ถาม-ตอบ

เตโชวิปัสสนา

แสดงธรรม กลุ่มต้นบุญ  เมื่อวันที่  21 เมษายน 2559

 

ท่านทรงกลด วันนี้วันพระจะสนทนาเรื่อง เตโชวิปัสสนาที่หลายคนกำลังหลงอยู่ให้ฟัง  ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่า เมื่อตอนเย็นได้คุยโทรศัพท์กับคุณแม่ คุณแม่บอกว่า แม่ค้าขายผักบุ้งที่ตลาดขอหนังสือไปอ่าน บอกว่า เขียนเข้าใจง่าย ชอบมาก เขาเป็นนักปฏิบัติ เลยขอเอาไปให้พี่ชายและคนที่บ้านอ่านกัน เขาบอกว่า หนังสือดีมาก เขาปฏิบัติกันทั้งบ้านเลยนะ  เลยทำให้คิดได้ว่า ธรรมะนี้ไม่เข้าใครออกใคร ใช่ว่าจะร่ำรวยมหาศาลแล้วจะรู้ธรรมะนะ  

นึกถึงครูคนหนึ่ง  ผมส่งหนังสือไปให้อ่านเพราะรำลึกในบุญคุณ ครูอายุจะเจ็ดสิบแล้ว ชอบสวดมนต์ไหว้พระและรวยมหาศาล ครูไลน์มาบอกว่า อ่านจบแล้ว ไม่รู้เรื่องเลย  เลยได้แต่คิดว่า ธรรมะนี้ของใครของมันจริงๆ  และชี้แนะกันไม่ได้เหมือนกันหมดทุกคน  บางคนเราชี้แนะด้วยเมตตาให้เห็นว่า  ที่ทำอยู่มันไม่ถูก ไม่ควรทำ  ก็เข้าใจว่า  ไปยุ่งกับกรรมของเขาอีก สมัยนี้คนสมัยใหม่มีเยอะนะ อะไรเก่าๆ ดูคร่ำครึ  โบราณก็ไม่เอา ไม่เข้าท่า  การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน  พอพูดถึงอานาปานสติก็จะถูกมองว่าโบราณ  คร่ำครึ  ต้องมีแนวทางการปฏิบัติใหม่ๆ ภาษาการตลาดเรียกว่า สร้างความแตกต่างของสินค้า  

มีนักปฏิบัติท่านหนึ่ง เป็นผู้พิพากษา รู้จักกับผมมาตั้งแต่ยังไม่เป็นผู้พิพากษา ผมส่งหนังสือไปให้เพื่อนที่เคยบวชที่อินเดียคนหนึ่งที่ศาลแห่งหนึ่งอ่าน เขาบอกว่า ท่านนี้ก็ชอบปฏิบัตินะ ขอฝากเขาหนึ่งเล่ม  เลยส่งไปให้อ่านด้วย  เขาบอกว่า พอได้หนังสือมา ไม่ต้องทำอะไรเลย ก้มหน้าก้มตาอ่านด้วยความอยากรู้  และทนไม่ได้ ขอโทรศัพท์มาคุย ผมเลยอนุญาตเพราะเห็นเป็นเพื่อนกันมา  ท่านเป็นผู้หญิง ภาวนามานานเหมือนกัน เวลาภาวนาจิตเข้าไปไปติดล็อคอยู่ข้างใน ตัวแข็งทื่อ  ออกมาไม่ได้ เกิดความกลัวตาย  พอภาวนาก็เป็นอีก  ไปถามพระที่ไหนก็แก้ไม่ได้  พระบางรูปบอกว่า นั่นมันฌานสามแล้วนะ ทนอีกหน่อย จะถึงฌานสี่แล้ว  

เขาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ของวัดแห่งหนึ่ง ประมาณสี่สิบเล่ม  บอกว่า ธรรมะครูบาอาจารย์ไม่ให้อ่าน ของแท้ต้องมาจากพระโอษฐ์เท่านั้น  สำหรับเพื่อนท่านนั้น ผมบอกว่า ถ้าตัวแขงทื่อ กลัวตายอยู่แบบนั้น ไม่ใช่ทางแล้ว ไม่มีสติเลย ถ้ามีสติ มีความรู้สึกตัวจะไม่กลัว ถ้ากลัวแสดงว่า ขาดสติ  ถ้ามีสติที่เข้มแข็ง จิตจะออกจากความกลัวมาอยู่กับสติ ความกลัวอันเป็นการปรุงแต่งของจิตอย่างหนึ่งก็ดับไป  แล้วก็แนะให้เขารู้ลมหายใจเข้าออกแทน  ให้พิจารณากายให้มากๆ  ดูเวทนาบ้าง  และพูดอะไรอีกมากมายให้เขาได้สติกลับมา จนเขาบอกว่า ขอบคุณที่แก้ให้เขาได้ พระยังแก้ไม่ได้เลย  จะขอเดินตามแนวทางที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ  

ตอนแรกเลย เขาหลงใหลในหนังสือสี่สิบเล่มนั้นมาก  บอกว่า  มีการอัดซีดีเอาไปเปิดให้คนใกล้ตายฟังแล้วสามารถบรรลุอนาคามีก่อนตายได้เลย   มีวิธีได้พระอนาคามีก่อนตายด้วยง่ายนิดเดียวและมีคนได้มาเยอะแล้วแต่ไม่หวังพึ่งคนอื่น  ต้องพึ่งตน  พึ่งธรรม  ท่านได้อ่านพุทธวจนล้วนๆ บ้างไหมที่ไม่ใช่คำของสาวก  พระพุทธเจ้าสอนให้เอาจิตมาอยู่ที่กายบ่อยๆ เพื่อทิ้งอีกสามขันธ์  แล้วค่อยทิ้งจิตอีกที  เคยได้ยินได้ฟังมาบ้างไหมคะ 

นี่คือถ้อยคำที่เขาถามมาในไลน์ครั้งแรกที่คุยกัน  ขออภัยหากทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดไม่สบอารมณ์  ธรรมะนี้ถ้าจะเอาแต่สิ่งที่ชอบใจอย่างเดียว คอยโอ้โลม ยกย่อง ชมเชย อันนี้ไม่ใช่ธรรมะแล้ว  ชอบแต่คำยอ ไม่ชอบคำติ  อยากให้คนสรรเสริญ แต่ไม่อยากให้คนด่า  ก็เหมือนอยากมีสุข แต่ไม่อยากมีทุกข์   อันนี้ไม่มีทางรู้ธรรม  เห็นธรรมได้เลย 

คนส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนี้แหละ มักจะหนีความไม่ชอบใจไปหาสิ่งที่ชอบใจ  ห้องนี้ไม่น่าชอบใจก็หนีไปห้องโน้น ห้องโน้นไม่ชอบใจอีกก็หนีไปอีกห้อง ไม่ชอบใจอีก  ก็หนีไปอีก  ชีวิตจึงมีแต่หนี  มีแต่แพ้  แพ้ใจตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางชนะใจตนเองได้เลย  ดังที่พระพุทธเจ้าสอนพระอานนท์  พระอานนท์กราบทูลให้พระองค์หนีไปเมืองอื่น เมืองนี้เขาไม่ใส่บาตร  พระพุทธเจ้าถามกลับว่า อานนท์ ถ้าชาวเมืองนั้นไม่ใส่บาตรอีกเล่าจะทำอย่างไร  ก็หนี หนีอีกสิพระพุทธเจ้าข้า  ถ้าหนีไปอีกเมือง เขาไม่ใส่บาตรอีกล่ะอานนท์  ก็หนีอีกพระพุทธเจ้าข้า   อานนท์ มันไม่ใช่อย่างนั้น  พระพุทธเจ้าบอก  การหนีไม่ใช่การแก้ปัญหา  ปัญหาเกิดที่ไหนต้องแก้ที่นั่น  เราไปบิณบาต เราไม่ได้แสวงหาลาภสักการะ แต่เราไปโปรดสัตว์  พระอานนท์จึงเข้าใจ  

หลวงปู่ชาก็หนีหมู่คณะไปนั่งเงียบๆ อยู่ในป่ารูปเดียว นึกว่า มันจะสงบ  มันก็ไม่สงบ  เอาสำลีมาอุดหู ไม่ให้ได้ยินเสียง หวังจะสงบ  มันก็ไม่สงบ  แล้วเกิดปัญญาว่า ความสงบ  ไม่สงบ มันอยู่ที่ใจนี้  ไม่ได้อยู่ที่ใครคอยพูดให้สงบ คอยพูดให้ชอบใจ  ไม่ได้อยู่ที่เสียง  ถ้าทำใจสงบได้ด้วยปัญญาจะอยู่ที่ไหนก็สงบ  

ผมก็บอกเพื่อนผู้พิพากษาท่านนั้นว่า  ให้หาหนังสือของหลวงปู่ชา หลวงปู่ดูลย์อ่านนะ  วางสี่สิบเล่มนั้นลงก่อนเถิด   แล้วเขาก็ยกพุทธวจนะบางเรื่องมาถาม ผมก็ตอบให้ไป และบอกเขาด้วยว่า เรื่องนี้ต้องผ่านตรงนี้แล้วจึงจะเข้าใจ หากไม่ผ่าน ไม่ถึง ไม่มีวันเข้าใจ ถ้าเข้าใจก็เป็นความคิด เป็นสัญญาเท่านั้นเอง  ที่เขาอธิบายกันอยู่ตามที่ยกมาเป็นความคิด  ความเข้าใจทั้งนั้น ไม่ใช่ความเห็น (ญาณ) เลย  เขาเลยถึงบางอ้อ  บอกผมว่า มิน่า เขาคิดใคร่ครวญอยู่หลายปี ไม่เข้าใจเลย  มัวแต่ใคร่ครวญธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ลงมือปฏิบัติจริง  เลยได้แต่ความคิด  ความเข้าใจ  เหมือนพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ท่านไม่ได้ประกาศพระศาสนาหรือสอนอะไรมาก เพราะทรงท้อที่จะสอนเวไนยสัตว์  เห็นอะไรใหม่ เห็นแนวปฏิบัติใหม่ๆ คล้ายนวัตกรรมทางการปฏิบัติ ก็สนใจเชื่อกันง่ายมาก  

เรื่อง เตโชวิปัสสนานี้ ผมก็ลืมๆ ไปแล้วนะ  พอดีเห็นมีคนพูดถึงเลยนึกขึ้นได้ว่า เคยไปเจอหนังสือ  ฆราวาสบรรลุธรรม
เห็นเป็น  Best Seller  หยิบมาอ่านๆ ดู แล้วก็วาง  ทำให้นึกถึงหลายปีก่อน หยิบหนังสือ  เจ็ดเดือนบรรลุธรรม  ขึ้นมาอ่านที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่ง  ความรู้สึกเดียวกัน  ต้องขออภัยที่พูดตรงๆ  เดี๋ยวนี้ แสดงธรรมไปต้องคอยขอโทษไปนะ  แต่น่าแปลกไหมครับที่มีคนเลื่อมใสกันมากมาย  ผมบอกแล้วว่า อะไรที่ไม่อิงสติปัฏฐานสี่นี้ก็ขอให้ระมัดระวัง  ถ้าเตโชวิปัสสนาเป็นทางลัดสู่พระนิพพานจริง ทำไมพระพุทธเจ้าไม่แสดงไว้  ทำไมต้องให้สมเด็จโตสื่อมาบอกคนเขียนหนังสือ  พระพุทธเจ้ากับสมเด็จโต  เราจะเชื่อใคร  จะสมเด็จโตจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ได้  เรื่องนิมิต ถ้าไม่ออกทางปัญญา ควรระมัดระวังให้มาก จะเป็นบ้ากันไปได้  การเอาจิตเพ่งกายให้เป็นไฟเพื่อเผากิเลสนี้พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนนะ  ถ้าคนมีปัญญาอ่านพบ จะรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ แล้ว  นี่คือคนที่มีหลักในการภาวนาแล้วนะ อ่านปุ๊บจะดูออกเลย  แล้วอ้างพุทธพจน์เกี่ยวกับความเพียรเผากิเลส  พระพุทธเจ้าสอนเรื่อง ความเพียรเผากิเลส แต่ไม่เคยสอนว่าเตโชคือไฟเผากิเลส  เมื่อเรามีสติอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่อง หรือรู้เท่าทันอารมณ์อย่างต่อเนื่อง กิเลสที่ไหนจะเข้ามาหาจิตได้  เพราะสติเป็นเครื่องกางกั้นกิเลส  พอสติมั่นคงเข้าเพราะเราเพียรเต็มรอบของมัน กิเลสมันก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อทำอะไรไม่ได้ มันก็ดับไป  จริงๆ ไม่ได้เผาหรอก เพราะกิเลสนั่นแหละมันจะเผาตัวมันเอง  หากจิตเราไม่เข้าไปยุ่งด้วย  มันเกิดแล้วเผาตัวมันเองแล้วดับไปเป็นธรรมดา ฉะนั้น  นี่คือความเพียรเผากิเลส  ไฟที่ไหนจะมาเผากิเลสได้  กิเลสหมดไปได้ก็ด้วยสติ ด้วยปัญญา   ทำให้นึกถึงพวกชฎิลสามพี่น้อง บูชาไฟ  คงเอาไฟเผากิเลสเหมือนกัน  แล้วเข้าใจว่า ตนเองเป็นอรหันต์กันหมด  ต่อเมื่อพระพุทธเจ้ามาทรมานจึงคลายความหลงออกมาได้  คงมองว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ทันสมัย ไม่รับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ กระมัง  แต่ลืมไปว่า ธรรมะนี้เป็นอกาลิโก  ทันสมัยอยู่เสมอ

ความเห็นว่า แม้กิเลสก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง นี่แหละคือปัญญา  เมื่อเห็นชัดแจ้ง (ในจิต) เช่นนี้ จิตก็ไม่เอากิเลส เมื่อไม่เอากิเลส กิเลสก็ดับไปคือ เผาตัวเองให้เห็นเฉพาะหน้า ฉะนั้น  หลวงปู่ดูลย์ก็เคยบอกว่า ไม่มีใครเอาอะไรไปดับกิเลสได้หรอก มีแต่จะรู้ทัน (ด้วยสติ ด้วยปัญญา) เมื่อรู้ทันมันก็ดับไป  เตโชวิปัสสนา จึงต้องอ่านหรือศึกษาด้วยความระมัดระวัง  แต่ทางที่ดีที่สุด ไม่ควรเข้าไปข้องแวะ เพราะไม่ใช่แนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน  ไม่ใช่มรรคมีองค์แปด  มรรคข้อไหนบ้างที่บอกว่า ใช้ไฟเผากิเลสพระพุทธเจ้าบอกว่า หากบุคคลเจริญมรรคมีองค์แปด โลกก็จะไม่ว่างเว้นจากพระอริยบุคคล

เตโชวิปัสสนากับมรรคมีองค์แปด ลองพิจารณาดูว่า มันใช่หรือไม่  อย่าเพิ่งเชื่อว่า ใช่หรือไม่ใช่ ให้ไปลองหาอ่านหรือศึกษาดูก่อน  (ถ้าสนใจ)  ถ้าจำไม่ผิด ผู้เขียนถึงขนาดบอกว่า มีหลวงปู่รูปหนึ่งมาในนิมิตบอกว่า  เธอคือนารีขี่ม้าขาวตัวจริงอะไรประมาณนั้น  ตามคำทำนายของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  ก็หวังว่า ทุกท่านในกลุ่มนี้คงไม่หลงไปด้วยนะ  ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล ห้ามกันไม่ได้

วันนี้คุยเรื่องเตโชวิปัสสนาที่กำลังมาแรง   ถึงบอกกับพวกเราว่า พวกเรานี้โชคดีที่ไม่หลงทาง ได้พบครูบาอาจารย์ที่สอนถูกมาแต่ต้น  ถ้าหลงเข้าไปแก้ยากมาก  อย่างเพื่อนผมใช้เวลาอยู่หลายวันทีเดียว  ก็ยังไม่รู้ว่าจะได้แค่ไหน  จิตมันติดฌานไปเสียแล้ว  ไม่ค่อยออกมา  ติดปิติ นั่งแข็ง สุข  อันตรายมากนะ  สมาธิแบบนี้หลวงปู่ชาก็เตือนพระเสมอว่า อันตรายนะ ต้องออกมาดูลมหายใจ ออกมาพิจารณากาย  เจริญสติให้มากๆ  หลวงปู่ชาจะเตือนเสมอ   การภาวนาพุทโธ  เมื่อจิตสงบก็อย่าไปติดตรงนั้น ให้ใช้กำลังจิตพิจารณากาย  ออกทางปัญญาอย่างที่หลวงตามหาบัวสอน  ท่านเคยเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งชื่อ ปัญญาอบรมสมาธิ ลองไปหาอ่านดู  เพราะคนอวดว่า มีปัญญาทางโลก แต่ทางธรรมปัญญาไม่มี  แล้วจะมีกระบวนการมาร์เก็ตติ้ง   มีการโปรโมทสินค้า  มีพรีเซนเตอร์  ชักนำคนให้มาสู่ทางที่ถูกต้อง สัมมามรรคนี้เท่ากับเราได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทุกข์คนหนึ่งนะ

ผมเคยมีเพื่อนสองสามคน ชอบไปหาอาจารย์ฆราวาส แบบนั่งทางใน ดูนั่น โน่น นี่  ให้  แล้วเรียกเงินทองเยอะๆ หมดไปหลายล้านทีเดียว  ดึงเขามาทางสายวัดป่าได้ ตอนนี้ไม่กลับไปอีกเลย  อาจารย์คนนั้นก็โกรธ ปล่อยของมาทำร้ายลูกศิษย์ที่คิดนอกใจ  กว่าจะรอดมาได้ ทุลักทุเลเลย  ตอนนี้โอเคแล้ว  พวกอาจารย์เหล่านี้จะมีฌาน  มีฤทธิ์  ทำเพื่ออามิส ตายไปก็ลงนรก กรรมมาตัดรอนไม่ไห้เข้าฌานก่อนตายได้  คนที่เขียนเตโชวิปัสสนา  ถ้าเขียนด้วยความหลงก็บาปอีกแบบ  ถ้าเขียนเพื่ออามิสก็บาปอีกแบบ  คงต้องดูกันต่อไป  ต่อไปคนอาจจะทิ้งสติปัฏฐานสี่ ทิ้งลมหายใจ ไปเข้าเตโชวิปัสสนากันหมดก็ได้นะ   เข้าคอร์สไม่กี่วันก็บรรลุธรรมแล้ว  ให้คนเขียนสอบอารมณ์ บอกว่า  ดีใจด้วยนะ เธอข้ามโคตรภู  เป็นโสดาบันแล้ว  เป็นสกทาคามีแล้ว  อันนี้เท่าที่อ่านผ่านๆ นะ  ของอย่างนี้ ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกหรอก   หลวงปู่ชาบอก มันเป็นสักขีภูโต ตนนั่นแหละเป็นพยานให้กับตนเองดีที่สุด ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกหรอก  สมัยนี้พระที่สอนการปฏิบัติถูกๆ ก็ไม่ค่อยมีใครฟังกัน   บางทีอุปโลกน์พระขึ้นมาเป็นอรหัตผล

เณรคำ ผมยืนอ่านที่แผงหนังสือในเซเว่น อ่านแล้วขำกิ๊กเลย  เห็นพระเข้าร้านหลุยย์ วิตตอง  มันต้องเผ่นแล้ว  นี่ปล่อยให้เณรหลอกไปหลายสิบล้านเลย   การปฏิบัตินี้จะเอาแต่ด้านถูกใจอย่างเดียวไม่ได้อย่างที่บอกไปนั่นแหละ  อะไรไม่ถูกไม่ต้องก็ต้อยคอยเตือนกัน  ถ้าเตือนไม่ได้ หลวงปู่มั่นนี่ตะเพิดออกจากวัดเลย  ถ้าสอนไม่ได้นะ  ส่วนใหญ่ก็โดนกิเลสกดหัวหลอกเอาไปกินเสียหมด คือ ออกจากกลุ่มไปด้วยอำนาจกิเลส  อย่างนี้ต้องแนะนำให้ไปสำนักเตโชวิปัสสนา  จะได้เอาไฟเผากิเลสให้สิ้นซากเสีย

ธรรมะนี่เขาสอนให้แก้ไขที่ตนเอง ถ้ามัวไปแก้ไขให้คนอื่นคอยพูดในสิ่งที่ชอบใจ อันนี้ไม่ใช่ธรรมะ แต่คือ  อธรรม คืออวิชชา  ความชอบใจก็เป็นกามสุขัลลิกานุโยค  ความไม่ชอบใจก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค  พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า สองอย่างนี้สมณะ หรือนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายไม่ควรเข้าไปข้องแวะ  ให้อยู่ตรงกลาง ทำใจให้เป็นกลางคือ ประคองสติไว้ เหมือนถือบาตรที่มีน้ำมันเต็มเปี่ยมอยู่  รักษาใจไว้เพียงข้อเดียวนี่แหละ ศีลเอย สมาธิเอย ปัญญาเอย มันก็อยู่ครบในตัวอยู่แล้ว  อย่าปล่อยใจวิ่งตามอารมณ์ยินดี ยินร้าย สุข ทุกข์ ให้มากนักเลย  ถ้ามันวิ่งตามมากนัก ก็ดึงกลับมาอยู่กับลมหายใจบ้าง มาพิจารณากายเสียบ้าง  อยู่กับสติ อยู่กับความรู้สึกตัวให้มาก  อารมณ์ใดๆ ไม่ว่าดีหรือร้าย มันก็มาแล้วไป ไม่จีรังอะไรกับใครทั้งนั้น  เมื่อเจริญสติอย่างนี้  เห็นอย่างนี้เนืองๆ เมื่อวันหนึ่ง สติมีกำลังกล้าแข็ง ทำไปด้วยศรัทธา ความเพียรต่อเนื่อง  จิตก็ตั้งมั่น เกิดปัญญา (ภาวนามยปัญญา) แยกจิตออกจากกิเลสได้ กิเลสก็จะดับไปให้เห็นเฉพาะตัวมัน  เผาตัวมันเองให้เห็น  จิตก็จะเป็นจิตที่อิสระ บริสุทธิ์ขึ้นมา โดยไม่ต้องไปพึ่งพาไฟที่ไหนให้มาเผากิเลสเลย  จิตที่เป็นอิสระด้วยสติ ด้วยปัญญานี่แหละคือจิตที่สงบ สุข เยือกเย็น  และเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา

สนทนาธรรมมาก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ท่านทั้งหลายด้วยเทอญ  สาธุๆ กับทุกๆ ท่านนะครับ       

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *