ถาม-ตอบ

ถ้าว่างจะไม่รู้ ถ้ารู้จะไม่ว่าง

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2558

 

ท่านทรงกลด : ถ้าว่างจะไม่รู้ ถ้ารู้จะไม่ว่าง อันนี้ พาคนออกจากความว่างได้หลายคนแล้วนะ คำว่า “รู้” ก็คือสติ สติคือ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม แค่รู้เท่า รู้ทัน มันก็เป็นสติอยู่ในตัว เพราะอะไร เพราะเมื่อมีอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้น พอเรารู้เท่าปั๊บ เราก็ออกมาจากอารมณ์นั้น พอออกมาจิตจะไปไหน มันก็ออกมาอยู่กับสติโดยอัตโนมัติ นี่คือความชาญฉลาดของพระพุทธเจ้าในคืนตรัสรู้ธรรม  แต่ก่อนผมก็ไม่เข้าใจที่พระพุทธองค์สอนหรอก ยืน เดิน นั่ง นอนให้รู้ หายใจเข้าออกให้รู้ เห็นอารมณ์ใดๆ ก็ให้รู้เท่าว่า มันไม่เที่ยง ต่อภายหลังเห็นอะไรเป็นอะไร อ๋อ ! พระพุทธเจ้าสอนสติวิ่งเข้าหากัน วิ่งเข้าหาอย่างไร อย่างลมหายใจเข้าออกให้รู้ ให้จิตเป็นกลาง ยืน เดิน นั่งนอนให้รู้ เพื่อให้จิตชินกับรู้ กับสติ 

อย่างกายคตาสติ พิจารณากาย เป้าหมายคือ เมื่อเห็นกายไม่ใช่ของสะอาด ไม่เที่ยง ต้องเสื่อมต้องพัง ใจก็ออกจากความยึดมั่นในกาย เมื่ออกมาจากความยึดมั่น ใจมันก็มีสติขึ้นโดยอัตโนมัติ 

อย่างจิตมีสุข มีทุกข์ (เวทนา) พระองค์ก็สอนให้เห็นว่า มันไม่เที่ยง ให้เห็นโทษในสุข ในทุกข์นั้น จิตมันก็ออกมา เมื่อออกมา จะไปไหน มันก็ออกมาอยู่กับสตินั่นเอง 

อย่างพระโกณทัญญะ พอฟังเห็นโทษในทุกข์ในสุข จิตก็ออกมาตั้งมั่น เป็นสัมมาสมาธิเลย เห็นธรรมเลย หรืออย่างจิตมีโทสะ ก็ให้รู้ จิตมีราคะก็ใหัรู้ จิตฟุ้งซ่านก็ให้รู้ พอรู้เท่าปั๊บ จิตก็ออกมาจากโทสะ ออกมาจากราคะ ออกมาจากความฟุ้งซ่านนั้น แล้วจิตจะไปไหน มันไม่ไปไหนหรอก เมื่อมันอยู่ที่ไหนไม่ได้ มันก็ออกมาอยู่กับสติโดยอัตโนมัติ

เมื่อลิ้มรสอำนาจแห่งความเย็น ความสงบ ความเป็นกลาง ไม่ไปซ้าย ไปขวา ขึ้นบน ลงล่าง คือ อำนาจของสติอยู่เนืองๆ ที่อยู่ของใจจากที่เคยอยู่กับอารมณ์ อยู่กับโทสะ ราคะ ฟุ้งซ่าน ก็เริ่มเปลี่ยนไปโดยปริยาย มาอยู่กับรู้ กับสติมากขึ้นๆ ๆ ๆ จนตั้งมั่น เป็นสมาธิ  สมาธิแปลว่า ความตั้งมั่นของจิต เมื่อจิตตั้งมั่น ก็จะเห็นรูปนามตามความเป็นจริงอย่างชัดแจ้ง เหมือนตาเห็นรูป เมื่อเห็นตรงนี้ ก็จะเลิกฆ่าสัตว์ เลิกเบียดเบียนผู้อื่นเขา เลิกลักทรัพย์ เลิกผิดลูกผิดเมีย เลิกโกหก เลิกกินเหล้าเป็นไปโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นก็ไม่ต้องเคี่ยวเข็ญจิตอะไรมากแล้ว มันจะทำของมันเองโดยไม่ต้องมีใครมาบอก ส่วนสตินั้นหรือ มันก็มาเองโดยไม่ต้องกำหนด มันจะมากเข้าๆ ๆ ๆ ๆ จนเป็นสติบริสุทธิ์ในที่สุด 

เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของทุกสิ่ง ไม่ว่ารูปหรือนาม ใจก็จะไม่เข้าไปหมายมั่น เมื่อไม่เข้าไปหมายมั่น มันก็ตั้งมั่น เมื่อหมดอยากมันก็หยุด หยุดก็คือตั้งมั่น เราหยุดแล้ว แต่ท่านสิยังไม่หยุด จริงๆ มันลึกซึ้งกว่าที่เขาแปลๆ กันอยู่นะ พระองค์ไม่ได้หมายความว่า หยุดเฉพาะฆ่าสัตว์ แต่ใจท่านหยุดวิ่งตามอารมณ์ทั้งปวงต่างหาก ที่ใจท่านหยุด ท่านไม่ได้ทำอะไรมากหรอก เพียงแต่ท่านเห็นตามความเป็นจริงว่า อารมณ์ทั้งปวงไม่ใช่เรา ของเรา เท่านั้นเอง เหมือนเราเคยวิ่งตามลูกอยู่ตลอดเวลา เพราะเห็นว่า ลูกเป็นของเรา วันหนึ่งตามไปทันเห็นหน้า เห็นตามความเป็นจริงว่า ที่แท้ไม่ใช่ลูกเรา มันก็หยุดวิ่งเองอัตโนมัติ  

ท่านสอนอนัตตลักขณสูตรก็เพื่อวัตถุประสงค์อันนี้แหละ ให้เห็นว่า ทั้งรูปนาม  อารมณ์ที่เราแบก เราวิ่งตามมันอยู่นั้นน่ะ มันไม่เที่ยง หาแก่นสารไม่ได้ ควรหรือจะพึงหมายมั่นว่า นั่นคือเรา ของเรา เมื่อเห็นตามจริงเช่นนี้ใจมันก็หยุด ใจมันก็วาง ใจมันก็ไม่ปรุงแต่งความอยาก ใจมันก็ไม่คิดจะแสวงหาสุขอีกต่อไป เมื่อใจหยุดแสวงหาสุข ใจก็ไม่ทุกข์ สงบ ระงับ นิพพาน

ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ก็ให้รู้เท่าทัน เมื่อรู้จริงวันใด ใจมันก็หยุดซื้อไปเองโดยอัตโนมัติ จะหันมาสวมใส่แต่ชุดขาวคือ แม่ชี ถึงเวลาใจนั่นแหละจะเป็นคนกำหนดชุดที่จะสวมใส่เอง อย่างนางวิสาขา บรรลุโสดาบัน ก็ยังติดในของสวยงามอยู่เป็นธรรมดา แต่เมื่อใจนางบรรลุอนาคามีผลเมื่อใด มันจะเลิกของสวยงามไปเอง เพราะอนาคามี พอขึ้นอนาคามีมรรค มันจะหยุดของสวยงามไปเอง อารมณ์ยินดีในของสวยงามผ่านมาแล้วผ่านไป ใจไม่เข้าไปคว้าฉวยเลย เมื่อเราเดินมรรคถูก ผลที่ตามมาก็จะถูก อยู่ได้ ถ้ารู้เท่า 

อย่างพระอรหันต์มากมาย ท่านสร้างเจดีย์สวยๆ ทั้งนั้น เห็นไหม แต่ท่านก็ไม่ติดในความสวยนั้นๆ อย่างที่ร้อยเอ็ด ที่หลวงปู่ศรี มหาวีโร สร้างเจดีย์ผาน้ำย้อย  สวยงามวิจิตรมาก อยู่กับงูพิษ ถ้าเรารู้เท่าทัน งูก็ทำอะไรเราไม่ได้ แต่เราหลับเมื่อใด งูกัดทันที ดังนั้นจงตื่นรู้อยู่เสมอ นั่นก็คือ ให้มีสติรู้เท่านั่นเอง

ขอความเจริญในธรรมโปรดมีแก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *