ถาม-ตอบ

คนที่เคยฝึกจิตสงบ ฝีกเพ่ง ง่ายต่อการเห็นธรรม เพียงแค่พลิกนิดเดียว

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์  2559

 

ท่านทรงกลด  :  วันนี้เป็นวันโกน มองออกไปนอกบ้านเห็นพระจันทร์เต็มดวง ตั้งแต่สมัยเด็กๆ เห็นพระจันทร์เต็มดวงที่ใด มันอยากนั่งสมาธิ เดินจงกรมจริงๆ สมัยอยู่ ม. ๑ ม. ๒ เดินจงกรมทั้งคืน จนแม่พ่อนึกว่าผมเป็นบ้าไปแล้ว วันพระถือศีลแปดตลอดพรรษา 

ก่อนเข้าเรื่อง ขอเรียนสักนิดนึง ธรรมที่ผมแสดง ผมแสดงแบบพระพุทธเจ้า หรือพระสาวกแสดงในสมัยพุทธกาลคือ แสดงให้เห็นธรรมตามความเป็นจริง ดังนั้นโปรดตั้งใจฟัง สงบความคิดความรู้ที่ร่ำเรียนทั้งหมด ถ้าฟังไปดูละครไป ขอให้ปิด หยุดคุยกับคนรอบข้างสักครู่ 

เคยมีครั้งหนึ่ง (น่าเสียดายมาก) มีปลายปีที่แล้ว เมื่อผมเข้าไปแสดงธรรมในกลุ่มธรรมกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง จริงๆ ไม่ได้แสดงอะไรมาก พอดีสมาชิกปฏิบัติเหมือนจะติดอะไร ตั้งกระทู้ไว้ แล้วไม่มีคนตอบ ผมเห็นแล้วนึกเมตตาเลยเข้าไปตอบให้ คราวนี้เขาซักใหญ่ ผมก็ตอบใหญ่ ไลน์ดังปึ๊งๆ ๆ ๆ ปรากฏว่า มีคนออกจากกลุ่มไลน์นั้นไปประมาณสามสี่คน เขาเลยมาถามในไลน์ส่วนตัว แล้วก็มีนักปฏิบัติผู้หญิงคนหนึ่งก็มาถามในวันหลัง แต่งชุดขาว ผมก็แสดงเหมือนที่แสดงให้ท่านฟังนี่แหละ สักพักหนึ่ง เขาอุทานมาว่า อาจารย์ น้ำตาหนูไม่รู้มาจากไหน หนูปิติมากเลยตอนนี้ ธรรมมันไปโดนข้างในใจเขา  ผมก็รอสักพัก แต่เขาไม่สามารถระงับปิติได้ จึงต้องหยุดการแสดงธรรมไปโดยปริยาย น่าเสียดายจริงๆ เพราะถ้าเขาระงับสงบซึ่งปิติได้ สิ่งที่จะตามมาก็คือสมาธินั่นเอง (สัมมา) สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา เขาตั้งใจฟังด้วยสติ คิดพิจารณาตามคือธัมมวิจยะ ด้วยความต่อเนื่อง (ไม่ได้ฟังไปดูทีวีไป) จึงเกิดปิติขึ้น แต่ไปไม่ถึงปัสสัทธิ (คือความสงบระงับ) 

การฟังธรรม สามารถเห็นธรรมได้ผมรับรอง ถ้าฟังแล้วจิตเราเห็นสภาพรูปนาม  ขันธ์ห้า  อารมณ์ตามความเป็นจริง จิตผละออกจากอารมณ์มาตั้งมั่นอยู่ได้ จะเห็นธรรมเหมือนอย่างที่พระอัญญาโกณฑัญญะ  จิตท่านผละออกจากอารมณ์ความสุขและความทุกข์มันเป็นชั่วขณะจิตเดียว แต่อย่างที่บอก มันไม่มีสัญญาณล่วงหน้าหรอกว่า เมื่อใดจะเห็น  หากท่านมีพื้นในการฝึกสมาธิ จิตเคยมีกำลังมาบ้างแล้ว จะง่ายต่อการเห็น อย่างพวกปัญจวัคคีย์ ตอนหนีพระพุทธเจ้าไปอยู่ป่าอิติปตนมฤคทายวัน คิดว่าท่านไปนอนเล่นเฉยหรือ เปล่าเลย ท่านก็ไปเข้าฌานแบบพราหมณ์ของท่านนั่นแหละ สังเกตสิ ทำไมพระพุทธเจ้า พอตรัสรู้เสร็จ จึงนึกถึงอุทกดาบสกับอาฬารดาบสก่อน เพราะสองท่านนี้ จิตสงบเป็นปกติอยู่ จึงง่ายที่จะเห็นธรรม พอสองท่านตายแล้ว จึงนึกถึงปัญจวัคคีย์ ทำไมคนที่เคยฝึกจิตสงบ ง่ายต่อการเห็นธรรม เพราะเขาเคยทำให้จิตหนีอารมณ์ได้แล้ว ด้วยกำลังการเพ่งบริกรรม เพียงแค่พลิกนิดเดียวให้เห็นว่า อารมณ์นั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หาแก่นสาร จะถือเป็นเรา  ของเราไมได้ เมื่อจิตผู้นั้นเห็นตามจริงเช่นนี้ จิตที่เดิมมีกำลังหนีอารมณ์ได้แล้ว ก็เพียงแต่สลัด(ลอกคราบ) อารมณ์ออกจากใจเพราะความเห็นชอบ เสมือนงูลอกคราบฉะนั้น เสมือนพระจันทร์แหวกตนเองออกมาจากเมฆหมอกแห่งอารมณ์ฉะนั้น เพราะเห็นว่า เมฆหมอกหาใช่เรา เราหาใช่เมฆหมอกไม่ 

การจะทำความเห็นชอบให้เกิดก็ต้องเจริญสติปัฏฐานสี่ นี่คือทางเดียว เอโก มัคโค ถ้าสิทธัตถะไม่เคยเจริญสติปัฏฐานสี่ ไฉนจะเห็นธรรมได้แล้ว การเดิน ยืน นั่ง นอน ก็คืออิริยาบถบรรพ เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เมื่อเราเดินจงกรม ไม่ว่าจะกำหนดอะไร หากอิงสติไว้ก็ไม่ผิดทั้งสิ้น ท่านจะเดินแล้วรู้ทันลมหายใจเข้าออกก็ได้ เพราะ “รู้” ก็คือสติ ท่านจะเดินแล้วรู้ว่าเท้าซ้ายเดิน ย่าง เหยียบ เท้าขวายก ย่าง เดิน เหยียบก็ได้ ขอเพียงให้อยู่กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็พอ แต่ไม่ต้องถึงขนาดยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ เพราะอาจจทำให้จิตท่านไปเพ่งอยู่กับคำว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ใช่สติแล้ว ให้ระวัง หรือจะเดินไปพิจารณาอาการสามสิบสอง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็ได้ 

สำหรับผมตอนปฏิบัติ จะชอบเดินให้รู้ว่าเดิน ย่าง เหยียบ ให้อยู่กับรู้ อย่าไปอยู่กับเท้าหรืออาการที่เดิน มันจะยากสักหน่อยสำหรับคนเริ่มปฏิบัติ แต่เมื่อใดที่จิตท่านเริ่มเรียนรู้ อยู่กับรู้ได้ จะไม่ยากอีกต่อไป  บางทีก็เดินพิจารณาอาการสามสิบสองไปกลับ ผมรอบหนึ่ง ขนรอบหนึ่ง เล็บรอบหนึ่ง ฟันรอบหนึ่ง หนังรอบหนึ่ง จนถึงมัตถะเกมัตถะลุงคัง เยื่อสมอง แล้วท่านจะพบความจริงอยู่ข้อหนึ่งว่า ไอ้ที่จิตมันฟุ้งซ่านนี่มันจะค่อยๆ สงบๆ ลงเอง เรียกว่า สงบด้วยปัญญา ด้วยสติ มันเป็นอย่างน้ันจริงๆ ถ้าท่านไม่ลองทำ ท่านก็จะไม่รู้ และจะนึกสงสัยอยู่เรื่อยไป นี่คือการเดินจงกรม

หากขณะนั้นจิตมารับรู้ลมหายใจเข้าออกก็ให้อยู่ตรงนั้นก็ได้ คือสติเหมือนกัน ส่วนเวลานั่งสมาธิ ผมก็จะพิจารณาอาการสามสิบสองบ้าง ใช้อานาปนสติบ้าง เมื่อสติมีกำลัง (จิตเริ่มเบา สงบ) ก็พิจารณาอารมณ์ทั้งปวงที่เกิดเฉพาะหน้าในขณะนั้น 

อย่างที่ผมเคยบอกนั่นแหละ ความสงบอันเกิดด้วยปัญญานี้ มันไม่ใช่ทำปั๊บแล้วได้ปุ๊บ มันไม่ใช่ทีวีฮิตาชินะ พอเปิดปุ๊บก็ติดปั๊บ มันต้องใช้เวลา ต้องเพียรติดต่อกัน สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ…

ขออนุญาตเล่าความฝันแปลกๆ ให้ฟัง ใครฟังแล้วจะออกจากกลุ่มไปก็ไม่เป็นไร เพราะธรรมที่ผมแสดงในวันนี้ คงจะหยั่งลงในใจท่านไม่มากก็น้อย พอจะติดตัว (ใจ) ไปในภพหน้าบ้างล่ะ ปกติถ้าเป็นเมื่อก่อน หากผมฝันแปลกๆ จะบันทึกไว้ในสมุดส่วนตัว ไม่กล้ามาเล่าให้ใครที่ไหนฟัง แต่สำหรับท่าน (ผมอาจจะทึกทักไปเอง) ผมมีความรู้สึกไม่ใช่ใครอื่น ตลอดห้าเดือนที่ผ่านมา ผมรู้สึกได้ถึงกระแสความรักความเมตตาที่เรามีให้ต่อกัน รู้สึกเหมือนญาติพี่น้องจริงๆ ดังนั้น หากใครอ่านแล้ว รู้สึกไม่ค่อยดี โปรดอภัยให้กระผมนะครับ เพียงแต่อยากจะเล่าเท่านั้นเอง และคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มนี้กระมัง                            

เมื่อหลายวันก่อน ก่อนตื่นนอนใกล้รุ่งของวันที่ ๑๗ มิถุนายน 2559 ผมฝันไปว่า ได้พบพระพุทธเจ้าในอดีตมากมายคณานับ (พระพุทธเจ้าก่อนพระพุทธเจ้าเรา มีมาตรัสรู้มากมาย โดยในสมัยภัทรกัปเรานี้ จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ห้าพระองค์ มีพระศรีอาริยองค์สุดท้าย) ในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น มีอยู่องค์หนึ่งแปลกมาก พระองค์ประทับอยู่ตรงกลางเหล่าพระพุทธเจ้าทั้งหมด ขณะนั้นจิตก็บอกว่า นี่คือพระพุทธเจ้าองค์แรก คือพระปฐมพุทธเจ้า แล้วองค์ที่อยู่ตรงกลาง หรือที่เกิดรู้ขึ้นมาว่า นี่คือองค์พระปฐม ก็บอกผมว่า ให้อยู่นานๆ นะ จะได้ช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนาก่อน เสียงนั้นยังก้องหู (จิต) ผมเลย แม้ขณะนี้ ก็แปลกดี เลยมาเล่าสู่กันฟัง ตอนนั้นผมเองก็คิดจะหยุดแสดงธรรมไปสักพักเหมือนกัน ก็ไม่มีอะไรครับ นี่แหละฝันแปลกๆ ของผมล่ะ อาจจะเป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระก็ได้ อย่าได้หมายมั่นในฝัน แค่เอามาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น โปรดอย่าถือสา ให้อ่านผ่าน ๆ ไป

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *