ถาม-ตอบ

จะร้อนหรือเย็นก็สักแต่ว่าเป็นเวทนา

แสดงธรรม กลุ่มต้นบุญ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2559

 

ผู้ปฏิบัติ  ก่อนนี้สงสัยในคำถามท่านทรงกลดที่ว่าอาบน้ำเย็นไม่หนาว  มาบัดนี้ประจักแจ้งแก่ใจแล้วครับ เมื่ออากาศหนาวมาเยือน  เวลาอาบน้ำรับรู้ความเย็นตามที่ปรากฏเป็นเวทนา แต่ไม่มีอารมณ์ปรุงแต่งทั้งก่อน ขณะและหลังอาบน้ำเพราะความเย็นมีอยู่ตามที่ธาตุขันธ์สัมผัส แต่ไม่เอาจิตไปปรุงแต่งให้หนาวยิ่งขึ้นหรือให้เป็นทุกข์เกินจริง ไม่ทราบว่าผมเข้าใจถูกไหมครับ

ท่านทรงกลด  ถูกต้องดีงามแล้ว  อากาศร้อน อากาศหนาว เมื่อมาสัมผัสกาย เกิดผัสสะ ก็ต้องเกิดเวทนาตามมาอย่างมิต้องสงสัย ห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้  ธรรมดาธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้น ธาตุขันธ์คือ  เวทนา มันก็ทำหน้าที่ของมันเป็นปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือจิตเรา  พอเราไปยึดความเยือกเย็นหรือความร้อนของเวทนา (เวทนานอก) เราก็จะรู้สึกร้อนเย็นไปตามเขา เขาในที่นี่ก็คือขันธ์  

ถ้าเราเห็นความจริงของรูปนามสักครั้งหนึ่ง จะเข้าใจได้ไม่ยากเลย เหมือนตาเห็นรูปจริงๆ จะเห็นชัดเลยว่า เย็น (เวทนา) ก็อยู่ของมัน เรา (จิต) ก็อยู่ของเรา ต่างคนต่างอยู่  การที่เราเอาจิตเข้าไปยึด เข้าไปปรุงแต่งนั่นแหละคือที่มาของทุกข์  เพราะเห็นผิดว่า  ความร้อนก็ดี ความเย็นของร่างกายก็ดี มันคือเรา ของเรา   ผมถึงเคยตั้งคำถามว่า เวลาอาบน้ำร้อน น้ำเย็น ยังร้อนเย็นตามน้ำ (ตามอากาศ) อยู่หรือไม่ ซึ่งข้อนี้ยากมาก ที่ถามไม่ได้ถึงขนาดให้แยกจิตออกจากความร้อนความเย็นของน้ำหรอก แต่ต้องการสะกิดให้เกิดสติว่า น้ำร้อน น้ำเย็น ก็เป็นเรื่องของน้ำ กายร้อน กายเย็น ก็เป็นเรื่องของกาย ของเวทนา ถ้าเราฝึกสติมาดี จิตจะไม่ไปวุ่นกับน้ำร้อน น้ำเย็น หรืออากาศร้อน อากาศเย็นมากนัก จิตจะมีความรู้สึกกลางๆ ที่เรียกว่า  สตินั่นแหละ  ตรงสติตรงนั้น มันสงบ มันไม่ร้อน ไม่เย็น ไม่ขึ้น ไม่ลง ไม่แกว่งซ้ายที ขวาที เวลามีคนไปถามพระอรหันต์ว่า หลวงปู่จะอยู่นานเท่าใด ท่านจะตอบว่า แล้วแต่ธาตุขันธ์มันจะอยู่เท่าใด  จิตท่านแยกเวทนาออกไปได้แล้ว เมื่อดับขันธปรินิพพาน ดับธาตุขันธ์คือ  เวทนา  เวทนาก็ไม่เหลือคอยรบกวนจิตต่อไป เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ

หลวงปู่ชาจึงสอนเสมอว่า ให้ปฏิบัติไปให้เหนือเวทนา มีพระธรรมเทศนาบทหนึ่ง ชื่อเหนือเวทนา ลองไปหาอ่านดู

หน้าที่ของเราคือ  ทำจิตให้บริสุทธิ์ เราจะไปทำธาตุขันธ์ (ขันธ์ห้า) ให้บริสุทธิ์ไม่ได้ ขันธ์ไม่มีวันบริสุทธิ์ มันก็วุ่น ร้อนเป็นธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น  หัวใจพระพุทธศาสนาก็ระบุชัดว่า อันสุดท้ายคือ  ทำจิตให้บริสุทธิ์  วันก่อนไปเจอคำสอนคำสอนหนึ่งของท่านใดไม่ทราบบอกว่า  จิตก็จิต ขันธ์ห้าก็ขันธ์ห้า เราต้องทำทั้งจิตและขันธ์ห้าให้บริสุทธิ์หลุดพ้นด้วย   อ่านแล้วรู้สึกสลดใจในความเห็นผิดอันนี้มาก  ในบรรดาคำสอนในหนังสือที่วางเกลื่อนกล่นในท้องตลาดตอนนี้ หายากจริงๆ ที่สอนถูก สอนตรง  ซึ่งผมมันจะเตือนบรรดานักอ่านอยู่เสมอว่า ให้อ่านด้วยสติ ด้วยปัญญานะ ไม่งั้นจะพาเราหลงทางไปได้

การที่เราอาบน้ำร้อนหรือเย็น แล้วเรามีสติอยู่ ไม่ไปเอาจิตไปอยู่กับความร้อนหรือความเย็น นี่คือ  การฝึกสติที่เยี่ยมยอด

เพราะหากทำได้ ทุกข์ใด ๆ ก็คือ  เวทนาอันเดียวกับน้ำร้อนน้ำเย็นนั่นแหละ เมื่อเราฝึกแยกจิตออกจากน้ำร้อนน้ำเย็นได้ เราก็จะแยกจิตออกจากทุกข์ได้ไม่ยาก เพราะมันก็คือ  เวทนาอันเดียวกัน นี่เรียกว่า  เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพียงแต่น้ำร้อน  น้ำเย็น  อากาศร้อนอากาศเย็นที่มาสัมผัสกายเป็นเวทนานอกเท่านั้น ส่วนความรู้สึกนึกคิดที่เกิดแล้วรู้สึกสุขบ้างทุกข์บ้างก็คือ  เวทนาทางใจ

เคยดูหนังสามก๊กไหม  ตอนกวนอูให้หมอผ่าเอาธนูออกหรือไงนี่  กวนอูเล่นหมากรุกอยู่ บอกหมอให้ผ่าสดๆ เลย   กวนอูไม่เจ็บเลย เพราะอะไร  เพราะว่ากวนอูเอาจิตไปผูกไว้กับหมากรุก จนจิตแน่วแน่อยู่กับหมากรุก เกิดสมาธิขึ้น จิตไม่รับรู้ความเจ็บที่เป็นเวทนาทางกายในขณะที่ถูกผ่าเอาธนูออก

วิธีการของกวนอูก็ไม่ต่างกับสมาธิของพวกฤาษี ที่หนีความทุกข์ หนีความวุ่นวายเข้าไปสงบอยู่ภายใน พอออกมาก็พบทุกข์อีก  เหมือนเจ้าชายสิทธัตถะที่ไปฝึกสมาธิกับอุทกดาบส  อาฬารดาบส ออกจากสมาธิมา ภาพพระนางพิมพาและพระราหุลก็ตามมาหลอกหลอนอยู่นั่นแหละ  พระองค์มีปัญญา จึงเห็นว่า ไม่ใช่ทาง จึงจากไป 

อย่างคนทำสมาธิแล้วตัวหาย ไม่ว่าจะหายครึ่งตัวหรือหายทั้งหมด พอออกมาจากสมาธิก็ยังทุกข์อยู่นั่นแหละ  ที่ตัวหายไม่ใช่อื่นใดคือ  เอาจิตไปจดจ่ออยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง จนแยกจิตออกจากกายไปได้  เลยรู้สึกว่ากาย (ตัว) หาย  จริงๆ กายก็ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน แต่จิตละจากกายไปอยู่ ไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตนพิจารณาเป็นอารมณ์อยู่  เหมือนกวนอูเอาจิตไปจดจ่ออยู่กับหมากรุกนั่นแหละ ความรู้สึกทางกายของกวนอูก็หายไป จึงไม่รู้สึกเจ็บขณะหมอผ่าตัด

เรื่องการภาวนาแล้วตัวหายนี้ นึกถึงมีนักปฏิบัติท่านหนึ่ง ภาวนาแล้วตัวหายเหลือแต่รู้อย่างเดียว  ซึ่งก็คือ  จิต ผมเลยบอกสั้นๆ ว่า ภาวนาตัวหายไปหมด  แล้วที่เหลืออยู่มันคืออะไรล่ะ  เวลาตาย ตัวก็หายเพราะถูกเผา แล้วที่รู้อยู่มันหายไปด้วยไหม  ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ ทำให้เขาได้สติขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังเป็นสติแบบโลกๆ  การภาวนาแล้วตัวหาย ไม่ว่าจะหายไปหมดหรือครึ่งตัว มันก็เป็นเพียงปิติ กายเบา ใจเบาอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง  มันไม่ได้ช่วยให้ฉลาดขึ้นเลย  ถ้าทำต่อไป จิตมันจะชิน เวลามีเรื่องทุกข์ร้อน จิตจะเข้าไปอยู่ตรงนั้น นักปฏิบัติเป็นกันมากโดยไม่รู้ตัว คิดว่าเป็นของดีของงาม ถ้าไปเจอคนไม่รู้จริง ก็ยิ่งติดไปใหญ่  พระพุทธเจ้าท่านก็ภาวนาแล้วตัวหายหมดเหมือนกัน เวลาออกมาพระนางพิมพาและพระราหุลก็ตามมาหลอกหลอนอยู่นั่นแหละ ทุกข์ไม่ได้หายไปไหน

ต่อเมื่อพระองค์ไปเจริญสติ ลมหายใจเข้ารู้ ลมหายใจออกรู้ ในคืนวันวิสาข ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานั่นแหละ  พระองค์จึงตรัสรู้ความจริงเกี่ยวกับภาพของพระนางพิมพาและพระราหุลที่คอยตามหลอกตามหลอนพระองค์มาตลอดนับแต่ทรงออกผนวช  ความจริงอะไร  ความจริงของความทุกข์อันเกิดจากภาพของพระนางพิมพาราหุลมาปรากฏที่ใจของพระองค์นั่นเอง  ก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้ พระองค์เห็นภาพที่มาปรากฏเป็นตัวเป็นตน เป็นของพระองค์ที่คอยตามฉวยคว้า  ทุกข์อันเกิดจากภาพนั่นมาปรากฏ พระองค์ก็เห็นว่าทุกข์นั้นเป็นพระองค์ เป็นของพระองค์  จิตพระองค์จึงเสวยทุกข์อยู่ตลอดเวลาในขณะที่ออกมาจากฌาน จากความว่าง จากสมาธิที่ตัวหาย  เมื่อพระองค์ฝึกเอาจิตมาอยู่กับรู้ลมหายใจเข้าออก จิตพระองค์ตั้งมั่นอยู่กับรู้ (รู้อันนี้ก็คือ สติ) พระองค์แยกจิตออกจากภาพพระนางพิมพาและพระราหุลได้อย่างเด็ดขาด ขณะที่ภาพนั้นแยกออกไป ทุกข์ก็แยกออกให้เห็นด้วย  พระองค์จึงมาถึงบางอ้อว่า ภาพพระนางพิมพาและพระราหุลที่หลงเข้าใจว่าเป็นของพระองค์ เป็นตัวเป็นตนของพระองค์ หาได้เป็นอย่างที่เข้าใจมาแต่ก่อนเก่าหลายกัปหลายกัลป์ไม่  แม้ทุกขเวทนาอันเกิดจากภาพพระนางพิมพาและพระราหุลมาปรากฏก็เช่นกัน  เมื่อแยกออกไปให้เห็นชัดแจ้งราวกับตาเห็นรูปอยู่เฉพาะหน้าอย่างนั้น พระองค์ก็พบว่า ทุกข์นั้นก็หาใช่เป็นตัวเป็นตนของพระองค์เช่นกัน ทั้งจะหมายมั่นว่า เป็นของพระองค์ก็หาได้ไม่  แท้จริงพระองค์คือสภาวะอย่างหนึ่งที่เรียกว่าจิตอันหนึ่ง  พระองค์แยกจิตออกจากขันธ์หาได้อย่างเด็ดขาดในคืนนั้น เห็นภาพทั้งปวง (สัญญา) ทุกข์ทั้งปวง (เวทนา) เป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับไป  เมื่อพระองค์รักษาจิตไว้ได้เป็นมั่นคงไม่เข้าไปฉวยคว้ายึดมั่นปรุงแต่ง เมื่อนั้นทุกข์นั้นก็ทำอะไรพระองค์ไม่ได้เลย  แต่เมื่อใดที่เห็นว่า  ทุกข์นั้น ภาพนั้นเป็นของพระองค์ พระองค์จะทุกข์ขึ้นมาทันที เพียงแค่ปรุงแต่ง (คิด)  ว่า  ภาพนั้น ทุกข์นั้นเป็นของเรา ๆ ก็ทุกข์  แต่หากเห็นถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) ว่า ทุกข์นั้น ภาพนั้นๆ หาใช่ของเราไม่ จิตก็ไม่เข้าไปยึดมั่น จิตก็ไม่ทุกข์  พระองค์จึงค้นพบเหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์และข้อปฏิบัติในการดับทุกข์ ในคืนนั้น นั่นเอง หากพระองค์มาสัมผัสอากาศร้อน อากาศหนาว  น้ำร้อน น้ำเย็น ใจของพระองค์ก็สบาย  สบายเพราะพระองค์รู้เท่าทันอากาศร้อน อากาศเย็น กายที่ร้อนและเย็นว่า  ไม่ว่าความร้อน  ความเย็นของอากาศ  ของน้ำ  ของกาย มันก็สักแต่เวทนาอย่างหนึ่งเท่านั้น จะถือเป็นพระองค์ หรือของพระองค์หามิได้  ใจของพระองค์ก็อยู่ท่ามกลางอากาศร้อน  อากาศหนาว น้ำร้อน น้ำเย็น ได้อย่างสบาย  สงบ ไม่วุ่นไปตามอากาศเย็น  ร้อน  ต่อให้อากาศหนาวเหน็บติดลบแค่ไหน มันก็เข้าถึงแต่กายเท่านั้น ใจพระองค์แม้จะรู้สึก แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องด้วย เพราะใจของพระองค์หลุดพ้นไปจากความอุปาทานคือ  ความยึดมั่นในเวทนาได้เสียแล้ว  กล่าวอีกนัยหนึ่ง จิตของพระองค์ดำรงสภาวะอยู่เหนือเวทนาได้แล้ว  จิตของพระองค์กับจิตของหลวงปู่ชา ต่างอยู่ในสภาวะเดียวกันคือ  เหนือเวทนา เวทนาทำอะไรจิตไม่ได้ พระอริยะจะต้องผ่านทางนี้ทางเดียวเหมือนกันหมดคือ  นำพาจิตไปสู่สภาวะเหนือเวทนา  แม้พระอริยองค์นี้คือ  หลวงตามหาบัว  เวทนาทำอะไรจิตท่านไม่ได้ จิตท่านอยู่เหนือเวทนา อยู่เหนือสุข อยู่เหนือทุกข์  จิตท่านไปรู้ความเป็นจริงของสุขของทุกข์เข้าให้แล้ว  เมื่อรู้ความเป็นจริง จิตท่านก็ถอยออกมา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องยึดมั่น ไม่เข้าไปปรุงแต่งให้วุ่นวาย  

หลวงตามหาบัวจึงบอกว่า จิตท่านก็เหมือนใบบัว น้ำไหลผ่านมาแล้วผ่านไป จะทำอะไรใบบัวหาได้ไม่  นี่คือ  ความหมายของหยดน้ำบนใบบัว ของท่านหลวงตา  หยดน้ำก็คือ  อารมณ์ คือสุขคือทุกข์ ใบบัวก็คือ  จิต  ต่างคนต่างอยู่ ผ่านมาแล้วผ่านไป  ที่ทุกวันนี้เราวุ่นอยู่ เพราะเราไม่เห็นตามความเป็นจริง ไม่รู้ตามความเป็นจริงของสุข ของทุกข์ ของรูป ของนาม ของขันธ์ห้า ของอารมณ์  ถ้าเรารู้ความเป็นจริง ที่เรียกว่า  ปัญญา จิตเราจะสงบเยือกเย็นเป็นบรมสุขขึ้นมาเองโดยไม่ต้องบังคับ  เหมือนเราวิ่งตามเด็กคนหนึ่ง เพราะเห็นว่าเป็นลูกของเรา วันหนึ่ง เมื่อตามไปทัน เห็นชัดแจ้งว่า เขาหาใช่ลูกของเราไม่ เราก็หยุดวิ่ง หยุดตามเองโดยอัตโนมัติ  ไม่ต้องมีใครมาบอก มาบังคับให้หยุด  ทุกวันนี้ ใจเราไม่เคยหยุดวิ่งตามอารมณ์เลย อารมณ์สุขก็วิ่งตามไป อารมณ์ทุกข์ก็วิ่งตามไป  เราก็เที่ยวตามหาเหนื่อยกันบ้างไหม  วันใดเลิกวิ่งตามทั้งสุขและทุกข์ได้ ก็จะพบตัวเองวันนั้น  ที่วิ่งตามนี่ เพราะเห็นว่าสุขเป็นเรา ของเรา เห็นว่าทุกข์เป็นเรา ของเรา  พระพุทธเจ้าจึงมาสอนให้ฝึกใจให้หยุดอยู่กับสติ อยู่กับความรู้สึกตัวก่อนเป็นเบื้องต้น  ให้หยุดอยู่กับลมหายใจเข้าออกบ้าง หยุดอยู่กับรู้เท่าทันการเคลื่อนไหวของกายบ้าง  หยุดอยู่กับรู้เท่าทันอารมณ์ทั้งปวงบ้าง  หยุดอยู่กับให้มาระลึกรู้อยู่ในกายนี้บ้าง  เอาจิตกลับมา ทวงจิตกลับมาจากอารมณ์ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ยินดี  ยินร้าย  เวลาใครมาขโมยของของเราไป เราก็เที่ยวตามหาทั้งวันทั้งคืน  แต่กิเลสนี่มันขโมยจิตเราไปเหยียบย่ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เคยคิดจะทวงจิตคืนจากกิเลสบ้างไหม  หรือพอใจที่จะเป็นทาสมันไปตลอดอนันตกาล  พระพุทธเจ้าอุตส่าห์บำเพ็ญบารมีมาตั้งสี่อสงไขย  แสนมหากัป ไม่สงสารพระองค์ท่านบ้างหรือ  แทนที่จะใส่ใจคำสอนของพระองค์ท่าน บูชานับถือคำสอนของพระองค์ กลับไปบูชานับถือตุ๊กตุ่นตุ๊กตา  ชาวพุทธนี่เหลวไหลกันได้ถึงเพียงนี้ พระองค์สอนให้มีปัญญา เอาชนะกิเลสให้ได้ แต่เราก็วิ่งตามไปให้มันกดคออยู่ตลอดเวลา เพราะอวิชชาคือ ความไม่รู้นี่แหละ

เราต้องรู้เท่าทันมันทั้งสุขและทุกข์ เอาแค่นี้แหละ ไม่ต้องไปพูดถึงราคะ โทสะ โมหะอะไรให้ปวดหัวว่ามันมาจากไหน

จริงๆ มันก็มาจากจิตที่ไม่รู้เท่าทันสุขและทุกข์นั่นแหละ ไปยึดมาปรุง มาแต่งเป็นราคะ  โทสะขึ้นมา  ไม่ต้องไปกล่าวถึงจิตว่าง ไม่ว่าง ตัวหาย ตัวเป็นอะไรหรอก   รู้เรื่องของสุขของทุกข์ ของกายเรานี่แหละ แค่นี้เอาตัวรอดได้แล้ว  เห็นไหมหลวงตาพูดชัดมาก สุขเกิดก็ให้ทราบว่าเรื่องของสุข ทุกข์เกิดก็ให้ทราบว่าเรื่องของทุกข์  ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ (เวทนา ธาตุขันธ์) มันเป็นเรื่องของเขาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องของเราเลย  ถ้าเราภาวนาพบจิตพบใจตนเอง จะเห็นได้ชัดแจ้ง หายสงสัยอยู่ตรงที่เห็นนั่นแหละ  สติจะเป็นตัวแยกเวทนาออกจากจิต  สติเป็นตัวกางกั้นเวทนากับจิต  ถ้าท่านฝึกสติมีกำลัง ท่านจะเห็นว่าจิตกับเวทนามันแยกกันอยู่จริงๆ ที่เราแยกไม่ได้เพราะสติไม่มีกำลัง  ท่านจะต้องฝึกจิตให้อยู่กับสติตลอดเวลา นับแต่เวลาตื่นนอนจนกระทั่งหลับไป หากท่านทำได้ดังนี้ ท่านจะแยกเวทนาออกจากจิต  ที่เวทนามันห่อหุ้มจิตอยู่ได้  

เมื่อพระจันทร์ใกล้เต็มดวง  ลองสังเกตบนท้องฟ้า  เห็นพระจันทร์สว่างสดใสไหม  แล้วเคยเห็นตอนพระจันทร์ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเมฆหมอกไหม   บางทีเหมือนเมฆหมอกไปไหน พระจันทร์ก็เคลื่อนตามไป  พระจันทร์นั่นคือ  จิตเรา ที่เดิมผ่องใสประภัสสร  แต่มามัวหมองไปเพราะมีกิเลสคือ  เมฆหมอกมาปกคลุม  มีอารมณ์ทั้งปวงห่อหุ้มไว้เหมือนเวทนาห่อหุ้มจิต  จิตท่านจึงมัวหมองไม่สดใส หดหู่ ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ  ทีนี้ ถ้าพระจันทร์เกิดฉลาดขึ้นมา เมฆจะมา  จะไป  พระจันทร์ก็ไม่มา  ไม่ไปตามเมฆหมอก  หยุดอยู่กับที่ มันก็จะสลัดตนออกจากเมฆหมอกได้  ใจเราก็เหมือนกัน ใจเรานี่ไม่เคยหยุด   หลวงปู่ดูลย์จึงสอนว่า  ให้หยุด หยุดอยู่กับรู้ รู้อยู่กับที่  รู้สึกตัวทั่วพร้อม มันอันเดียวกันหมด เรียกว่า สติ

วันหนึ่งเมื่อท่านฝึกจิตให้อยู่กับสติได้อย่างมั่นคง ไม่ไหวหวั่นไปตามอารมณ์น้อยใหญ่ ไม่ไหวหวั่นไปตามสุข ตามทุกข์ จิตท่านจะแยกออกจากเวทนาได้เหมือนพระจันทร์แยกออกจากเมฆหมอกได้ฉะนั้น ตรงนั้นพระพุทธองค์เรียกว่า สัมมาสมาธิ  สัมมาสมาธิแปลว่า ความตั้งมั่นของจิต  สัมมาสมาธิไม่ได้หมายถึงจิตรวมเข้าไปแช่ นิ่ง สงบ สว่างไสว ว่างอยู่ จิตที่เป็นสัมมาสมาธิต้องมีลักษณะตื่นรู้ ตั้งมั่น   สงบ ตื่นรู้อะไร ตื่นขึ้นมารู้ว่า อ้อ เวทนาทั้งปวงไม่ว่าสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาหาใช่เรา ของเราไม่ เรานี่โง่ เห็นผิดมาตลอดว่ามันคือเรา ของเรา จึงวิ่งตามไล่คว้าอยู่ประหนึ่งเหมือนคนบ้า วันใดสลัดออกจากเวทนาได้เด็ดขาด วันนั้นท่านก็เป็นพุทธะ  พุทธะไม่ต้องไปหาที่ไหน มันมีอยู่ในใจของทุกคนอยู่แล้ว หลวงปู่ดูลย์บอกไว้ นั่นคือสติปัฏฐานสี่ กาย เวทนา จิต ให้รู้ ธรรมจะมาปรากฏในเร็ววัน  

พุทธะแปลว่าอะไร พุทธะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เวลาเห็นธรรม จิตนี่มันจะตื่น กายเท่านั้นที่หลับ แต่จิตไม่หลับมหัศจรรย์ บอกไม่ถูกเหมือนกัน เป็นอยู่ราวสองเดือน จิตเมื่อตื่นรู้มันก็ตื่นรู้ไปตลอด ความรู้ความเห็นที่ปรากฏ ไม่ใช่มาๆ ไปๆ รู้อย่างไรก็รู้อย่างนั้น เหมือนอย่างที่หลวงปู่ชาบอกว่า  เห็นเป็ดเป็นเป็ด เห็นไก่เป็นไก่ นั่นแหละ ท่านว่า แต่ก่อนเราไม่รู้ เห็นเป็ดเป็นไก่ เห็นไก่เป็นเป็ด  ต่อเมื่อเห็นชัดแจ้งแล้วว่า อันไหนเป็ด  อันไหนไก่  ต่อไปเวลาเจอเป็ดเจอไก่ ก็บอกได้ทันที ไม่หลงอีกแล้ว แต่ก่อนก็งงว่า หลวงปู่ชาสอนอะไรเป็ดๆ ไก่ๆ  พอเห็นตรงนี้ กลับไปอ่าน กราบแล้วกราบอีก  เห็นเป็ดเป็นไก่คือ  เห็นจิตเป็นอารมณ์ เห็นอารมณ์เป็นจิต แยกไม่ได้ว่าอันไหนจิต อันไหนอารมณ์ ต่อเมื่อเจริญสติจนแยกจิตออกจากอารมณ์ได้เด็ดขาด จิตมันก็ไม่เอาอารมณ์ถอนออกมาเรื่อยๆ ภาษาพระเขาเรียกว่า  จิตจางคลาย  คลายจากความยึดมั่น ยิ่งจางคลายมากเท่าใด ทุกข์ก็น้อยลงเท่านั้น  ถามว่าทุกข์หายไปไหน  มันไม่ได้หายไปไหนเลย ยังทุกข์เหมือนคนปกติทุกอย่าง  อากาศหนาวก็หนาว ร้อนก็ร้อน เจ็บไข้ได้ป่วยก็ทุกข์ตามประสามัน  หิวก็ยังทุกข์ ของหายก็ยังทุกข์ แต่พอไปรู้เรื่องของมันแล้ว มันก็ไม่ค่อยทุกข์มากเหมือนเมื่อก่อน เรื่องของมันไม่มีอะไรมากหรอก เกิดขึ้นแล้วดับไป มีอยู่แค่นั้น ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ อย่าไปให้ราคามันมากเลย เพราะเดี๋ยวมันก็ดับไปอยู่ที่ราคาเท่ากันคือ  ศูนย์ อย่างหยาบๆ ที่สุดนี่ ก่อนจะไปเรียนรู้เวทนา ลองพิจารณาบ้านเอย รถเอยดู ว่ามันใช่ของเราจริงหรือเปล่า

พระพุทธเจ้าจึงสอนกายก่อน  ถ้าหายสงสัยในรูป ในกาย ก็ไม่ยากที่จะวิวัฒนาการไปสู่นามคือ  เวทนา   แต่จากประสบการณ์ทำไปพร้อมๆ กันนั่นแหละ  เราจะตีเอาเมืองคืน มันต้องเข้าตีทุกๆ  ด้าน  ไปดูในถ้อยคำที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสติปัฏฐานเถิด ท่านใช้คำว่า   เรียนรู้กายในกายบ้าง เวทนาในเวทนาบ้าง จิตในจิตบ้าง  ทำมันทั้งวันทั้งคืน ถ้าอยากแยกจิตออกจากเวทนาได้ มันต้องเพียรต่อเนื่อง ที่หลวงปู่มั่นสอนว่า  การปฏิบัติต้องให้เป็นวงกลมคือ  ไม่ขาดสาย  อย่าคิดว่าต้องไปอยู่วัดถือศีลอะไรนะ อยู่บ้าน อยู่ที่ทำงานก็ทำได้   ถ้าฉลาดในการภาวนา อย่างขายของนี่ คนมาซื้อของต่อว่าเราขายแพงบ้าง  ชมสินค้าเราบ้าง วันนี้ขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง  เห็นอะไรไหม นั่นแหละผลิตผลธรรมะทั้งนั้น เคยเก็บบ้างไหม ส่วนใหญ่ก็ปล่อยให้เน่าอยู่ที่โคนต้นนั่นแหละ วันนี้ขาดทุน เจ้านายด่า ลูกน้องหักหลัง เห็นอะไรเกิดขึ้นในจิตในใจบ้างไหม วันนี้ขายได้กำไร เจ้านายชมเปาะ ได้เลื่อนตำแหน่ง ลูกน้องมาแสดงความยินดี  เห็นอะไรในจิตในใจบ้างไหม หรือปล่อยให้ใจเคลิ้มไปกับคำชม หรือกัดฟันขุ่นแค้นอยู่กับคำด่า กับผลขาดทุนของกิจการในวันนั้น   ถ้าวันๆ ปล่อยจิตปล่อยใจให้อยู่ให้เป็นแบบนี้ ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม อย่าหวังมรรค หวังผล นิพพานอะไรเลย ธรรมะมันปรากฏขึ้นในใจตลอดเวลา  แต่ไม่เคยเอามันมาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงเลย อารมณ์ทั้งปวง ไม่ว่าดีหรือร้าย สุขหรือทุกข์ มันก็ไม่ต่างไปจากเมฆหมอกหรอก   มันผ่านมาแล้วผ่านไป  มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หาแก่นสารไม่ได้ เหมือนเราหยิบน้ำขึ้นมาดู มันมีแก่นสารอะไรไหม อารมณ์มันมาจากความว่าง (จิต) แล้วก็กลับไปสู่ความว่าง มันก็เท่านั้น 

ทุกวันนี้ เราถูกมันหลอกให้เห็นเป็นตัวเป็นตน เป็นเรา เป็นเขา  เราถึงวุ่นไม่หยุด วันทั้งวันจะไปหาธรรมที่ไหน ก็มันปรากฏให้เห็นอยู่ในใจตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่เพราะเรานี่เขลา มืดบอด จึงมองอะไรไม่เห็น พระพุทธเจ้าท่านก็เขลาเหมือนเรานี่แหละ ก่อนที่จะมาตรัสรู้ เนรัญชราก็เป็นเพียงสถานที่ตรัสรู้ แต่ที่ที่พระองค์ตรัสรู้ ไม่ใช่เนรัญชรา แต่อยู่ที่ใจของพระองค์ต่างหาก  ถ้าใจเรายังวิ่งไปตามวัตถุข้าวของ รถคันงาม หญิงรูปงาม ชายหล่อๆ ลูกเทพลูกเทือก เราไม่มีวันรู้เห็นธรรมไปได้หรอก  ถ้าใจเรายังคงวิ่งตามคำชม
คำด่า ผลกำไร  ขาดทุน ตำแหน่งหน้าที่การงาน  เราไม่มีวันรู้เห็นธรรมอะไรขึ้นมาได้หรอก  พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า อันพระธรรมนี้ต้องดูว่าท่านจ้องมันอย่างไร  ถ้าจ้องมันด้วยความไม่รู้เท่าทัน ไม่มีปัญญา มันก็ยิ่งรัด  คำว่ายิ่งรัดคือ  อุปาทาน ยิ่งจ้องยิ่งยึด  ทำไมยิ่งจ้องยิ่งยึด  เพราะเป็นการจ้องด้วยความไม่รู้เท่าทัน  เพราะเป็นการจ้องที่ขาดสติ ขาดปัญญา  ถ้าท่านเห็นว่าสิ่งที่ท่านจ้องอยู่มันไม่เสื่อมดับวันนี้ก็พรุ่งนี้ ท่านยังจะจ้องอยู่อีกไหม  เหมือนท่านไปนั่งจ้องปราสาททรายริมทะเล  ท่านจะนั่งจ้องให้มันอยู่ได้สักกี่วัน  จ้องได้ไม่เท่าไร มันก็เจอลม  เจอน้ำ   เสื่อมทรุดลงไปอีกแล้ว พรุ่งนี้ ทำขึ้นมาใหม่ แล้วมานั่งจ้องใหม่ ตอนเย็นไปอีกแล้ว  ให้จ้องอยู่สักเดือนเอาไหม ไม่เอาหรอก ใช่ไหม  แล้วอารมณ์ เวทนานี่ มันเป็นใคร ถึงได้จ้องมัน  ยึดมันมาเป็นเวลาหลายล้านกัปกัลป์   ที่จ้องเพราะท่านไม่รู้ เพราะท่านหลงเวทนา หลงเห็นว่ามันเป็นตัว  เป็นตน เป็นเรา ของเราต่างหาก  หากท่านเห็นประจักษ์ใจวันใดว่า  มันไม่ใช่เรา ของเรา ท่านก็เลิกจ้องไปเองโดยอัตโนมัติ  จิตมันจะหลุดจากการยึดมั่น จากการรัดมันไว้ทันที  ต่อไปเมื่อท่านรู้เรื่องของมัน ท่านก็จ้องมัน แต่จะไม่เข้าไปรัดมันเหมือนเก่า เพราะท่านเห็นแล้วว่า สิ่งที่ท่านจ้องมันไม่เที่ยง (อนิจจัง) ทนอยู่ไม่ได้หรอก (ทุกขัง) ต้องเสื่อมต้องพังไปหาแก่นสารตัวตนอะไรไม่ได้ (อนัตตา)  การเห็นอย่างนี้แหละเรียกว่า  ปัญญา  เหมือนท่านนั่งจ้องเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งไว้  กอดมันไว้ รัดมันไว้ เพราะท่านเข้าใจว่านั่นเก้าอี้ของเรา  ให้ท่านนั่งกอดมันไว้สักสิบยี่สิบปี ท่านเห็นอะไรไหม  เก้าอี้ที่ท่านจ้องรัดมันไว้ มันจะค่อยๆ  เสื่อมค่อยพังไป  สุดท้ายก็กลับไปเป็นดิน  ไหนล่ะเก้าอี้ของท่าน  เมื่อท่านเห็นอย่างนี้ ปัญญาท่านเกิดแล้ว ท่านจะเห็นว่า อ้อ เก้าอี้นี่ เราหลงเข้าใจมานานว่า  มันเป็นของเรา เพราะเราทำมันมากับมือ บัดนี้มันเสื่อมสลายกลับไปเป็นดินแล้ว มันไม่ใช่ของเรานี่น่า  สังขารทั้งปวงย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา  จะพึงหมายมั่นว่า  นั่นคือเราของเราหาไม่ได้  เวทนาก็เหมือนกัน มันก็ปรุงแต่งมาจากจิต   เมื่อปรุงแต่งแล้วก็ต้องเสื่อมต้องดับ  จริงๆ แล้วเวทนาเมื่อเกิดแล้วก็ดับไปทันที หาแก่นสารไม่ได้จริงๆ มันเร็วกว่าเก้าอี้หลายล้านเท่า  แต่ที่ดูเหมือนไม่ดับ ก็เพราะจิตเรานี่แหละ หลงเข้ายึดรัดไว้ รัดอย่างเดียวไม่พอ ปรุงแต่งต่ออีก เป็นนี่  เป็นนั่น วุ่นไปหมด

หลวงปู่ดูลย์จึงสอนว่า อย่าส่งจิตออกนอก  เมื่อเวทนาเกิด ให้มีสติ ให้อยู่กับรู้  ให้เห็นว่า เวทนาที่เกิดนั้น เมื่อเกิดเป็นธรรมดา ก็ดับเป็นธรรมดา มันไม่เที่ยงแท้ไปได้หรอก  เมื่อท่านเห็นอย่างนี้เนืองๆ  จิตท่านจะคลายออกมา จะไม่วิ่งเข้าตะครุบกอดรัดเหมือนเมื่อก่อน  คล้ายกับท่านเห็นบ้านกำลังจะพัง ท่านยังจะวิ่งเข้าไปกอดรัดบ้านหลังนั้นอยู่อีกหรือ  คนโง่เท่านั้นที่ทำเช่นนั้น

แล้วทุกวันนี้ ท่านโง่หรือฉลาด  ที่เที่ยววิ่งกอดรัดความสุข (สุขเวทนา) กอดรัดความทุกข์ (ทุกขเวทนา) พระพุทธเจ้าท่านก็โง่มาก่อนเหมือนกัน  เมื่อท่านฉลาดแล้ว ท่านจึงมาสอนชาวโลกให้มีปัญญา ให้ฉลาดรู้เท่าทันอารมณ์  ท่านโง่หรือฉลาดที่ไปนั่งจ้องในสิ่งที่หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้  ท่านสอนอีคิวที่ทำให้พ้นทุกข์ได้  อีคิวที่ฝรั่งสอนมันคนละเรื่องกับที่พระพุทธเจ้าสอน  

หลวงปู่ชาบอกว่า คำว่า อนิจจัง คือ ไม่แน่ ไม่เที่ยง  คำเดียวนี่แหละทำให้ถึงซึ่งพระนิพพาน ดับทุกข์ได้  แต่น่าอนาถที่น้อยคนนักจะเชื่อท่าน  เรานี้พอมาเห็นว่าอะไรเป็นอะไร จึงเชื่อท่านสนิทใจ ไม่สงสัยอีกเลย  หลวงปู่ชาสอนว่า  เห็นอารมณ์อะไรเกิด มันก็ไม่แน่ทั้งนั้นแหละ  เห็นอย่างนี้เนืองๆ  จิตมันจะคลาย  คลายจริงๆ  นะ  ประกอบกับสติที่เราฝึก  ไม่ว่าจะรู้เท่าทันลมหายใจ ยืน เดิน นั่ง นอนให้รู้ มันเสริมกันไปหมด  สติมากเท่าใด สมาธิคือ  ความตั้งมั่นของจิตก็เจริญมากขึ้น ปัญญาก็เห็นชัดๆ ทั้งสติ สมาธิ ปัญญา มันจะเสริมซึ่งกันและกัน และจะทำให้รู้เห็นธรรมได้อย่างรวดเร็ว  ปัญญาที่ว่าคือ  เห็นอะไรก็อนิจจัง ไม่แน่ ไม่เที่ยงนี่แหละ  ขายของขาดทุน อารมณ์ไม่ยินดีก็มาแล้ว พิจารณามันให้เห็นว่า เออ มันไม่แน่ ไม่เที่ยงหรอก  

หลวงตามหาบัวบอกว่า ถนัดแบบไหนใช้แบบนั้น จะเอาคำว่าอนิจจังก็ได้ ทุกขัง คือ เออ !  เอ็งทนไม่ได้หรอก เดี๋ยวต้องเสื่อมต้องดับไปเป็นธรรมดาแค่นั้นแหละ ไม่มีอะไรหรอก  หรือจะอนัตตา หาแก่นสารตัวตนไม่ได้ อะไรที่มันเกิดดับๆ มันมีตัวมีตนที่แท้จริงไหม เหมือนปราสาททรายนั่นแหละ  ขึ้นชื่อว่าสังขารคือ  การปรุงแต่ง มันเป็นอนัตตาคือ  หาแก่นสารตัวตนที่แท้จริงไม่ได้สักอย่าง อย่าหมายมั่นเลย  เจ้านายชมวันนี้ แหม มันสุขเหลือเกิน นั่น หลงเข้าไปจ้องไปรัดมันอีกแล้ว ออกมา  ตอนรู้สึกตัวออกมา ตอนนั้นเขาเรียกว่า สติ   พอออกมาปั๊บจะเห็นอารมณ์ยินดีที่เจ้านายชมค้างเติ่งอยู่ นั่นตรงนั้นจุดตายเลย พิจารณาไตรลักษณ์เข้าไป มันเป็นอนิจจังนี่ เพราะมันจะดับไปให้เห็นอยู่เฉพาะหน้านั่นแหละ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ   ถ้าไม่ออกมาจากอารมณ์ จากเวทนา จะไม่เห็นเวทนาดับไปให้เห็น  ถ้าเราฝึกสติมาดี เวลามีเวทนาไม่ว่าสุขหรือทุกข์ จิตมันจะออกมา อาการของจิตที่ออกมาจะมีลักษณะตื่นรู้ สงบ  ถ้าทำแบบนี้ได้แสดงว่า จิตเริ่มกอดรัดเวทนาน้อยลงแล้ว  จิตจางคลายลงบ้างแล้ว  ตอนจ้องไม่ผิด ผิดตอนเข้าไปกอดรัดมัน

ถ้ารู้เรื่องของมัน จะไม่เข้าไปกอดรัด  หรือพิจารณาให้เห็นโทษของเวทนาก็ได้ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์  สุขก็เหมือนขนมหวานเคลือบยาพิษ  

การแต่งงานเหมือนมีสุข จริงๆ สุขไหม พิจารณาดูดีๆ อย่าหลอกตนเอง  หากเห็นชีวิตการแต่งงานเป็นสุขแสดงว่า ยังเป็นบัวใต้ตมอยู่  หลวงปู่ชาบอกว่า ครอบครัวมันจะสุขได้อย่างไร อะไรที่ครอบไว้มันก็ไม่อิสระแล้ว  ถ้าเห็นว่าถูกครอบอยู่ เป็นทาสอยู่ เป็นสุข ก็คงยากที่จะโปรดแล้ว  มีรถคันใหม่ มันเหมือนจะสุข มันสุขแป๊บเดียว ที่เหลือยู่ดูสิ สุขหรือทุกข์  คอยเป็นห่วง ใครมาชนรถป้ายแดง แหม มันทุกข์เหลือเกิน  มีลูก มันก็สุขประเดี๋ยวประด๋าว   ทำไมพระพุทธเจ้าตั้งชื่อลูกว่า ราหุลล่ะ  ตอนพระพุทธเจ้าสอนปัญจวัคคีย์ ท่านก็ไม่ได้สอนอะไรมาก จริงๆ ท่านสอนเรื่องเวทนานี่แหละ  ท่านบอกสุขนั้นน่ะ อย่าไปข้องเกี่ยว (กามสุขขัลลิกานุโยโค)  

ส่วนทุกข์ก็เหมือนกัน อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องเลย (อัตตกิลมถานุโยโค)  สองทางนี้ สมณะไม่ควรเดิน  พระโกณฑัญญะฟังอย่างนั้น ด้วยความมีปัญญา จิตท่านที่เคยจ้องสุข  จ้องทุกข์ กอดรัดสุขและทุกข์อยู่ไม่ยอมปล่อยเลย ก็อออกมาจากสุขจากทุกข์ มาตั้งมั่น มาจ้องอยู่ แต่ไม่เข้าไปกอดไปรัดเหมือนเดิมอีกต่อไป มาจ้องมาเห็นว่า เวทนาทั้งปวง ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ มันเกิดเป็นธรรมดาแล้วดับเป็นธรรมดา  ยัง  กิญจิ  สมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง  นิโรธะ  ธัมมันติ  จะถือเป็นเรา ของเราได้เสียที่ไหน  ท่านก็ได้แต่จ้อง แต่เลิกกอดเลิกรัดเสียตั้งแต่บัดนั้น จนวันปรินิพพาน  คาถาสำหรับท่านที่ถามมาวันนี้ก็คือ จ้องได้แต่อย่าเข้าไปยึด  เพราะสิ่งที่ท่านยึดมันไม่เที่ยง 

ลองเอาคำถานี้ไปใช้สักเดือน จะเห็นความอัศจรรย์เกิดในใจท่านแน่นอน  จะเห็นว่า ใจท่านจะเป็นอิสระจากอารมณ์มากขึ้น ยิ่งเป็นอิสระมากเท่าใด จะสงบ เยือกเย็นมากเท่านั้น  เป็นการสงบด้วยปัญญา 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *