ถาม-ตอบ

พระสารีบุตรฟังธรรมใดจึงบรรลุอรหัตผล

แสดงธรรม กลุ่มต้นบุญ  เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558

 

ท่านทรงกลด : วันนี้ก็ได้เขียนหนังสือเพิ่มเติมในบทแรกๆ ซึ่งก็เขียนไปตามประสา จริงๆ ถ้าเอาบันทึกการปฏิบัติมาจัดหมวดหมู่ เอาเรื่องที่ลึกลับออกไป ก็ไม่ยากเท่าใด  แต่มีน้องทักท้วงว่า หากเอามาล้วนๆ มีภาษาธรรมอยู่มาก คนอ่านอาจไม่เข้าใจ ควรจะปูพื้นเสียก่อน  เพราะคนอ่านมีหลายระดับ จะเอาผมไปตัวมาตรฐานไม่ได้ ซึ่งนับเป็นข้อคิดที่ดี และผมรับฟัง  จึงมีบทปูพื้นฐานในบทแรกๆ ซึ่งได้เขียนแล้วในวันนี้

บทแรก  ชีวิตคืออะไร ขันธ์ห้าคืออะไร ที่เราเข้าใจว่า ขันธ์ห้าคือชีวิตเป็นความเข้าใจ ความเห็นที่ถูกต้องแล้วละหรือ ประมาณนี้ ต่อมาก็คือ พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ซึ่งผมเชื่อว่าเวอร์ชั่นนี้ ผู้อ่านคงไม่เคยอ่านที่ไหนมาก่อนแน่ ยกเว้นกลุ่ม Natural Mind เคยแสดงไปเมื่อวิสาขะที่ผ่านมา

จากนั้นก็จะบอกว่า แล้วจะปฏิบัติอย่างไรที่จะไปสู่สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้เห็น ซึ่งทุกคนมีสิทธิเข้าถึงเหมือนกันหมด หากเดินมรรคถูก  นั่นคือสติปัฏฐานสี่ แต่จะเขียนแบบบ้านๆ แบบคนทั่วไปอ่านแล้วรู้เรื่อง จะไม่มีการยกเจตสิก อภิธรรม ปฏิจจสมุปบาท อิทบอิทับ อะไรนี่ไม่มี จะสอนแบบพระพุทธเจ้าสอนคือ ใช้ภาษาง่ายๆ นะครับ นั่นคือในส่วนที่ผมกำลังทำอยู่  

อีกส่วนหนึ่งคือ ส่วนธรรมที่แสดงไป ในกลุ่ม Natural Mind มีน้องคนหนึ่งรับอาสารวบรวมมาให้ เอาตั้งแต่เขาเข้ามาในกลุ่มก็พอ  สังหรณ์ใจว่า หนังสือนี้ถ้าสำเร็จออกมา จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองไทยนะ จะมีคนออกมาวิพากษ์เยอะทีเดียว  ผมเองก็เอาตำแหน่งเป็นประกัน

เบื้องแรกเอาสามพันเล่มก่อนละกัน แจกพวกเราก่อน คนที่ทำบุญมาให้ก่อนเลย  ส่วนที่เหลือ ก็แล้วแต่แจ้งความประสงค์ คงไม่แจกทุกคน กลัวเขาเอาไปพับถุง เพราะไม่เห็นค่า  ธรรมะจะมีค่าสำหรับคนมีใจเป็นธรรมเท่านั้น  ถ้าคนไม่รับนี่ แสดงเท่าไรก็ไม่มีประโยชน์   เพราะเขาไม่เห็นค่าของธรรมมะ  ไม่เห็นค่าของความสงบ  จะเป็นหนังสือมหัศจรรย์ตั้งแต่แรกทำเลยทีเดียว  เพราะคนทำไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หน้าตาไม่เคยเห็นกัน  พูดก็ไม่เคยพูดกัน  เล่าให้ใครฟังเขาคงประหลาดใจ   ทำไปด้วยใจรักในธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างเดียวเท่านั้น  ผลที่ได้เป็นอย่างไร ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยนำไป  ดูแล้วน่าจะหนาประมาณ ๑๖๐ หน้า ถึง ๒๐๐ หน้ากระมัง

นี่ผมขนลุกนะเนี่ย  หนังสือเล่มนี้ ธรรมจัดสรร เทวดาจัดสรรแล้วล่ะ  เคยฟังเทศน์หลวงปู่เหรียญ พูดถึงคนอยากเกิดในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรยไว้ดีมาก  ตอนนี้ก็มีสำนักหนึ่งเอาพระศรีอาริยเมตไตรยมาเป็นจุดขายแล้วนะ  หลวงปู่เหรียญบอกว่า เหลวไหล นี่ ศาสนาพระสมณโคดมนี่ ยังทำไม่ได้ คำสอนก็เหมือนกัน จะมัวไปหวังเกิดในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรยทำไม  หายโง่เลย  พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้กี่พระองค์ ท่านก็สอนเหมือนกัน คือ อริยสัจจ์ มรรคมีองค์แปด  เอามันให้รู้แจ้งในชาตินี้แหละ  มัวแต่ไปหวังศาสนาพระศรีอาริย์ เกิดพลาดพลั้ง  ไปเกิดเป็นหมู หมาแล้วติดอยู่ จบเห่กันพอดี

 

เมื่อคืนฟังเรื่อง พระสารีบุตร วันนี้ก็จะขอนำมาคุยให้ฟัง   พระสารีบุตรทูลพระพุทธเจ้าว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดอยู่นาน ของพระองค์ใดอยู่ไม่นาน  พระพุทธเจ้าว่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าวิปัสสี สิขี เวสสภู ไม่ดำรงอยู่นาน ส่วนพระศาสนาของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ ดำรงอยู่นาน  

พระศาสนาของพระพุทธเจ้าวิปัสสี สิขี เวสสภู ที่ไม่ดำรงอยู่นาน เพราะพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย ทั้งมิได้ทรงบัญญัติสิกขาบท ปาฏิโมกข์ก็มิได้แสดงแก่สาวก   สาวกที่ออกบวชชั้นหลัง (เหมือนอย่างสมัยนี้) ต่างชาติตระกูลกัน จึงทำให้พระศาสนาอันตรธานไปโดยเร็ว (เหมือนดอกไม้หลากสีนำมากองรวมกัน ยังไม่ได้ร้อยด้ายด้วยกัน เมื่อถูกลมพัดก็กระจัดกระจายไปทันที)   ส่วนศาสนาของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ ดำรงอยู่นาน เพราะพระพุทธเจ้าทั้งสามไม่ได้ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวก  ทรงบัญญัติสิกขาบท ทรงแสดงปาฏิโมกข์แก่สาวก  ด้วยเหตุนี้ พระสารีบุตรจึงขอให้พระพุทธเจ้าเรา บัญญติสิกขาบท ปาฏิโมกข์  แต่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ยังไม่ถึงเวลา ต่อเมื่อมีภิกษุใดทำเรื่องไม่เหมาะสมให้เห็นประจักษ์ก่อนจึงจะบัญญัติสิกขาบท  

เรื่องปาฏิโมกข์ เป็นเรื่องวินัยสงฆ์ เป็นศีลของพระสงฆ์ 227 ข้อ ซึ่งปกติวันพระใหญ่ พระทุกรูปต้องมาชุมนุมกันเพื่อทบทวนศีล  มีการปลงอาบัติกัน  จะมีภิกษุรูปหนึ่งถูกยกไว้บนแท่นสูงกว่าภิกษุรูปอื่นแล้วสาธยายวินัยแต่ละข้อๆ ๆ ๆ  และมีภิกษุสองรูปช่วยกันตรวจดูว่า ตรงตามที่บัญญัติหรือไม่ โดยเปิดพระวินัยกำกับ  

ที่ผมทึ่งมากเลยคือ  ที่วัดมาบจันทร์ที่ผมไปบวช (สาขาวัดหนองป่าพง)  มีพระฝรั่งถึงสองรูป สามารถทำปาฏิโมกข์ได้ แบบไม่ผิดเพี้ยนเลย  ซึ่งการท่องปาฏิโมกข์ได้ไม่ธรรมดา จะต้องมีความเพียรในการจดจำ ทบทวนอยู่เสมอทีเดียว  ปาฏิโมกข์ 227 ข้อที่บัญญัติไว้ถูกต้องดีงามอยู่แล้ว  พอจบแต่ละหมวดๆ ที่สาธยาย บรรดาพระที่ร่วมลงปาฏิโมกข์จะเปล่งเสียงสาธุการดังลั่นโบสถ์ทีเดียว  เพศสมณะจึงเป็นเพศที่สงบ ปลอดภัย   แต่ปัจจุบันจะหาพระแท้ๆ สักรูปนี้ยากเหลือเข็ญ  จริงๆ คนอยากปฏิบัติ อยากรู้เห็นธรรมมีมากๆ ทีเดียว แต่ส่วนใหญ่จะไปเส้นทางผิดๆ คงต้องถือเป็นกรรมเก่าของเขาด้วย  การแสดงธรรมที่ถูกต้องนั้น หากไม่มีอุปนิสัยมาก่อน ฟังไม่นานก็จะจากไป  แล้วก็จะกลับไปเสพธรรมผิดๆ หลวงปู่ชาเรียกว่า เสพธรรมที่เป็นพิษ  ขนาดพระพุทธเจ้าแสดงธรรม ยังมีคนสั่นหัว แล้วจากไป ก็มีมาก  นับประสาอะไรกับฆราวาสอย่างผม จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่บางคนเมื่อเข้ามาแล้วอยู่ไม่นานก็จากไป  เว้นไว้แต่ผู้ที่มีอุปนิสัยจริงๆ จะอยู่กันนาน  ยิ่งอ่าน ยิ่งฟัง ยิ่งเยือกเย็น  

สมัยก่อน ผมไปกราบพระ กราบหลวงปู่รูปหนึ่ง ผมสงสัยว่า ทำไมท่านไม่ค่อยแสดงธรรม  ต่อมาเข้าใจเลยว่า บางทีท่านก็ท้อใจที่แสดงให้คนกิเลสหนา (ตอนนั้น) อย่างผมฟัง  ก็ขนาดพระพุทธเจ้ายังท้อพระทัยเลย  ของอย่างนี้ไม่ใช่ทำวันสองวันแล้วจะรู้จะเห็น  มันต้องค่อยๆ ทำไป ซึ่งหากไม่เริ่มทำวันนี้ แล้วเมื่อไรจะเริ่ม  

หลายท่านอาจจะนึกน้อยใจว่า ทำไมท่านนั้นทำแล้วก้าวหน้าอย่างนี้  อย่างนั้น  ก็คนเราสั่งสมมาไม่เท่ากันนี่นา จะให้เท่ากันได้อย่างไร  คนเคยทำมาก่อน พอมาฟังไม่มากก็เก็ทแล้ว ทำต่อก็ไปต่อได้เลย  หลายคนทำๆ ไปสักพัก ไม่เห็นจะได้อะไรเลย เลิก ทิ้ง ออกจากกลุ่มไป น่าเสียดาย  

มีน้องคนหนึ่งที่โทรมาร่วมทำบุญพิมพ์หนังสือหนึ่งหมื่น  สติที่รู้เท่าทันอารมณ์นี่ใช้ประจำวัน  เขาเห็นผล เขาบอกว่า ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเยอะ จากร้อน  ค่อยๆ เย็น  มันไม่เหมือนเดิม  เปรียบเทียบแต่ก่อนที่ไม่รู้จักปฏิบัติกับตอนนี้ มันคนละเรื่องกันเลย ชีวิตแต่ก่อนผิดหวังอะไรไม่ได้เลย  ทุกข์ร้อนสาหัส นอนไม่หลับไปเป็นเดือน  พอเอาเทคนิคให้เห็นว่า ที่ผิดหวัง อารมณ์ไม่ยินดี ไม่พอใจนั่นนะ มันก็แค่ทุกขเวทนาอย่างหนึ่ง ไม่เที่ยงหรอก มันต้องเสื่อมไป  ดับไป  เดี๋ยวนี้ ไวมากขึ้น ไม่นาน ก็ออกมาจากอารมณ์เสียใจนั้นได้  นี่การปฏิบัติ ไม่ต้องไปนั่งหลับตาอะไรมากหรอก ให้มันรู้เรื่องของมัน รู้เรื่องของอารมณ์ยินดี ยินร้าย แค่นี้แหละ  เขาเลยศรัทธามาก พอทราบว่า จะรวบรวมธรรมที่แสดง โทรมาแต่เช้าเลย  เพราะเขาเห็นผลในชีวิตจริง

พระสารีบุตรนี้ ท่านมีปัญญามาก ท่านไม่ได้บรรลุธรรมเพราะไปนั่งภาวนาด้วยตนเองนะ ท่านบรรลุโสดาบันเมื่อฟังธรรมจากพระอัสสชิ  พระอัสสชิแสดงธรรมย่อๆ ว่า อันธรรมดาธรรมทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ  แค่นี้ท่านซึ่งมีปัญญามากก็บรรลุโสดาบันแล้ว  

ทำไมท่านฟังแค่นั้นบรรลุโสดาบัน ได้บอกไปแล้วว่า หากเรารู้เห็นธรรมจะสามารถอธิบายการบรรลุธรรมของพระสาวกได้หมดทุกองค์ทีเดียว   ธรรมทั้งปวงคืออะไร  ก็คือ รูป  นาม ขันธ์ห้า อารมณ์ (ธรรมารมณ์) นั่นแหละ ไหลมาแต่เหตุคืออะไรเล่า  อะไรมีเหตุ แสดงว่ามีการปรุงแต่ง  เมื่อปรุงแต่งก็ต้องเสื่อม ต้องดับเมื่อเหตุที่ปรุงแต่งดับไป   เมื่อท่านเห็นเช่นนี้ จิตท่านก็ออกมาจากสิ่งที่ปรุงแต่งคือ ขันธ์ห้า อารมณ์  ไม่ว่าดีหรือไม่ดีทั้งปวง  จิตหลุดออกมาเห็นขันธ์ห้าอยู่ต่างหากจากจิต  ผู้ใดเห็นจิต  ผู้นั้นเห็นธรรม  ท่านก็ได้ดวงตาเห็นธรรมตรงนั้นเอง  นี่คือคนมีปัญญา  ดวงตาเห็นธรรม  คือเห็นว่า  ขันธ์ห้า  อารมณ์จะถือเป็นสัตว์  บุคคล  ตัวตนเรา  เขา  ไม่ได้  มันสักแต่ปรุงแต่งมาจากจิตทั้งสิ้น  

ที่ผมเคยภาวนา หลังจากรู้เห็นอะไรแล้ว ก็ปรากฏความรู้มารองรับว่า สิ่งใดที่ออกมาจากใจไม่ใช่ใจ  สิ่งที่ออกมาก็คือสิ่งที่ออกมา (สังขารทั้งหลาย) ใจก็ใจ มันคนละอันกันจริงๆ

พระสารีบุตรก็กลับไปลาอาจารย์สัญชัย ขอไปบวชเป็นภิกษุกับพระพุทธเจ้า  แต่พิจารณาข้อธรรมอย่างไรก็ไม่บรรลุอรหัตผล  ขณะที่พระโมคคัลลานะ บรรลุอรหัตผลไปก่อนแล้ว (ใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน)  ล่วงไปสิบห้าวันนับแต่บวช พระสารีบุตรก็ยังไม่บรรลุอรหัตผล ต่อมาอีกสิบห้าวัน (หลังบรรลุโสดาบัน)  เมื่อได้ฟังธรรมะที่พระพุทธเจ้าแสดงให้กับทีฆนขะพราหมณ์ซึ่งเป็นหลานของพระสารีบุตรฟังในถ้ำสุกรชาดา เขาคิชกูฏ เมืองราชคฤห์ เกี่ยวกับเรื่องทิฏฐิและเวทนา เมื่อพระสารีบุตรซึ่งถวายงานพัดให้
พระพุทธเจ้าอยู่ส่งกระแสจิตตามไป เห็นทิฏฐิและเวทนาตามจริงว่า ไม่อาจจะถือเป็นของเรา  ของเราได้ (อนัตตา) ก็บรรลุอรหัตผลในขณะจิตนั้นเอง

 

ผู้ปฏิบัติ ใจ กับ จิต ต่างกันอย่างไรคะ ตรงนี้เถียงกันเยอะมาก บางคนบอกใจอย่างหนึ่ง จิตอย่างหนึ่ง  

ท่านทรงกลด  สำหรับความเห็นของผม  มันคืออันเดียวกัน  จิตเป็นภาษาธรรม  ใจเป็นภาษาโลก  นี่คือเหตุผลอย่างหนึ่งที่คนไม่รู้ธรรมกันมากเพราะไม่เข้าใจตรงนี้  แม้พระก็สอนผิดๆ  ใจกับจิตอันเดียวกัน  ตราบใดยังมีอวิชชา ก็ปรุงแต่งอยู่นั่นแหละ  ใจเป็นภาษาไทย จิตเป็นภาษาบาลี   ถ้าเอาปรมัตถ์จริงๆ ใจกับอารมณ์คนละอันกัน  จิตแปลเป็นไทยว่าใจ มันเท่านั้นเอง  

หลวงปู่เทสก์บอกว่า จิตอย่างไรใจก็อย่างนั้น  ใจเป็นภาษาไทย  อย่าไปเข้าใจว่า ใจที่เราพูดกันแบบโลกๆ คือใจคือจิตในทางธรรมนะ เช่น ขับรถไปชนเขา บอกว่า  ฉันใจไม่ดีเลย  จริงๆ ที่ไม่ดี  คือ เวทนา อารมณ์ยินร้าย ทุกขเวทนา  เวทนาก็เวทนา ใจหรือจิตก็อีกอย่างหนึ่ง  อย่างบางคนบอกนั่งดูใจ ไปนั่งดูอารมณ์ ตามอารมณ์ไปไม่หยุด ดูให้ตายก็ไม่พบใจหรอก  เพราะไปเข้าใจผิดเห็นอารมณ์เป็นใจ เห็นใจเป็นอารมณ์  หรืออย่างดูจิตก็เหมือนกัน ไปเข้าใจว่า  ความคิดเป็นจิต ซึ่งผิดอย่างใหญ่หลวง  แท้จริง ความคิด เป็นเพียงสังขารในขันธ์ห้าอย่างหนึ่ง  เห็นไหม ขันธ์ห้าก็ขันธ์ห้า จิตก็จิต  พระสารีบุตรแยกจิตออกจากขันธ์ห้าได้ ท่านจึงเห็นธรรม    

หลวงปู่ชาท่านแยกชัดเลยว่า จิตก็จิต อารมณ์ก็อารมณ์  อารมณ์ไม่ใช่ใจ  

หลวงปู่มั่นสอนเสมอ เห็นใจคือเห็นตน พบใจคือพบธรรม  ถึงใจคือถึงธรรม  

พระพุทธเจ้าก็สอนว่า ผู้ใดเห็นจิต พบจิต ผู้นั้นพบธรรม เห็นธรรม  

เห็นไหม ถ้าปฏิบัติถูก จะเห็นเหมือนกัน 

เรื่องนี้ ผมก็อธิบายในกลุ่มไปเยอะมาก แต่จะหาคนเข้าใจน้อยเต็มที  หลังๆ ก็เริ่มท้อเหมือนกันนะ

พระพุทธเจ้ายังท้อพระทัยได้เลย ใช่ไหม  ถ้าไม่เชื่อผมก็โปรดเชื่อครูบาอาจารย์เถิด  ถ้าไม่เชื่อหลวงปู่มั่น ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ก็ไม่รู้จะสอนอย่างไรแล้วล่ะ  ทำไมผมจึงมั่นใจสิ่งที่ผมเห็น  เมื่อมาเทียบลงรอยคำสอนของหลวงปู่มั่น ผมจึงเชื่อสนิทใจ เอวัง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *