ถาม-ตอบ

เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind  เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2558

 

ท่านทรงกลด  :  มีคนเอาเรื่องเจโตวิมุตติมาลงไว้ ดีมากครับ ตรงนี้ เข้าใจผิดกันมานาน ตามปริยัติเขียนว่า คนเราจะหลุดพ้นได้มีสองแบบคือ เจโตวิมุตติกับปัญญาวิมุตติ ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าก็บอกว่า คนเราจะบริสุทธิ์ได้ก็ด้วยปัญญาเท่านั้น จริงๆ แล้ว ก่อนที่จะไปตรงปัญญา มันต้องผ่านเจโตวิมุตติก่อนคือ ลำพังเจโตวิมุตติอย่างเดียวหลุดพ้นไม่ได้ ต้องอาศัยปัญญาด้วย 

ในหนังสือมุตโตทัยที่ตอนเด็กๆ ผมอ่านแล้วไม่เข้าใจเลย ข้อที่ ๑๗ หลวงปู่มั่นเขียนไว้ชัดเจนมากครับว่า พระอรหันต์ทุกประเภท บรรลุทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ท่านบอกว่า ที่เกจิอาจารย์แต่งไว้เช่นนั้นเป็นการขัดแย้งต่อมรรค ท่านก็พูดเหมือนท่านพุทธทาสว่า ไตรสิกขามีทั้งศีล สมาธิและปัญญา 

หลวงปู่มั่นฟันธงไว้เลยว่า ผู้จะบรรลุวิมุตติธรรมจำต้องบำเพ็ญมรรคแปดบริบูรณ์ คำสอนใด หากท่านพบแล้ว ไม่อิงมรรคมีองค์แปด ไม่อิงสติปัฏฐานสี่ก็พึงระมัดระวัง ยิ่งเป็นคำสอนฆราวาสสมัยใหม่ด้วยแล้วให้ระวังให้จงหนักเพราะเขาจะใส่อะไรใหม่ๆ ทันสมัยลงไป ที่เด็กยุคใหม่เห็นว่าดี เข้าท่า ก็จะพากันหลงทางไปอย่างน่าสงสารที่สุด 

มรรคมีองค์แปดนี่แหละคือทางที่ประเสริฐสุด มรรคมีสองแบบคือ โลกียมรรคกับโลกุตรมรรค  ขณะที่เราเจริญสติปัฏฐานสี่เรียกว่า โลกียมรรค ยังเป็นมรรคทางโลกอยู่ เมื่อเจริญสติจนเห็นจิตเจ้าของ เห็นทุกข์แยกออกจากจิต ตรงนั้นจึงจะเข้าสู่โลกุตรมรรค  เมื่อถึงตรงนั้นไม่ยากที่จะเดินต่อแล้ว มันยากตอนที่เดินอยู่เวลานี้ จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย 

อย่างที่หลวงปู่เทสก์ว่าไว้นั่นแหละ  “..การทำสมาธินั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ที่ว่ายากคือ จิตใจของเรานั้นอยากให้เป็นสมาธิทำอย่างไรจึงจะเป็นสมาธิ  ก็ดิ้นรน กระเสือกกระสนด้วยประการต่างๆ  ก็เลยไม่เป็นส่ำนั่นแหละเรียกว่า มันยาก  ที่ว่าง่ายนั้นก็คือ มันไม่ต้องการอะไร ไม่อยากอะไร ปล่อยวาง เฉยๆ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ เรื่องราวต่างๆ มันก็อยู่ตามเรื่องของมัน เอาแต่จิตของเรา เมื่อจิตมันวางอารมณ์ต่างๆ แล้ว มันสงบนิ่งก็เป็นสมาธิ ไม่ได้นึกได้คิดว่าจะเป็นแต่ว่ามันเป็นเองนั่นแหละ ที่ว่าง่ายก็ง่าย ” จะเห็นได้ว่า เมื่อจิตวางอารมณ์ลงได้จิตก็จะเป็นสมาธิ 

เคยสงสัยหรือไม่ว่า พระพาหิยะตรัสรู้ธรรมเร็วที่สุดเพราะอะไร เพียงพระพุทธเจ้าเทศน์ว่า พาหิยะ จงฟังดีๆ นะ เมื่อตาเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น แค่นี้จิตท่านก็เป็นสมาธิ  แล้วพระพุทธองค์ก็สอนสั้นๆ ว่า เมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น  คำว่า  เมื่อตาเห็นรูปแล้วสักแต่ว่าเห็น ไม่ใช่เพียงตาเนื้อเห็นรูปอะไรแล้วสักแต่ว่าเห็นนะ  ทุกวันนี้ คนที่เฉยๆ อารมณ์เฉยๆ เพราะอะไร ก็เพราะเห็นอะไรก็สักแต่เห็นเหมือนกัน มันเลยเฉย  อย่างเราเห็นรถคนอื่นที่ไม่ใช่รถเราถูกชน เราก็เฉยๆ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ทำไมคนพวกนี้จึงไม่รู้ธรรม เห็นธรรม หรือเห็นลูกคนอื่นตาย เห็นก็สักแต่ว่าเห็น  เห็นบ้านคนอื่นไฟไหม้ ก็เห็นสักแต่ว่าเห็น ไม่รู้สึกสุข ทุกข์อะไร  อย่างนี้ใจคงเป็นกลางแล้วกระมัง  ลำพังเห็นแค่นี้คงไม่ทำให้พระพาหิยะ หลวงปู่บุญฤทธิ์บรรลุอรหัตผลได้อย่างแน่นอน  

หลวงปู่ดูลย์ท่านเน้นการสอนแบบดูจิตมาก ซึ่งบางท่านไม่เข้าใจเรื่องการดูจิต จิตเห็นจิตนี่แหละเห็นก็สักแต่ว่าเห็น มันอันเดียวกัน เห็นไหม ใครบอกหลวงปู่ดูลย์สอนให้คิด ไม่ใช่นะ ท่านสอนให้หยุด อย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ให้เป็นเรื่องเป็นราวต่อไปต่างหาก เมื่อจิตกระทบอารมณ์ภายนอกอะไรให้หยุดอยู่แค่นั้น อย่าไปทะเลาะวิวาท โต้แย้งหรือเอออวยด้วย   

การเห็น “รูปภายใน” ต่างหากเล่าที่เป็นเห็นสักแต่ว่าเห็นที่แท้จริง  รูปภายในคืออะไร ดูที่พระพุทธเจ้าสอนพาหิยะว่า เมื่อตาเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น ที่จริงจิตพระพาหิยะไม่ได้สักแต่ว่าเห็นรูปภายนอกเท่านั้น  เมื่อตาเห็นรูปคือ เกิดผัสสะ ย่อมเกิดเวทนาคือ ความรู้สึกไม่ยินดีก็ยินร้าย หรือเฉยๆ พระพุทธเจ้าบอกพาหิยะด้วยนัยนี้แหละว่า เมื่อเห็นอารมณ์ทั้งปวงแล้วให้เห็นสักแต่ว่าเห็น อย่าไปทะเลาะวิวาท โต้แย้ง ขณะนั้นจิตพระพาหิยะก็ “ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอารมณ์ภายในทั้งปวง” ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต จิตท่านเห็นอารมณ์ก็สักแต่ว่าเห็นอยู่เพียงนั้น จิตท่านจึงวางอารมณ์ลงได้ ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง โต้แย้ง อารมณ์ก็อารมณ์ จิตก็จิต ต่างคนต่างอยู่ ไม่เกี่ยวข้องกัน เหมือนอย่างที่ผมเห็นในวันพลิกโลกดังที่เคยเล่าไป จิตวางอารมณ์ลงได้ก็เป็นสมาธิ

ขณะเดียวกันจิตของพระพาหิยะก็เห็นต่อไปว่า อารมณ์ที่แยกอยู่เฉพาะหน้าขณะนั้น นอกจากจะถือเป็นเราไม่ได้แล้ว (เรานี้ที่แท้คือจิตอันหนึ่ง) อารมณ์นั้นยังจะถือเป็นของเราไม่ได้ด้วย ปัญญาเข้าทำหน้าที่ตรงนี้เอง จิตพระพาหิยะก็หลุดพ้นไป บรรลุอรหัตผลอยู่ตรงแทบพระบาทพระพุทธเจ้าขณะนั้นเอง ขณะที่จิตเป็นสมาธิตรงนั้นเป็นเจโตวิมุตติ ขณะที่เห็นว่า อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดจะถือเป็นของเราไม่ได้ด้วย ขณะนั้นเป็นปัญญาวิมุตติ  เวลาเห็น ไม่ว่าจะเป็นใครจะเห็นเหมือนกันแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระพาหิยะ หลวงปู่มั่น หลวงปู่บุญฤทธิ์  ไม่เช่นนั้นพูดเหมือนกันไม่ได้หรอก 

เมื่อเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) จิตก็จะวางอารมณ์ลงเอง จิตวางอารมณ์ก็เป็นสมาธิขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องบังคับ อย่างที่หลวงปู่เทสก์บอกนั่นแหละ เห็นสักแต่ว่าเห็นนี่แหละสัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ เมื่อมีอารมณ์เกิด มีสติรู้เท่าทัน เห็นอารมณ์เป็นของไม่เที่ยง ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องมั่นหมายมันก็คือ เห็นและสักแต่ว่าเห็นเท่านั้น  

ที่บอกพวกเรา เห็นบ้านจะพัง ยังจะเข้าไปซุกอีกหรือ ถ้าเราอ่านอยู่ ไม่ลองลงมือกระทำก็ได้เพียงอ่านเล่นเท่านั้น ส่วนหนึ่งต้องยอมรับเรื่องศรัทธาสำคัญมาก อย่างผมเป็นเพียงฆราวาส พูดอะไรมากมายเป็นหมื่นๆ คำ ก็หาคนเชื่อ คนปฏิบัติตามยาก ซึ่งก็แล้วแต่บุญกรรมของแต่ละคน แต่ในกลุ่มที่แสดงธรรม  เท่าที่ดูมีผู้ที่อ่านและปฏิบัติตามอยู่หลายคนทำให้ผมปิติอยู่เงียบๆ ที่เหลือก็เป็นอุปนิสัยต่อพวกเขาไปในภายภาคหน้า ไม่เสียผลหรอกครับ เมื่อวันหนึ่งเหตุปัจจัยพร้อม ธรรมที่แสดงมันจะไปสมังคีในจิตของเขาได้  หลวงปู่ชาบอกฝรั่งเรื่องแอปเปิ้ล บอกว่า มัวนั่งเถียงกันอยู่เกี่ยวกับรสชาติ ไม่ลองชิมดูล่ะโยม 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *