดงธรรม กลุ่มต้นบุญ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2558

 

ท่านทรงกลด :  รอยเท้าในอากาศคืออะไร  เป็นคำถามของนักปราชญ์  อันนี้ เป็นความเห็นส่วนบุคคลของผมนะครับ แต่ไม่เคยเห็นมีที่ไหนอธิบายไว้นะ หรือมีก็ไม่รู้ อาจจะไม่เหมือนผมนะ ขอออกตัว  พอพระองค์เห็นทุกข์แยกออกไปจากจิต พระองค์เห็นจิต พบตัวเอง  พระองค์ก็ดำริว่า  เรานี่หนอ หลงตามรอยเท้าโคมานานแสนนาน แม้ชาตินี้บวชแล้ว ก็ยังหลงตามอยู่อีกตั้งหกปี

สุภัททะถามพระพุทธเจ้าว่า ในนิพพานมีการปรุงแต่งหรือไม่ อากาศคือ ความว่าง นิพพานก็คือ ความว่าง จิตนี้ก็ว่าง รอยเท้าคือ สิ่งที่จิตปรุงแต่งเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอารมณ์ต่างๆ นั่นเอง  

ถ้าใครบอกว่า ไปเอาเจดีย์มาจากนิพพาน อันนี้บอกได้เลยว่า โกหกคำโต  เพราะนิพพานไม่มีการปรุงแต่ง  เมื่อไม่มีการปรุงแต่งก็ไม่มีการเสื่อมการดับ  ไม่มีการเกิดการตาย  สุภัททะเบื่อที่จะเกิดจะตายแล้ว  พอพระพุทธเจ้าตอบว่า รอยเท้าในอากาศไม่มี สุภัททะจึงยอมขอบวชเพราะไม่อยากเกิดอีก  หลังจากสงสัยปัญหานี้มานานแสนนาน เมื่อพระพุทธเจ้ามาไขปัญหานี้ จึงส่งผลให้บรรลุธรรมโดยง่าย 

 

เรามาดูกันว่า พระสุภัททะบรรลุธรรมอย่างไร 

เมื่อพระอานนท์ได้รับพระบัญชาจากพระพุทธเจ้าให้บวชให้สุภัททะ ก็นำไปในที่แห่งหนึ่ง เอาน้ำรดศีรษะ บอกกรรมฐานทั้งห้า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง จากนั้นนำไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง 

พระองค์ก็สอนธรรมอีกครั้ง  พระสุภัททะรับธรรมมะแล้วก็หลบไปเดินจงกรมที่แห่งหนึ่ง ท่ามกลางแสงสว่างที่สาดส่องไปทั่วป่าสาลวันในคืนวิสาขะเดือนหกนั้น  ท่านก็เดินจงกรมไปมา พิจารณาข้อธรรมที่สนทนากับพระพุทธเจ้าเรื่อง รอยเท้าในอากาศ
ในอากาศไม่มีการปรุงแต่ง ที่ใดมีการปรุงแต่งย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  

สุภัททะได้เรียนรู้มาจากพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่งว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  ในความว่างไม่มีการปรุงแต่ง  ถ้าว่างก็ไม่ปรุง ถ้าปรุงก็ไม่ว่าง  ขณะนั้นเองสายตาพระสุภัททะแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นพระจันทร์ที่สว่างไสวอยู่มืดมิดลงชั่วขณะเพราะมีเมฆก้อนหนึ่งไหลเลื่อนมาบดบัง  เมฆดังกล่าวตั้งอยู่สักพักก็เคลื่อนสลายจากไป พระจันทร์ก็กลับมาสว่างเหมือนเดิม  

ท่านเอาจิตไปเทียบกับพระจันทร์ เกิดปัญญาขึ้นมาว่า  อ้อ ! พระจันทร์นี้ก็เหมือนจิตที่ว่าง สว่างอยู่ แต่มืดมิดไปเพราะเมฆคือกิเลส คืออารมณ์จรผ่านมา แล้วผ่านไป ตั้งอยู่ไม่ได้   เมฆนั้นเมื่อปรุงแต่งขึ้นมาก็ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา  เมฆไม่ใช่จันทร์ จันทร์ก็ไม่ใช่เมฆ  มันอยู่คนละส่วนกัน ที่จันทร์มันมืด หาเพราะมันมืดด้วยตัวมันเองไม่  แต่มันมืดมัวหมอง (ไม่บริสุทธิ์) เพราะเมฆจรมาต่างหากเล่า   ท่านแยกจิตออกจากกิเลส จากอารมณ์ได้ เหมือนหลวงปู่ดูลย์ที่แยกจิตออกจากกิเลส จากอารมณ์ได้  ขณะนั้นดวงตาเห็นธรรมเกิดแล้ว  แต่ท่านไม่หยุดเพียงนั้น  ท่านเอาอารมณ์ทั้งปวงที่ไหลผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป ที่เห็นเกิดดับอยู่ตรงหน้ามาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์  ก็พระบรมศาสดาสอนอยู่ว่า สังขารทั้งปวงย่อมเสื่อมเป็นธรรมดา  อารมณ์ กิเลส ก็เป็นสังขารอย่างหนึ่ง ย่อมเสื่อม ควรหรือจะถือว่า เป็นของเรา  เราไปบังคับบัญชาได้หรือไม่ว่า นี่… สุขเอ๋ย จงอยู่กับเรานะ นี่…  ทุกข์เอ๋ย จงไปจากเรานะ มันอยู่ในอำนาจของเราได้ละหรือ  ไม่ได้ๆ ไม่อยู่ในอำนาจของเรา  มันต้องเสื่อมสลายไปตามธรรมดาของมัน เหมือนเมฆที่กำลังสลายตัวให้เห็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ควรเลยที่เราจะไปยึดอารมณ์ กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ที่จรมาจรไปว่านั่นคือของเรา

เมื่อเห็นอย่างนี้อย่างชัดแจ้ง จิตของพระสุภัททะก็เบื่อหน่าย คลายกำหนัด คลายความยึดมั่นในขันธ์ห้า  อารมณ์ วิมุตติ หลุดพ้น  เมื่อหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น กิจที่ต้องทำเพื่อการนี้ไม่มีอีกแล้ว บรรลุอรหัตผลอยู่บนทางเดินจงกรมนั้นแล  แล้วไปกราบแทบแท้าพระพุทธเจ้าที่กำลังจะปรินิพพานอยู่เฉพาะหน้า  

จิตเดิมแท้จะมีสภาวะผ่องใส ว่าง  หน้าที่เราก็คือ  กลับคืนสู่สภาวะเดิมของจิตให้ได้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *