ถาม-ตอบ

อาหาเรปฏิกูลสัญญา

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559

 

ผู้ปฏิบัติ  :  การพิจารณาอาหารทำอย่างไรคะ

ท่านทรงกลด  :  สมัยเด็กๆ ก่อนกินอาหาร ผมจะพิจารณาอาหารให้เป็นสิ่งปฏิกูลเสมอ เรียกว่า อาหาเรปฏิกูลสัญญา  จิตมันชอบมาตั้งแต่เด็กๆ  เรื่องการภาวนา เมื่อพิจารณาไปๆ จิตจะมีกำลัง  จิตที่มีกำลังเมื่อพิจารณาเห็นจริงตามนั้น จิตก็ค่อยๆ ถอนความเห็นผิด ถอนความยึดมั่น (อุปาทาน) ออกมา ยิ่งพิจารณากายเห็นชัดว่า เป็นของไม่สะอาด ปฏิกูล (มันจะปรากฏให้เห็นภายในใจของผู้ปฏิบัติ) เป็นเพียงแต่ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกัน จิตก็จะถ่ายถอนคลายตัวออกมา เมื่อพิจารณาไปเรื่อยๆ บางทีจิตก็จะไปพิจารณาอารมณ์ คือ เวทนา สุข บ้าง ทุกข์บ้าง ความคิดปรุงแต่งต่างๆ ที่เกิดในขณะนั้นบ้าง เรื่องราวเก่าๆ ที่ผ่านมาบ้าง (สัญญา) จิตก็เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า บรรดารูปนาม ขันธ์ห้า อารมณ์นี้ ต่างก็เกิดแล้วเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) จิตก็เบื่อหน่ายคลายกำหนัด คลายความยึดมั่นออกมาในขณะนั้น ถ้าคลายหมด ก็บรรลุอรหัตผล คลายไม่หมดเหลืออยู่หน่อยก็อนาคามี คลายเหลือครึ่งหนึ่งก็สกิทาคามี คลายลงนิดหนึ่งก็โสดาบัน

การคลายตัวของจิตที่เมื่อพิจารณาเห็นความเป็นจริงด้วยจิตที่มีกำลังอันเกิดจากสมถะมันจะคลายในลักษณะตั้งมั่น ไม่ใช่คลายตัวรวมดิ่งลงไป ผมถึงบอกเสมอว่า จิตรวมกับจิตตั้งมั่นคนละเรื่องกัน

จิตตั้งมั่นจะเกิดปัญญา จิตรวมจะไม่เกิดปัญญา

จิตตั้งมั่น คือ สัมมาสมาธิ จิตรวมไม่ใช่สัมมาสมาธิ

สมาธิที่จะทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงคือ สัมมาสมาธิเท่านั้น นอกนั้นไม่ใช่ ดังนั้น พวกที่ฝึกสมถะ แม้จะเข้าฌาน จิตรวมได้วันละหลายๆ ครั้ง หากไม่ถอนจิตออกมาพิจารณารูปนาม ขันธ์ห้าก็ยังโง่เหมือนเดิม ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะเริ่มฝึกสมถะ สมาธิ (ตามที่ท่านเข้าใจ) มาแบบใด ไม่ว่าพุทโธ สัมมาอรหัง หรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อจิตเบา สงบ มีกำลัง ขอให้ออกทางปัญญา คือ เอากำลังจิตตรงนั้นมาใช้เจริญวิปัสสนา ซึ่งตรงนี้ พระป่าสายหลวงปู่มั่นจะเดินทางนี้เป็นส่วนใหญ่ ท่านเริ่มสอนให้พุทโธก่อน ซึ่งไม่ผิดแต่ประการใด แต่เมื่อได้พุทโธแล้ว อย่านอนตายอยู่ในนั้น (เหมือนอย่างที่หลวงปู่มั่นเดินไปเตือนหลวงตามหาบัว) จริงๆ แล้ว เมื่อจิตมีกำลัง ในขณะที่ไม่รวมตัว แล้วเอามาพิจารณารูปนามโดยให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขณะนั้น แท้จริงแล้ว เป็นการเปลี่ยนจิต ยกจิตขึ้นสู่สติปัฏฐานสี่นั่นเอง เมื่อเอามาพิจารณากาย ก็คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน  พิจารณาอารมณ์ หรือพิจารณาเวทนาที่เกิด ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ นั่นคือเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขณะที่จิตที่ถอนออกมา คิดโน่นคิดนี่ คิดปรุงแต่ง (แต่ไม่ปรุงแต่งมาก เพราะมีอำนาจสมถะคุมอยู่) จิตจะเห็นคิด นี่คือ จิตตานุปัสสนา ส่วนธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี่มาหลังสุด มาหลังจากที่เห็นธรรมแล้ว จิตจะพิจารณาเองโดยอัตโนมัติ           

ในอานาปานสติสูตร (ซึ่งต่างจากอานาปานสติที่พระอรรถกถาจารย์แต่งไว้) จุดมุ่งหมายคือ การหลุดพ้นเป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาอยู่ในตัว กล่าวโดยย่อ (เพราะถ้ากล่าวโดยละเอียด ได้ประมาณสามวัน) เมื่อจิตสงบ จิตอยู่กับลม กับสติ เมื่อทิ้งลม ก็เหลือสติ เมื่อจิตอยู่กับสติ ประคองจิตไว้กับสติ อารมณ์ใดๆ เกิดก็รู้ รู้ รู้เท่าทัน จนตั้งมั่นได้ จะเห็นอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด แยกออกไป ตอนนั้นจิตจะเป็นสัมมาสมาธิ จะเห็นชัดเลยว่า รูปนาม ขันธ์ห้า อารมณ์ หาใช่เรา ใช่ตัวตนอะไรไม่ สักแต่เกิดเป็นธรรมดาแล้วดับเป็นธรรมดา และจะพบตนเอง เห็นจิตเห็นใจของผู้เป็นเจ้าของนั่นแหละ เห็นว่าจิตปรุงแต่งอารมณ์ก็จริง แต่อารมณ์ที่จิตปรุงแต่งขึ้นมานั้น หาใช่ตัวจิตไม่ มันคนละอันกันอย่างชัดแจ้ง เหมือนตาเห็นรูปทีเดียว แต่บรรยายไม่ถูกว่าเห็นอย่างไร ต้องเห็นเอง นั่นคือ อานาปานสติ 

ส่วนจตุธาตุววัฏฐาน คือ การพิจารณากายให้เห็นเป็นธาตุทั้งสี่ ก็อยู่ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเหมือนกัน แต่ถ้าในสมถะ เขาจะพิจารณาจนเห็นเป็นภาพนิมิตติดตาขึ้นมา เกิดฤทธิ์ เกิดเดชได้นะ พระบางรูป พอนึกถึงร่างกายเห็นเป็นธาตุพรึบขึ้นมา ตอนนั้น ราคะ โทสะ หายไปหมด ก็เข้าใจว่าตนเองบรรลุอรหัตผลก็มีมากนะ จริงๆ ตอนนั้น มันเป็นฌาน หาใช่ปัญญาแต่อย่างใดไม่ แต่เป็นฌานที่ฝึกจนคล่อง เรียกว่า วสี อันนั้นคือ เข้าถึงจิตเดิม ที่เป็นความว่างอยู่ แต่ยังไม่เกิดปัญญาชัดแจ้ง แต่จะนำไปสู่ปัญญาที่ชัดแจ้งได้ในภายหลัง 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *