ถาม-ตอบ

ธรรมทั้งปวงรวมลงที่ “รู้”

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2559

 

ท่านทรงกลด : ธรรมทั้งปวงทั้งหมดรวมลงที่ตรง “รู้” ตรงรู้นั่นแหละคือทาง คือมรรค ธรรมทั้งหมดที่ท่านฟัง หากท่านจำได้ มันคือสัญญา ยังไม่ใช่ธรรม และหากท่านคิดใคร่ครวญในธรรม มันก็เป็นการคิดปรุงแต่ง เป็นสังขาร มันก็ไม่ใช่ธรรมอีก แต่ตรงที่อยู่กับรู้  ตรงนั้นแหละคือธรรม 

ถ้าท่านจำธรรมได้ มันคือสัญญาคืออดีต หากท่านคิดปรุงแต่งต่อไป มันคือสังขาร มันคืออนาคต แต่ที่จิตท่านอยู่กับรู้อยู่ตรงนั้น ไม่มีสัญญา ไม่มีอดีต ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีอนาคต ตรงนั้นคือปัจจุบันธรรม ให้ท่านรักษา “รู้” นั้นไว้ให้จงดี 

ถ้าท่าน “รู้” ท่านจะไม่หลง คนหลง จะไม่ “รู้” ตรงรู้ที่ท่านรู้สึกรู้อยู่ตรงนั้นแหละสำคัญที่สุด นี่คือตอนที่สำคัญที่สุด เพราะท่านได้พบสภาวะ “รู้” ทีนี้ ไม่ว่าท่านจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน พูด ดื่ม คิด ให้รักษาจิตให้อยู่กับรู้ที่ท่านรู้สึกนั่นแหละ หายใจเข้า หายใจออก พยายามให้อยู่กับความรู้สึกรู้อย่างนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ท่านประสบอารมณ์ทั้งดี และไม่ดี ให้พยายามรักษาจิต รักษาใจให้อยู่กับความรู้สึกรู้อันนี้แหละ 

ถ้าท่านทำได้อย่างที่ผมแนะนำ ไม่เกินเจ็ดเดือน ผมรับรองว่า ท่านจะบรรลุธรรม ได้ดวงตาเห็นธรรม เพราะเมื่อท่านประคองจิตไว้กับความรู้สึกรู้ตรงนั้น ท่านจะสังเกตเห็นอารมณ์ทั้งปวงเกิดอยู่และดับไป ยิ่งจิตอยู่กับความรู้สึกรู้ได้แน่นอนมั่นคงมากเท่าใด จะเห็นมากเท่านั้น จนวันหนึ่ง จิตจะตั้งมั่นอยู่กับความรู้สึกรู้ในลักษณะแยกจิต แยกขันธ์ แยกอารมณ์ให้เห็น  ท่านจะเห็นอารมณ์เกิดเป็นธรรมดา ดับเป็นธรรมดา จะถือเป็นเรา ของเรามิได้เลย ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง สัพพันตัง นิโรธธัมมันติ

สิ่งที่ขอเตือนท่านทั้งหลายว่า เมื่อท่านปฏิบัติมาถูกทางเยี่ยงนี้แล้ว ขอให้พยายามปฏิบัติต่อไป อย่าได้พยายามหาหนทางอื่นเลย นี่คือทางเดียว เอโก มัคโค ความรู้สึกว่า รู้ ก็คือสติ สติคือทางเดียวที่จะนำพาเราให้พ้นทุกข์ ทางอื่นไม่ใช่เลย 

สิ่งที่ผมแนะนำที่ผ่านมาคือสัมมามรรค เป็นทางที่จะนำไปสู่การพ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามวาสนาบารมีที่สั่งสม ประกอบกับกรรมเก่าที่กระทำมาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน หลายคนพบทางที่ถูก ก็เห็นเป็นผิดไป ไม่เอา ไปพบทางที่ไม่ถูก ก็เห็นเป็นถูก ของใครของมัน

สมัยพุทธกาล มีคนมากมายมาพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสสอน ยังสั่นหัวเดินหนีไปหาเจ้าลัทธิต่างๆ มีพระมากมาย ยังไปเข้ากับพระเทวทัตเลย สติปัญญาคนไม่เท่ากัน ใครที่ปฏิบัติมา มีพื้นดีมาระดับหนึ่ง มาอ่านธรรมที่ผมแสดงก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าใช่ ไม่ใช่  แต่คนปัญญาน้อย หรือคนศีลไม่ครบ พวกทุศีล อ่านแล้วจะแสลงใจ บางคนก็ทนไมได้ ออกจากกลุ่มไป จริงๆ กิเลสมันลากออกไปนะ ไม่รู้เท่าทันกิเลส ถ้ารู้เท่าทันจะไม่หลง 

เรื่องความหลง  หากท่านมีสติอยู่ มีความรู้สึกว่ารู้อยู่ ท่านจะไม่หลง ความรู้สึกว่ารู้นี่ จะมีลักษณะตื่นรู้ เยือกเย็น สงบ  ถ้าเป็นความรู้สึก แต่เวิ้งว่าง แล้วติดแช่อยู่ในความว่าง แม้จะสงบ สว่าง แต่ก็ยังเป็นความหลงที่พยายามให้หลายท่านออกมาจากความว่าง อย่าเข้าไปแช่แน่นิ่งอยู่ 

การพิจารณากาย เรียกว่า กายคตาสติ แม้ชื่อจะมีสติห้อยอยู่ หากปฏิบัติไม่ถูก หรือไม่มีครูบาอาจารย์แนะนำ (บางทีครูบาอาจารย์ก็ติดอยู่ หลงอยู่ โดยไม่รู้ว่านั่นคือความหลง ก็มี) พิจารณากาย จนจิตแน่วแน่อยู่กับกาย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกาย นึกเมื่อไรก็พรึบ  เมื่อนั่น ตอนนั้นกิเลสหายไปหมด อันนี้ก็เป็นความหลง 

ผมได้เตือนตั้งแต่แรกๆ เลยว่า ให้ระวังเรื่องกายคตาสติ กายคตาสติหมายถึง ให้เอากายเป็นเครื่องระลึกรู้ ไม่ใช่เอากายเป็นเครื่องอยู่ ถ้าไปติดแช่อยู่ในกาย เอากายเป็นเครื่องอยู่ อันนี้ไม่ใช่ทาง เป็นการเพ่งไปแล้ว ให้ออกมา ออกมาอยู่กับสติ อยู่กับความรู้สึกรู้นั่นแหละ 

การพิจารณากายมีเป้าหมายเพื่อแก้ความหลงผิดที่เห็นว่า กายนี้คือเรา ของเรา แต่ไม่ใช่พิจารณาแล้วจิตไปติดแนบแน่นอยู่กับกาย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกาย ตรงนี้ ไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นการเพ่ง เป็นการหลงเสียแล้ว มีนักปฏิบัติจำนวนมากที่ติดอยู่ แล้วหลงเข้าใจว่า ตรงนั้นบรรลุธรรมแล้ว

สิ่งที่ผมแนะนำพวกท่าน ไม่ได้มาจากไหน มาจากใจที่หายหลงในรูป ในนามนี่แหละ เมื่อเห็นรูปนามแจ่มแจ้งวันใด มันก็หายหลงไปเอง เมื่อวิชชาเกิด อวิชชาก็อยู่ไม่ได้ วิขชากับความเห็นชอบก็คืออันเดียวกัน

คำสอนใดไม่อิงสติ ไม่อิงมรรคมีองค์แปด คำสอนนั้นไม่ใช่คำสอนของพระพุทธองค์ แต่จะเป็นคำสอนที่เป็นอันตรายยิ่ง เพราะสามารถนำคนให้หลงทางไปได้อย่างน่าสลดใจที่สุด  ถ้าคนมีปัญญา เขาจะแยกออกว่าคำสอนใดถูก ไม่ถูก ก็ไม่รู้จะบอกจะพูดอย่างไรเหมือนกัน คงบอกได้สำหรับคนในกลุ่มนี้ เพราะสำนึกเสมอว่า เราเองเป็นเพียงฆราวาส ใครที่ไหนจะมาศรัทธา เลื่อมใส เพียงแต่ทำหน้าที่บุตรของพระพุทธเจ้า สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณท่าน เป็นพยานให้กับท่านว่า คำสอนท่านไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ เหลวไหล มรรค ผล นิพพาน มีอยู่จริง ประกอบกับเห็นว่าบางท่านพอจะชี้แนะได้อยู่ มีอุปนิสัยอยู่ไม่น้อย

การปฏิบัติธรรม เมื่อถึงโลกุตรธรรมแล้ว ภูมิจิตภูมิธรรมมันก็จะเลื่อนไหลตามลำดับ เป็นมรรคจิตของมัน

ธรรมที่ออกมาก็จะละเอียดลึกซึ้ง สุดแต่ว่าใครจะมีปัญญาหยั่งได้หรือไม่ บางท่านก็บอกในไลน์ส่วนตัวว่า ธรรมวันนี้ วันนั้น ละเอียดลึกซึ้งจัง ก็ละเอียดลึกไปตามที่ถาม และที่ออกมาจากจิตในขณะแสดง ธรรมที่แสดงบางทีก็เผ็ดร้อนดุเดือด อ่านแล้วเหมือนคำด่า แต่คำด่านั้น หากเข้าไปสะกิดใจคนอ่านให้ได้สติขึ้นมาบ้าง คำด่าก็จะเป็นธรรมที่เกิดในใจของผู้อ่านเอง 

หลายๆ ท่านอาจจะไม่รู้สึกเชื่อในสิ่งที่ผมแสดง โดยเฉพาะหนังสือที่กำลังดำเนินการจัดพิมพ์อยู่  อยู่ๆ หลวงปู่บุญส่ง พระอริยสงฆ์ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง ก็เข้ามาที่ กทม. ซึ่งหนังสือนั้นก็ไม่ใช่ใดอื่น เป็นธรรมที่ผมแสดงให้พวกท่านฟัง รวบยอดมาส่วนหนึ่ง กับประสบการณ์การปฏิบัติ อันนำไปสู่ธรรมที่นำมาแสดงนั่นแหละ

ผมตั้งจิตเลยว่า หากหลวงปู่บอกว่า หนังสือเล่มนี้ ธรรมแบบนี้ใช้ไมได้ ไม่ถูกต้อง ผิดหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ผมก็จะหยุดแสดงธรรมทันที และเลิกล้มความตั้งใจทำหนังสือทันที แต่เมื่อลูกศิษย์ของหลวงปู่ท่านหนึ่งต่อสายให้คุยกับหลวงปู่ตอนนั้น ก็สัมผัสถึงกระแสจิตที่หลวงปู่ส่งมาได้ มีความรู้สึกเหมือนอยู่เฉพาะหน้ากับหลวงปู่ศรี มหาวีโร สองต่อสอง เมื่อสิบกว่าปีก่อน ไม่ผิดเพี้ยน  หลวงปู่กำลังอ่านผมอยู่  แล้วหลวงปู่ก็บอกว่า พิมพ์ได้เลย แจกเป็นวิทยาทานทั้งหมด หนังสือเล่มนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนหันมาปฏิบัติธรรมกันเยอะ ตรงกับในนิมิตที่ผมเห็นมีคนขับรถตามผมมามากมาย ทั้งเบนซ์ ทั้งเกวียน สุดลูกหูลูกตา ผมตั้งจิตอธิษฐานว่า ผู้ใดได้ร่วมบุญกับหนังสือเล่มนี้ แม้ไม่ได้บริจาคทรัพย์ แค่เพียงโมทนาในบุญครั้งนี้ ก็ขอให้เขาอย่าได้หลงทางอีกเลย ให้ได้พบธรรมเห็นธรรมในชาติปัจจุบันนี้เถิด  ญาติพี่น้องผม ก็อดไม่ได้จะบอกเขานะ หลังๆ หลายคนจะเห็นว่า มีแต่ญาติพี่น้องเพื่อนผมเท่านั้นที่ทำบุญมา  อยากให้เขามีส่วนในบุญครั้งนี้ อย่างน้อยจะมีที่พึ่งไว้บ้างเวลาที่วาระสุดท้ายมาถึง  ธรรมที่ปรากฏในใจเรา คนที่รู้ธรรมเห็นธรรมด้วยกันเท่านั้นจึงจะเห็นเหมือนกัน

อย่างหลวงตาสิริ วัดถ้าผาแดง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งแม้เล็บ ผม ท่านก็เป็นพระธาตุในขณะที่มีชีวิตอยู่ แต่ถ้าเอาไปเล่าให้คนที่ไม่รู้เห็นธรรมฟัง เขาจะบอกว่า มันใช่อย่างนั้นเหรอ แต่ก็มั่นใจว่าพวกเราส่วนใหญ่เมื่อมาสู่ทางที่ถูกแล้ว ก็คงไม่ไปสู่เส้นทางที่ผิด เว้นเสียแต่จะมีกรรมเก่ามาชักนำ ซึ่งก็ต้องแล้วแต่ของใครของมันล่ะ  คำสอนใดประกอบด้วยมรรคมีองค์แปด คำสอนนั้นเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา และพระอริยบุคคลย่อมมีอยู่ หากบุคคลยังเจริญมรรคมีองค์แปดอยู่ นี่คือคำรับรองของพระพุทธเจ้า เหตุที่พูดเรื่องนี้ เพราะในปัจจุบันนี้ มีคำสอนมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะโดยพระ หรือฆราวาส จึงขอให้เพื่อนๆ อ่านหรือฟังด้วยสติ ด้วยปัญญา หากเราพอแยกแยะได้ว่าอันไหนจิตเดิม อันไหนจิตที่ปรุงแต่ง (อารมณ์ต่างๆ) ถือว่าที่ปฏิบัติมาถูกต้องดีงามแล้ว เมื่อปฏิบัติถูก ผลย่อมถูก และลงรอยอันเดียวกัน ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

รู้เรื่องที่จะทำว่าถูกต้อง ลงมือปฏิบัติถูกต้อง ผลย่อมออกมาถูกต้อง อารมณ์ต่างๆ เกิดจากจิตที่ปรุงแต่งนี่แหละ อะไรที่ปรุงแต่งย่อมเสื่อมดับ อะไรที่เสื่อมดับ อันนั้นหาสาระแก่นสารไม่ได้ เมื่อเห็นอย่างนี้ จิตเดิมก็จะจากคลายจิตที่ปรุงแต่งไปโดยไม่รู้ตัว  มารู้ตัวอีกที ต่อเมื่อจิตเดิมกับจิตที่ปรุงแต่งแยกจากกันเด็ดขาดให้เห็น…เห็นธรรม  จิตเดิมก็คือจิตรู้ ไอ้ที่ไม่รู้คือจิตที่ปรุงแต่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มันคือจิตที่เราปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น จิตที่ปรุงแต่งเป็นสุข ก็เรียกอย่างหนึ่ง จิตที่ปรุงแต่งเป็นความทุกข์ก็เรียกอย่างหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร มันก็ไม่เที่ยง เสื่อมดับ หาแก่นสารไม่ได้ จะหมายมั่นว่านั่นคือเรา ของเราไม่ได้ทั้งนั้น 

พระอริยะเจ้าจะเห็นแบบนี้เหมือนกันหมด จึงพยายามภาวนาให้รู้เรื่องของมันเสีย ให้รู้เรื่องของสุข ของทุกข์ ของจิตที่ปรุงแต่งเป็นนั่นเป็นนี่ รู้ว่าสุดท้าย มันก็เสื่อมดับไป ไม่มีอะไรจริงๆ มันของหลอกของหลงทั้งนั้น หลอกให้เราหลงง่วนอยู่กับมัน  จึงต้องภานาให้มีสติ รู้ขึ้นมา เพราะเมื่อรู้ มันจะออกจากหลง ออกจากความไม่รู้ ยิ่งรู้ชัด เห็นชัดว่ามัน (สุข ทุกข์ อารมณ์ทั้งปวง จิตที่ปรุงแต่งทั้งปวง) หาแก่นสารไม่ได้ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน  จิตก็จะสงบลงไปเอง  เป็นการสงบด้วยความเห็นที่ถูกต้อง จิตจะจางคลายออก สงบขึ้น ตื่นรู้ขึ้น เยือกเย็นขึ้น สัมผัสได้ด้วยตนเอง ลิ้มรสได้ตนเอง บอกให้ใครฟัง เขาก็ไม่รู้ไม่เข้าใจหรอก ต้องปฏิบัติเอง เห็นเอง                 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *