ถาม-ตอบ

ภัยในวัฏสงสาร

แสดงธรรม กลุ่มต้นบุญ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2559 

 

ท่านทรงกลด : จริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็สอนอยู่เรื่องเดียวคือ เรื่องทุกข์ ว่า การดับทุกข์ทำอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์ แต่น้อยคนนัก น้อยคนจริงๆ จะเห็นว่า ชีวิตนี้คือทุกข์ ต้องคนที่สั่งสมบารมีทางธรรมมาพอสมควรอย่างคนในกลุ่มต้นบุญนี้  ลองทอดสายตามองคนรอบข้างดูเถิด มีสักกี่คนที่เห็นว่า ชีวิตนี้ทุกข์และพยายามหาทางออกจากทุกข์ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า บางคนไปโรงพยาบาลเยี่ยมญาติ พ่อ แม่ทุกวัน ยังไม่เห็นทุกข์เลย  ยิ่งคนกำลังรุ่งเรืองด้วยลาภสักการะ ยศถาบรรดาศักดิ์ หลงระเริงในทรัพย์สมบัติยิ่งไม่ต้องพูดถึง   เขาจะมองพวกเราด้วยสายตาที่ดูแคลนว่า ทำไมต้องปฏิบัติธรรมด้วย  โน่นแหละ… จนกว่าจะล้มหมอนนอนเสื่อใกล้ตายจึงจะคิดได้  บางคนก็ยังคิดไม่ได้ ยังหวง ห่วงทรัพย์สมบัติไว้อีก  ผมจึงบอกพวกเราบ่อย เรื่อง ขนโคกับเขาโค  คนมีมากมายเหมือนขนโคแต่คนที่เห็นทุกข์มีน้อยดุจเขาโค  

หลวงปู่ชาสอนเสมอว่า รวยกับซวยมันใกล้กัน ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ ตอนหลัง อ้อ ! คนรวยมักจะหลงระเริงในความสุข อยากได้อะไรก็ใช้เงินซื้อจึงไม่เห็นทุกข์  เงินทองบันดาลได้ทุกอย่างดั่งใจนึก  หารู้ไม่ว่า  เป็นการใช้ชีวิตอย่างประมาท น่าสังเวชใจที่สุด  แต่ก่อนเห็นคนนั้นรวย คนนี้รวย  ผมก็เคยคิดนะ ทำไมเราไม่รวยแบบเขาบ้าง  แต่พอมารู้ว่าอะไรเป็นอะไรเลยขอบคุณความจนที่ทำให้เราเห็นทุกข์  ไม่ประมาท  ยิ่งภาวนาเห็นตนเกิดแล้วตายๆ เป็นนั่น เป็นนี่ มันยิ่งเห็นภัยในวัฏสงสาร  ใจมันเบื่อการเกิดไปเองโดยอัตโนมัติ  ถ้าใครในกลุ่มยังเห็นว่า การเกิด การแก่ การเจ็บ กายตาย เป็นเรื่องสนุก คงต้องทบทวนตัวเองบ้างล่ะ  เวลาที่เราเห็นคนอื่นตายก็ไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่พอคนใกล้ตัวตายหรือแม้แต่ตนเองจะตายจึงจะรู้สึก  เราต้องรอให้ตัวเองใกล้ตายก่อนอีกหรือจึงจะเห็นว่าการเกิด การตายนี้น่าเบื่อ  

สมัยก่อนเคยแสดงเรื่องนี้ให้สมาชิกในกลุ่มธรรมฟัง มีสมาชิกออกจากกกลุ่มไปในขณะที่แสดงเลย เขารับไม่ได้  ผมเพียงแต่แสดงว่า เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตาย หลวงปู่ชาบอกว่า  ถ้าไม่อยากตายก็อย่าเกิดสิ  เราไม่ควรร้องไห้กับความตาย แต่เราควรร้องไห้กับการเกิดมากกว่า  ดูสิ… เวลาลูกหลานเกิด มีใครร้องไห้บ้าง ส่วนใหญ่ก็ไชโยโห่ร้องดีใจ  แต่พอลูกหลานตายก่อนตนก็พากันร้องไห้ คร่ำครวญ  

ธรรมของพระพุทธเจ้าสวนกระแสโลกเพราะเหตุนี้แหละ  หลายคนอ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่า ชีวิตนี้น่าหดหู่ ไม่น่าภิรมย์เลย ทำไมท่านทรงกลดไม่แสดงเรื่อง ความบันเทิงในสวรรค์บ้าง เรื่องทำบุญอย่างไรจึงจะรวย สวย หล่อบ้าง  หากท่านอยากฟังธรรมแบบนั้นผมก็เสียใจด้วย ชาตินี้ไม่มีวันจะได้ฟังธรรมเช่นนั้นจากผมเป็นอันขาด  ความสวย ความหล่อ เคยทำให้ใจเราสงบบ้างไหม  ความรวย ความมั่งคั่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ เคยทำให้ใจเราสงบบ้างไหม  ความบันเทิงในสวรรค์ทำให้ใจเราสงบบ้างไหม  เปล่าเลย… มีแต่ร้อนรุ่ม วุ่นวายเหมือนเดิม  นัตถิ สันติ ปรมัง สุขัง  สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบนี้ไม่มี  พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนั้น  

แนวทางการแสดงธรรมของผมมุ่งให้คนอ่านสงบด้วยปัญญาอันเป็นความสงบที่แท้จริง  เมื่อมีปัญญาเห็นรูป นาม ตามความเป็นจริงว่า จะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้ อยู่ที่ไหนมันก็สงบ  การเวียนว่ายตายเกิดควรจะพอได้แล้ว ควรมุ่งแดนสงบที่ไม่มีการเกิดการตายอีกต่อไปคือ พระนิพพานได้แล้ว  ลองใครในที่นี้นั่งภาวนาเห็นตัวเองเกิดเป็นสุนัขสักร้อยชาติดูเถิดจะเบื่อหน่ายการเกิดยิ่งนัก  ดังที่หลวงปู่มั่นนั่งภาวนาเห็นตนเองเกิดตายๆ เป็นสุนัขอยู่ตั้งห้าร้อยชาติ  จิตท่านก็เบื่อการเกิดเลย  พุทธภูมิท่านก็ไม่เอาแล้ว บอกลาเลย  หรือพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ ทำไมจึงสนิทสนมกันมาก  เพราะท่านเกิดตายๆ ด้วยกันมานับชาติไม่ถ้วน  มีอยู่ชาติหนึ่งเกิดเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแต่เกิดเป็นจัณฑาล  ลำบากมาก ไม่มีข้าวกิน  ตอนเด็กๆ ไม่มีอะไรจะกิน ต้องอาศัยนมสุนัขประทังชีวิต  เลยปลอมตัวเป็นพราหมณ์ไปเรียนมนต์  มีคนเอาอาหารมาถวาย กำลังร้อนๆ พระอานนท์โหยหิว อดอยากมานานก็รีบตักข้าวร้อนๆ เข้าปาก ข้าวลวกปวกเลยร้องอุทานเป็นภาษาจัณฑาลออกมา พระพุทธเจ้าก็ลืมตัวอุทานออกมาเป็นภาษาจัณฑาลเหมือนกันเลยถูกจับได้ ถูกขับไล่ หนีไปบวชเป็นฤาษีอยู่ป่าสองพี่น้อง  ถือศีลอยู่ในป่า  จะเห็นได้ว่า ที่มาที่ไปของคนไม่แน่นอนนะ อย่าคิดว่า ชาตินี้ทำบุญมาก รักษาศีลมาก แล้วชาติต่อไปจะรวย หล่อ สวย  

นี่คือเหตุที่ทำให้คนในปัจจุบันประมาทกันมาก บ้าบุญ ทำบุญมากมายมหาศาล รักษาศีล แต่ไม่สนใจเจริญสติภาวนา คิดว่าเพียงแค่นี้ก็พอตัวแล้ว  ผมบอกแล้วว่า ตราบใดยังไม่บรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นก็ยังปิดอบายไม่ได้ ที่มาที่ไปไม่แน่นอน  พระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ก็เช่นกันแม้ชาตินั้นจะถือศีลเป็นฤาษี ไม่เคยเบียดเบียนชีวิตใครเลย  ชาติต่อมากลับมาเกิดเป็นกวางทั้งคู่ มีความรักใคร่กันเหมือนเดิม  

เห็นไหม ถึงบอกว่า อย่าประมาทในการใช้ชีวิต  เกิดมาพบพุทธศาสนาแล้ว เอาให้ถึง หลวงปู่ชาบอก ขุดให้ถึง  พระพุทธเจ้าและพระอานนท์มาเกิดเป็นกวางก็ถูกนายพรานยิงตายทั้งคู่  ก่อนตายคงทรมานมาก  ตายจากกวาง ไปเกิดเป็นนกเขาทั้งคู่ รักใคร่กันเหมือนเดิม  อย่างนกเขาที่บินมาอาศัยเราอยู่หรือสุนัขจรจัดวิ่งมาชะเง้ออยู่หน้าบ้าน อย่าคิดว่า เป็นใครอื่น บางทีก็เป็นพ่อ แม่ พี่ น้องเราทั้งนั้น  บางทีพ่อตายไปเกิดเป็นลูกสุนัข มันก็จำทางกลับบ้านได้ วิ่งมาที่บ้านที่ตนเคยนอนตาย เจอลูกชาย ลูกสาว บางคนเอาน้ำร้อนนสาดให้อีก  น่าสังเวชไหม  วิ่งไปหลบน้ำตาซึมอยู่  พอวิ่งมาอีก  ลูกก็เที่ยวเอาไม้ตีไล่อีก  สุดท้ายก็ไม่รู้จะไปไหนเที่ยววิ่งคุ้ยเขี่ยตามกองขยะหาอะไรกิน  

นี่แหละชีวิตที่แท้จริง  เห็นอย่างนี้  ยังสนุกกับการเกิด การตายอยู่อีกหรือ  พ่อแม่ยังอยู่  ให้รักมากๆ พอตายจากอัตภาพนี้แล้วไม่รู้เมื่อไหร่จะได้พบกันอีก บางทีตายก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องบุญ เรื่องศีล เรื่องภาวนา  อย่างพระพุทธเจ้าและพระอานนท์ ขนาดชาติก่อนนั้นบวชเป็นฤาษีถือศีลตลอดชีวิต ตายแล้วยังไปเกิดเป็นเก้ง เป็นกวาง เป็นนกเลย เราลองทอดสายตาดูคนรอบข้างสิ  ใช้ชีวิตประมาทอย่างนั้นตายแล้วจะไปไหน  ถ้าเราเห็นอย่างนี้เราจะเมตตา สงสาร แทนที่จะโกรธแค้น ด่าทอ  พระพุทธเจ้าและพระอานนท์เกิดเป็นนก ก็ถูกตาข่ายนายพรานดักและถูกเชือดคอ ถูกฆ่าอีก พอตายไปคราวนี้ บุญที่เคยทำไว้ชาติไหนไหมรู้ วิ่งมาส่งผลบ้างแล้ว  พระพุทธเจ้ามาเกิดเป็นลูกพราหมณ์แล้วบวชเป็นฤาษี  ส่วนพระอานนท์กลับมาเกิดอีกทีมาแบบยิ่งใหญ่เลย  เกิดเป็นลูกกษัตริย์  ฤาษีระลึกชาติได้ย้อนขึ้นไปเห็นตัวเองเคยเกิดเป็นจัณฑาล เป็นกวาง เป็นนก ก็สลดใจมาก  เลยใช้กำลังญานดูพระอานนท์ว่า ไปเกิดเป็นอะไร ก็เห็นไปเกิดเป็นลูกกษัตริย์และได้ครองราชย์แทนพระบิดาหมาดๆ  พระอานนท์ก็ระลึกชาติได้นะ แต่ระลึกได้แต่ว่า ตนเคยเกิดเป็นจัณฑาล  

เรื่องนี้อย่าเแปลกใจ เป็นลักษณะส่วนบุคคล บางคนไม่ต้องฝึกสมาธิก็ระลึกชาติได้ ถ้าชาตินั้นเพิ่งผ่านไปหมาดๆ  อย่างหลวงปู่โชติ วัดถ้ำวชิราลงกรณ์ ศิษย์เอกหลวงปู่ดูลย์  พอเกิดมาท่านก็ระลึกชาติได้เลยว่า เคยเป็นพี่ชายของแม่ใส ชาติปัจจุบัน  พอเกิดมาก็ไม่ยอมเรียกแม่  เรียกแต่ชื่อน้องสาวเฉยๆ  แถมบอกอะไรต่างๆ ได้หมด  ตอนนั้น ท่านเป็นที่ฮือฮามาก พระสังฆราชสมัยนั้นกำลังศึกษาเรื่องนี้พอดีเลย เลยให้ท่านเขียนเรื่องราวว่า มาเกิดในครรภ์ของน้องสาวได้อย่างไร  ภพชาติ การเวียนว่ายตายเกิดจึงมีจริง  แต่อย่าไปเถียงกับคนสมัยใหม่ หรือนักปฏิบัติที่ถือตัวว่า เป็นคนรุ่นใหม่เลย เสียเวลาเปล่าๆ  

กลับมาที่เรื่องของพระอานนท์ต่อ   พระอานนท์แต่งเพลงรำลึกถึงชาติที่เกิดเป็นจัณฑาลว่า ช่างลำบากจริงๆ แล้วพี่ชายตนตอนนี้ไปอยู่ไหนหนอ  ปรากฏว่า  เพลงที่พระอานนท์แต่งดังติดชาร์ตอยู่อันดับหนึ่ง ยอดขายทะลุเป้า คนพากันร้องทั่วบ้านทั่วเมือง  แม้กระทั่งเด็กก็ยังร้องเพลงของท่านได้โดยไม่ต้องไปผ่านแกรมมี่ อาโก เฮียฮ้อ อาร์เอสเลย  วันหนึ่งเด็กคนหนึ่งก็เอาเพลงนี้ไปร้องใกล้ๆ ที่พระพุทธเจ้าที่ตอนนั้นเป็นฤาษีอยู่  พระองค์ก็จำได้  จึงบอกว่า เราจะแต่งเพลงต่อให้นะ เจ้าจงไปร้องให้กษัตริย์ของเจ้าฟัง  แล้วท่านก็แต่งเสริมตอนเสวยชาติเป็นกวางและนกแล้วถูกฆ่าใส่เข้าไป  เด็กก็ไปร้องให้พระราชาฟัง เท่านั้นแหละ ฤาษีนักแต่งเพลงก็ถูกเชิญเข้าวังเป็นการด่วน  พระพุทธเจ้าเมื่อพบพระอานนท์ก็เทศน์สอนให้เห็นภัยในวัฏสงสาร  ให้เห็นว่า มันมีแต่ทุกข์ตลอด  แต่พระอานนท์ซึ่งขณะนั้นกำลังครองราชย์ใหม่ๆ มีความสุขมาก ก็ไม่ยอม เป็นเราเราจะยอมหรือ ลำบากมาตลอด พอได้ขึ้นครองราชย์ แหม่ ! พระพุทธเจ้ามาบอกให้สละราชบัลลังก์อีก  ขอสวาปามสุขก่อนเถิด  ใช่ครับพระราชาก็คิดอย่างนั้น  การออกบวชต้องเป็นคนที่สร้างบารมีมามากจริงๆ  มีกำลังใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นต่อการพ้นทุกข์จริงๆ  พวกนี้จะเห็นมุมที่คนทั่วไปมองไม่เห็นเพราะคนทั่วไปตาบอด  แต่พระพุทธเจ้าก็เตือนสติพระอานนท์ว่า ดูอย่างชาติที่เราเคยเป็นฤาษีด้วยกันสิ ขนาดถือศีลตลอดชีวิต ตายไปยังไปเกิดเป็นเก้ง เป็นกวางให้เขาฆ่าเลย  ท่านจะมาประมาทมัวเมาอยู่ในราชสมบัติอย่างนี้หรือ  แล้วจะต้องเกิดตายๆ ๆ ๆ ๆ เผชิญทุกข์ไปอีกเท่าใดจึงจะจบ  การบวชเป็นการย่นย่อสังสารวัฏ  เท่านั้นแหละ พระอานนท์จึงได้สติยอมสละราชสมบัติออกบวชไปกับพระพุทธเจ้า นี่ถ้าวันนั้นพระอานนท์ดื้อดึง ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดตายๆ ไปอีกเท่าใด แต่ที่แน่ๆ ไม่มีทางเกิดมาพบพระพุทธเจ้าและบรรลุอรหัตผลเป็นแน่แท้  พระพุทธเจ้าเองสมัยหนึ่งเกิดเป็นลูกกษัตริย์ แต่ไม่ยอมครองราชย์เพราะระลึกชาติได้ว่า เคยเป็นกษัตริย์แล้วตัดสินคดีผิด ไปเกิดอยู่ในนรก เผาไหม้อยู่เป็นเวลานาน  จึงอยากให้พวกเราเห็นภัยในวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิดที่ไม่รู้จักจบสิ้น เช่น หลวงปู่ชอบ  ถ้าจำไม่ผิด ท่านก็เล่าว่า เคยเกิดเป็นสัตว์ต่างๆ อยู่หลายชาติ หลวงปู่แหวนก็เคยเกิดเป็นจระเข้อยู่ที่บึงบอระเพ็ด  ท่านภาวนาเห็นการเกิด การตายของตนเอง ท่านจึงเห็นภัยในวัฏสงสารทันที  มีแต่คนมืดบอดโฉดเขลาเท่านั้นที่เห็นว่า การเกิด การตายเป็นของสนุก 

พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า สูเจ้าทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ที่งดงามตระการตาดุจราชรถอันคนเขลาติดข้องอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องไม่

ติดข้องอะไร ติดข้องในทรัพย์สมบัติ บ้านนี้ก็ของฉัน รถก็ของฉัน ที่ดินก็ของฉัน  ลูก เมีย สามี ภรรยาก็ของฉัน  เราหลงผิดอยู่มากที่เห็นสิ่งทั้งปวงที่ว่า เป็นของเรา  แม้ลมหายใจที่เราหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลานี้ ลองพิจารณาอย่างไม่หลอกตัวเองดูทีเถิดว่า มันใช่ของเราจริงหรือ  หายใจเข้าเราก็ยืมเขา (ธรรมชาติ) มา ยืมมาแล้ว มันก็อยู่ไม่ได้หรอก ฝืนไม่ได้ ต้องคืนมันไป (หายใจเออก)  ธรรมะอยู่ตรงนี้ นิพพานอยู่ที่ปลายจมูกนี่แหละ ไม่ต้องไปหาหรือวาดฝันอะไรที่ไหนหรอก  แค่เห็นว่า ลมหายใจนี้ไม่ใช่ของเรา  นี่ จิตก็สงบลงไปเยอะแล้ว ลมหายใจนี้เป็นทั้งสติและปัญญาเลยนะ

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงชอบบวชเป็นภิกษุหรือเป็นฤาษี  เพราะนั่นคือการย่นย่อสังสารวัฏ  แต่เมื่อพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ก็มีวิธีที่ย่นย่อสังสารวัฏได้รวดเร็วกว่าการบวชเป็นฤาษีหลายร้อยเท่านัก  นั่นคือ การเจริญสติ  ผมขอยืนยันว่า เป็นอย่างนั้นจริงๆ  พระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้เลยว่า หากท่านไม่ทิ้งสติปัฏฐานสี่  อย่างเร็วเจ็ดวัน อย่างกลางเจ็ดเดือน อย่างช้าสุดเจ็ดปี ท่านต้องบรรลุธรรมอย่างน้อยสุดได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน  ถัดจากชีวิตพระโสดาบัน ท่านก็รับรองไว้อีกว่า ไม่เกิดเจ็ดชาติ ต้องบรรลุอรหัตผล สิ้นสุดการเดินทางในสังสารวัฏที่ยาวนาน  ดังนั้นหากเราเชื่อพระพุทธเจ้า เจริญสติปัฏฐานสี่อย่างต่อเนื่อง ท่านจะสิ้นสุดการเดินทางที่แสนจะยาวนานภายในเวลาเจ็ดปีกับเจ็ดชาติ  แต่ส่วนใหญ่ไม่ถึงเจ็ดชาติหรอก พอบรรลุโสดาบันก็จะเร่งความเพียรเอง  เหมือนคนเดินทางหลงทางมายาวนานจนมาพบทางถูก  เดินมาเห็นบ้านที่สงบร่มเย็น  มีน้ำเย็นในตุ่มไว้รอรับ ก็อยากจะเดินให้ถึงไวๆ แล้ว  เหนื่อยมามากแล้ว  โน่น ! พระพุทธเจ้า พระอริยสาวก พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนฝูงเขาล่วงหน้าไปรออยู่มากมายมหาศาลแล้ว  ยังจะรออะไรกันอยู่อีก  สละได้แล้ว โลกใบนี้มันเป็นที่นอนเกิด นอนตายของพวกเรามานับไม่ถ้วนแล้ว  ขุดดินลงไปมีตรงไหนที่ไม่ใช่กระดูกเราบ้าง ดินที่เราสร้างบ้าน  นั่นแหละกระดูกเราที่ป่นเปื่อยทั้งนั้น  ปล่อยให้พวกคนเขลานอนกอดของเขาไปเถิด เราไม่เอาแล้ว  

วันก่อนภาวนา  ใครจะว่าอวดอุตริอะไรก็เชิญเถิด  จิตสงบลงไป แม่ที่นิพพานไปนานแล้วมาบอกว่า จัดการทรัพย์สมบัติให้เรียบร้อยแล้วตามแม่มาได้แล้ว  ขอบอกอีกทีว่า นิพพานไม่ได้สูญอย่างที่นักตำรา นักโต้วาทีทั้งหลายเขาว่าหรอก  ผมไม่ชักนำท่านไปสู่ความสูญเปล่าเป็นแน่  พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ท่านไม่ชักนำบุตรคือพระราหุลไปสู่ความสูญเปล่าเช่นกัน  หลวงปู่โชติท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์แต่ท่านละสังขารก่อนอาจารย์ หลวงปู่ดูลย์ต้องหอบสังขารมาปลงศพให้ เห็นไหม การตายไม่มีนิมิตหมาย ไม่ใช่ว่าเกิดก่อนแล้วจะต้องตายก่อน  

เมื่อหลายปีก่อน สนทนาธรรมกับพระอาจารย์พระป่ารูปหนึ่ง ท่านบอกว่า แค่มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ นี่ สังสารวัฏก็ย่นย่อไปมหาศาลแล้ว  ท่านที่รู้ว่า อันไหนจิตที่ปรุงแต่ง อันไหนจิตเดิม แล้วไม่เต้นไปตามอาการของมัน นี่ สังสารวัฏย่นย่อยิ่งกว่าไปบวชเป็นพระ เป็นฤาษีอีก  หรือการมีสติรู้เท่าทันลมหายใจระหว่างวัน  นี่แหละ สังสารวัฏก็ย่นย่อลงไปมหาศาลเช่นกัน  ไปดูศาสนาอื่นเถิด มีไหมที่ดึงจิตมาอยู่กับรู้ลมหายใจเข้าออก ไม่มีหรอก  คนเกิดมาพบพุทธศาสนา ถ้าไม่รู้เท่าทันลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ก็ไม่มีประโยชน์อันใด  อาจจะได้มีโอกาสได้ทำบุญกับพระอรหันต์บ้าง แต่อานิสงส์ก็ไม่เท่ากับการภาวนา  ดังที่เคยบอกสมาชิกในกลุ่มธรรมว่า  ถ้าเราภาวนาจนจิตเป็นสมาธิได้สักครั้งหนึ่ง  ยิ่งกว่าสร้างโบสถ์ สร้างวิหารอีก  จึงอย่าละเลยเรื่องการเจริญสติในระหว่างวัน  

พระพุทธเจ้าสอนพระอานนท์ว่า ทำให้มาก เจริญให้มาก แล้วจะหายสงสัย  วันคืนล่วงไปๆ   เราทำอะไรอยู่  ใครเล่าจะล่วงรู้วันตายที่จะมาในวันพรุ่ง  แม้ชาตินี้หากไม่สำเร็จ แต่เมื่อได้เจริญสติอย่างต่อเนื่อง ผลของมันจะทำให้เราไดัฟังธรรมแล้วเก็ท บรรลุธรรมได้ทันทีขึ้นมาได้  แต่เราต้องเห็นภัยในวัฏสงสารก่อน แล้วเราจะไม่ประมาทในการใช้ชีวิต  เราจะตอบคำถามได้ว่า วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่  แม้วันคืนล่วงไปๆ หากเราได้เจริญสติ วันคืนก็ไม่มีความหมายอันใด  เพราะเมื่อเรามีสติ มีความระลึกได้ในลักษณะรู้สึกตัวทั่วพร้อม ลมหายใจเข้ารู้ ลมหายใจออกรู้ ยืน เดิน นั่ง นอนรู้ ระลึกรู้ในกายบ้าง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง   มีสติรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดในระหว่างวันบ้าง ไม่ว่าอารมณ์ยินดีหรือไม่ดี  ขณะนั้นวันคืนมันก็หยุดลงทันที  จิตหยั่งลงสู่สภาวะปัจจุบัน  ปัจจุบันนี่แหละคือธรรมอย่างที่หลวงปู่แหวนบอก  หลวงปู่แหวนสอนว่า  จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้อยู่ในปัจจุบัน  เมื่อจิตอยู่กับรู้ กับสติ จิตก็เป็นพุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  ลองสังเกตตนเองดู เวลาใดขาดสติ จิตจะหดหู่ เศร้าหมอง  วุ่นวาย สับสน ฟุ้งซ่านไปหมด  แต่พอมีสติ มันจะหยุด หยุดอยู่กับรู้ รู้นั่นแหละคือพุทโธ  เมื่อจิตอยู่กับรู้ จิตก็เป็นธัมโม  เพราะอะไร เพราะเมื่อจิตตั้งมั่นอยู่กับสติได้ อยู่กับรู้ได้สนิท ก็จะเห็นว่า อารมณ์ขาดสะบั้นออกจากจิตให้เห็นเฉพาะหน้าในเวลานั้น  เห็นชัดว่า อารมณ์ก็อารมณ์ จิตที่ปรุงแต่งก็จิตที่ปรุงแต่ง คนละอันกับจิตเดิม คนละอันกับธรรมชาติเดิมของจิต  เห็นอารมณ์ทั้งปวง ทุกข์ทั้งปวง ขาดกระเด็นออกจากใจ ทุกข์ก็ทุกข์ ใจก็ใจ  ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นเห็นธรรม  ผู้ใดเห็นจิต (ใจ) ผู้นั้นเห็นธรรม  นั่นแหละหลวงปู่แหวนจึงว่า จึงเป็นธัมโมขึ้นมา  ส่วนสังโฆเล่า คืออะไร  ขณะที่ผู้นั้นเห็นชัดแจ้งแล้วว่า จิตก็จิต อารมณ์ก็อารมณ์ ทุกข์ก็ทุกข์ เห็นธรรม  ผู้นั้นเกิดดวงตาเห็นธรรม  ผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรม เห็นว่า  อารมณ์เกิดเป็นธรรมดาแล้วดับเป็นธรรมดา จะถือเป็นตัวตน เรา  เขา  หาได้ไม่  สักแต่จิตที่ปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้นหาแก่นสาร ตัวตนอะไรไม่ได้เลย  ผู้นั้นเกิดดวงตาเห็นธรรมเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นในศาสนาของพระบรมศาสดา เรียกว่า พระโสดาบันนั่นคือ พระสงฆ์แท้  สังโฆ จึงมีที่มาด้วยเหตุฉะนี้  ผู้ที่ได้ดวงตาเห็นธรรมจึงได้ชื่อว่า  เป็นสงฆ์แท้ สาวกแท้ของพระศาสดา  สงฆ์อื่น สาวกอื่นไม่ใช่  เห็นไหม เพียงแค่จิตที่หยั่งลงปัจจุบัน ดิ่งอยู่ในปัจจุบันคือสติ  คือปัจจุบันธรรม ขณะนั้นจิตก็เป็นทั้งพุทธะ ธัมมะ และสังฆะอยู่ในตัวเสร็จสรรพ

ตอนนี้ อาจจะเป็นน้อยๆไปก่อน ยังไม่เต็มภูมิ เต็มรอบของมัน เมื่อเจริญต่อเนื่องด้วยความเพียร ด้วยศรัทธา วันหนึ่งเต็มภูมิของมันแล้วมันจะพลิกโลกขึ้นมาให้เห็น  พลิกโลกขึ้นมาเป็นธรรม  ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญา ต้องอบรมให้ต่อเนื่อง ไม่ขาดสายจึงจะพบของจริงแท้  เมื่อพบของจริงแล้ว การเวียนว่ายตายเกิด อย่างช้าก็ไม่เกินเจ็ดชาติ  จบการท่องเที่ยวที่น่าเบื่อหน่าย เกิดตายๆ ๆ ๆ กันเสียที  แสดงธรรมาก็พอสมควรแก่เวลา  ขอความเจริญในธรรมได้โปรดมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่านเทอญ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *