ถาม-ตอบ

ใช้นิมิตเรียนรู้ให้จิตเห็นตามจริง

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2559

 

ท่านทรงกลด :  เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์รูปหนึ่งที่ดังมากในกรุงเทพมหานคร ไลน์มาขอหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรม  ผมก็ไม่ได้ให้นะ เพราะเพื่อนคนนี้รู้จักมาสามสิบปี ยังโลกๆ อยู่มาก เพิ่งมาสนใจธรรมะตอนภรรยามีชู้ หนีตามชู้ไป ส่วนใหญ่เขาชอบอ่านและฟังธรรมะ จะมาเอาหนังสือถึงที่บ้าน ผมก็มองอยู่ว่าจะให้ดีหรือไม่ดี สุดท้ายเลยลองส่งไปให้ถึงบ้าน เขาจะได้ไม่ต้องมาหาที่บ้านเพราะมาก็คุยแต่เรื่องโลกๆ พอเขาได้หนังสือไปก็อ่านตรงประสบการณ์ทันที (ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้เยอะ ซึ่งผมก็เขียนคำนำแล้วว่า ตรงนี้อย่าให้ความสำคัญมาก จงให้ความสำคัญที่ธรรมพื้นฐาน ข้อธรรม และธรรมที่แสดงให้มากที่สุด) แล้วเขาก็ไลน์มาบอกผมว่า ผมนี่ติดนิมิต หลงนิมิต ผมก็นึกในใจว่า เออ !  มนุษย์หนอมนุษย์ ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติอะไรเลย ก็กล่าวโทษกันเสียแล้ว เลยแสดงธรรมพอสังเขป เขาซักไปซักไป ก็ตอบๆ สุดท้ายเขาจนแต้ม บอกว่า ขอให้ผมเป็นผู้ชี้ทางด้วย

อันว่านิมิตคือ ภาพที่ปรากฏในจิตขณะจิตเป็นสมาธิ จิตสงบ นิมิตต่างๆ มีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งทำให้เกิดปัญญาและทำให้หลง แท้จริงนิมิตไม่ใช่เป็นเรื่องเลวร้ายอะไรเลย ถ้าเรามีปัญญา ไม่ยึดมั่น  หมายมั่นมัน นิมิตเป็นเพียงเครื่องเรียนรู้ของจิต เป็นทางผ่าน มาแล้วก็ไป เหมือนอารมณ์อื่นๆ นั่นแหละ หาแก่นแท้ สาระอะไรไม่ได้หลวงปู่ดูลย์จึงบอกว่า นิมิตที่เห็นนั้นเห็นจริง แต่ไม่มีอยู่จริง เพราะมันเกิดแล้วดับ จะหาของจริงได้ที่ไหน 

นิมิตที่ทำให้หลง เช่น เห็นเทวดา นางฟ้า สวรรค์ เพลิดเพลิน อย่างนี้ ใช้ไม่ได้ เหมือนอย่างหลวงปู่มั่นที่ภาวนาแล้วหลงนิมิตอยู่สามสี่เดือนในตอนแรก เห็นตนเองสะพายดาบ ขี้ม้า เที่ยวฟาดฟันโน่น นี่ นั่น คืนนี้เจออย่างนี้ คืนนั้นเจออย่างนั้น  ท่านบอกมันสนุก แต่อารมณ์นี่ยังเหมือนเดิม ผ่านไปสามเดือน ท่านมานั่งคิดว่า สงสัยไม่ใช่กระมัง กิเลส อะไรๆ ยังเหมือนเดิม แถมเกิดตัณหาอีกว่า อยากให้ค่ำไวๆ จะได้ภาวนาเข้าไปเจอโน่น นี่นั่นอีก ต่อมาท่านก็เลิก หันมาพิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ท่านบอกว่า คราวนี้จิตมันหยุด มันสงบ ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนคราวที่ติดนิมิตนั้น ท่านก็เลยลงความเห็นว่า ใช่ล่ะ อันนี้ล่ะคือทาง คือมรรคแล้ว 

ถามว่า  ท่านพิจารณากาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มีนิมิตไหม มีแน่นอน พอท่านพิจารณาไปๆ (อธิบายไว้ในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมแล้ว) ก็เกิดภาพผม ขน เล็บ ขึ้นในจิต ในสมาธิ แล้วท่านก็เห็นความเป็นจริงของกายเนื้อ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังว่า เป็นอสุภะ  ย่อมเสื่อมไป ดับไป สุดท้ายเป็นเพียงธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น  หาแก่นสารไม่ได้ จิตท่านพอเห็นความเป็นจริงเช่นนี้ ก็คลายความยึดมั่นถือมั่นในกายออกมา ที่เคยเห็นว่า กายนี้คือเรา  ของเรา ความเห็นนี้เรียกว่า มิจฉาทิฐิ ก็เริ่มคลายกลายเป็นสัมมาทิฐิ เห็นตามจริง  จนวันหนึ่ง พิจารณาๆ ไป โลกนี่ราบเรียบเป็นหน้ากลอง หาหญิงชายอะไรไม่ได้ ทุกอย่างเป็นสักแต่ธาตุ นักภาวนาหลายคนพอมาถึงตรงนี้คิดว่า ตนเองบรรลุธรรมวิเศษแล้ว หยุดแค่นี้ เลยหลงอยู่ตรงนี้  แต่หลวงปู่มั่นท่านมีปัญญา ท่านบอกว่า นี่เป็นเพียงเริ่มต้น ยังไม่จบ ท่านก็พิจารณาต่อไป จิตเรานี่แหละคือตัวปัญหา ต้องทำให้จิตเห็นกายตามเป็นจริงนั่นแหละจึงจะหายสงสัย คลายความยึดมั่น  ถือมั่น 

แม้หลวงตามหาบัวก็เช่นกัน ท่านก็พิจารณากายจนเห็นเป็นภาพนิมิต  ทั้งอาการสามสิบสอง ผม ขน เล็บ จนถึงมันสมอง มัตถะเก  มัตถะลุงคัง ที่ท่านทำได้ง่าย เพราะท่านได้สมาธิพุทโธมาก่อน จิตมีกำลังแล้ว การพิจารณาแล้วเห็นนิมิตผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ในสมาธิ ต้องมีอุปนิสัยมาพอสมควร มิฉะนั้นต้องใช้ความเพียรสักหน่อย  อย่างบางท่านเริ่มภาวนาก็ปรากฏภาพอสุภะขึ้นเลย นี่เพราะอบรมมามาก จึงต่อยอดไม่ยาก 

หลวงตามหาบัวท่านก็ใช้นิมิตนั่นแหละมาเรียนรู้ให้จิตเห็นตามจริง จนบรรลุอนาคามี แล้วท่านก็วางนิมิต จิตท่านโปร่ง ใสไปหมด พอกำจัดอวิชชาได้ จิตก็บริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ให้ชาวโลก ชาวเทวดา พรหม กราบไหว้บูชา นี่หลวงตาก็ดี หลวงปู่มั่นก็ดี ท่านหลงนิมิตเหรอ ติดนิมิตเหรอ เปล่าเลย นิมิตใดเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด คลายความหลง จิตพอมันเรียนรู้ มันจะวางไปเอง เพราะมันเห็นแล้ว รู้แล้ว มันจะเป็นปฏิภาคนิมิต อุคคหนิมิตก็ช่างมันเถิด ขอให้จิตคลายความยึดมั่นในกาย ในอารมณ์ ในขันธ์ห้าเป็นใช้ได้หมด 

พระพุทธเจ้าก็เช่นกัน ช่วงใกล้รุ่งทุกวัน พระองค์ใช้ญาณสอดส่องว่าผู้ใดมีอุปนิสัยสมควรไปโปรดเช้านี้ แล้วภาพของคนๆ นั้นก็ปรากฏในข่ายพระญาณ ภาพที่ปรากฏนั่นแหละ เรียกว่านิมิต แล้วท่านก็ไปโปรดคนๆ นั้น บรรลุธรรมมีโสดาบันเป็นอาทิ อย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็หลงนิมิตด้วยสิ ก็นิมิตไม่มีอยู่จริง ทำไมพระองค์เชื่อเป็นตุเป็นตะว่า ภาพคนที่ปรากฏในสมาธิ คือคนที่จะรองรับธรรมได้เล่า นี่แหละคือคนที่ไม่รู้จริง แล้วเที่ยวตำหนิคนนี้คนนั้นว่าหลงนิมิต ติดนิมิต ผมถึงบอกเสมอว่า ธรรมะนี่ ถ้ายังปฏิบัติไม่ได้ ไม่ถึง อย่าเพิ่งไปเที่ยวสอนใครเขาเลย จะพากันหลงทาง เป็นบาปเป็นกรรมเปล่าๆ 

สมัยนี้คนก็สอนยาก ยากมากจริงๆ เพราะเหตุที่วัตถุเจริญ มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทำให้ไม่ค่อยเห็นทุกข์  คนที่เห็นทุกข์ เห็นภัยในวัฏสงสารแบบพวกเรานี้มีน้อยมาก ดุจเขาโคกับขนโค ต้องสั่งสมบุญบารมีกันมาพอสมควรทีเดียวจึงจะมาเส้นทางนี้ได้ ลองทอดสายตามองคนรอบข้างเราสิ จะมีใครสักกี่คนสนใจธรรมะ ทางพ้นทุกข์แบบพวกเรา ส่วนใหญ่ก็สนุกสนานไปวันๆ ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน กินข้าว ส่งลูก ทำงาน กลับบ้าน ดูหนัง ดูละคร หลับนอน  หมดไปอีกหนึ่งวัน  หารู้ว่าไม่ว่า กำลังเดินไปสู่ความตายทุกขณะ เห็นแล้วน่าสลดสังเวชใจจริงๆ เมื่อความตายมาถึง คนที่ไม่ได้เตรียมตัวนี่จะทุกข์มาก แต่คนที่อบรมภาวนาจะมีสติ สตินี้จะเป็นเครื่องชี้วัดระหว่างคนที่ภาวนากับคนที่ไม่ภาวนา 

ผู้ปฏิบัติ  :  การพิจารณากายทำอย่างไรครับ 

ท่านทรงกลด  :  ให้พิจารณาตามแนวทางที่ให้ไว้ พอพิจารณาจนจิตสงบ จิตจะเห็นกายตามจริงล่ะ หรือบางคนจะเริ่มภาวนาพุทโธก่อนก็ได้ พอจิตสงบก็พิจารณากาย ผลก็เหมือนกันคือ เห็นกายเป็นสิ่งอสุภะ ไม่สวยงาม ต้องเสื่อม เป็นอนิจจัง (อนิจจะลักษณะ) สลายไปเป็นธาตุ จิตจะคลายความยึดมั่น ถือมั่นลงเยอะเลย คราวนี้ใครจะมาด่าว่า สติจะวิ่งมาช่วยทันที เพราะอะไร เพราะเคยเห็น (ในจิต ในสมาธิ) แล้วว่า ที่เห็นเป็นคนๆ ๆ อยู่นี้มันไม่ใช่คน มันเป็นอะไรก็ไม่รู้  ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เลือด ตับ ไต ไส้ พุง ตรงไหนเป็นคนนั้นคนนี้ มันไม่มีหรอก สักแต่เป็นเพียงธาตุดิน (แข็ง) ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ประกอบกันเท่านั้นเอง

ถ้าภาวนาได้แบบนี้ เวลาโกรธ สิ่งที่เห็นนั่นแหละคือสติชั้นดี เลยเรียกว่า กายคตาสติไง พอใครด่า เกิดความโกรธ แต่สิ่งที่เห็นมันจะมาตัดความโกรธในบัดดลเรียกว่า สติตามทันอารมณ์  เรานี่บ้าหรือเปล่าเที่ยวโกรธผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตับ ไตไส้ เลือด ก้อนขี้ ก้อนเยี่ยว ที่หาความสวยงามอะไรไม่ได้สักนิด แถมต้องเสื่อมต้องพังไปในที่สุด หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้เลย

ลองพิจารณาดู ทุกวันนี้ เราเที่ยวเคียดแค้น  ชัง  โกรธอะไรกันแน่ ไอ้สิ่งที่เราโกรธ ชังอยู่นั่น มันอยู่ได้สักสองสามร้อยปีไหม ถ้าเราเห็นในจิต ในใจเราแล้ว มันไม่ต้องคิด ถึงเวลา ไม่ต้องคิดจริงๆ มันจะออกมาทำงาน สมกับที่เราเฝ้าพากเพียร อบรม เจริญสติอย่างน่าภาคภูมิที่สุด จะเห็นความโกรธดับไปต่อหน้าต่อตา 

ลมหายใจที่เราสูดเข้าสูดออกทุกวันก็เหมือนกัน มันใช่เรา ของเรา ถ้าไม่หลอกตนเอง เราจะเห็นว่า เรายืมธรรมชาติมาใช้ ยืมมาแล้วคืนไปๆ ๆ ๆ แล้วที่เราไปหลงลมหายใจว่าเป็นเรา  ของเรานี่ ไปหลงสิ่งที่หาตัวตนไม่ได้ นี่เราบ้าหรือเปล่า ไปหลงลมหายใจ ซึ่งที่แท้ก็คือ อากาศธาตุที่เคลื่อนไหวไปมาว่านั่นคือเราคือ ลมของเรา ถ้าเป็นลมของเราจริง หายใจเข้าแล้วอมไว้ในท้อง ไม่ให้ออกมาได้ไหม ทำเลย ทำตอนนี้เลย กลั้นลมหายใจไว้ ไม่ให้ออกมา ก็มันเป็นลมหายใจของเรานี่ เราจะไม่ยอมให้ไปไหนแล้ว ทำได้ไหม ทำไม่ได้หรอก  เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาในลมหายใจหรือยัง  ลมเข้าเป็นลมออก ลมออกเป็นลมเข้า มันเปลี่ยนแปลงสลับไปมาอยู่อย่างนี้ นี่แหละคืออนิจจัง  ส่วนทุกขังเล่า กลั้นลมหายใจเข้าไว้ได้ไหม ไม่ได้หรอก มันทนอยู่ไม่ได้ ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของเราได้ ทนไม่ได้ ต้องเสื่อมต้องพัง นี่แหละทุกขัง ทุกขังแปลว่า ทนอยู่ไม่ได้ อนัตตาเล่า ลมหายใจเข้า พอหายใจออก ลมหายใจเข้าก็ดับไป หาแก่นสารอะไรได้ไหม ตัวตนที่แท้จริงของลมหายใจเข้ามีไหม หาได้ไหม หาไม่ได้หรอก นี่แหละอนัตตา  ถ้าเราพิจารณาอย่างนี้อยู่เนืองๆ มีสติที่กาย ที่ลม อยู่เนืองๆ เรียกว่า เดินมรรคอยู่ เจริญสติปัฏฐานอยู่ ผลคืออะไร  จิตจะเริ่มเห็นความเป็นจริงของกาย ของลมหายใจ ว่า อ้อ ! ที่แท้มันไม่ใช่เรา ของเรา เมื่อเห็นความเป็นจริง จิตจะจางคลายความยึดมั่นไปเองโดยไม่ต้องบังคับ ขอให้มันเห็นตามจริงสักครั้งเถิด 

ทุกวันนี้เราสอนกันเหลือเกินเรื่องการปล่อยวาง ต้องปล่อยวาง ต้องปล่อยวางๆ ๆ ๆ  มันวางไม่ได้หรอก ถ้าจิตมันยังไม่เห็นตามจริง ปล่อยวางคือ อุเบกขา มาท้ายสุด ในสัมโพชฌงค์เจ็ด หัวขบวนของสัมโพชฌงค์เจ็ดคือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา 

มรรคมีองค์แปด ทำไมเริ่มที่สัมมาทิฐิก่อน เริ่มที่ความเห็นชอบ ต้องสอนให้คนเห็นชอบก่อน มันจึงจะปล่อยวางได้ เห็นชอบในอะไร เห็นชอบในรูปนาม ขันธ์ห้า อารมณ์ เห็นชอบกับเห็นตามจริงมันก็เหมือนกัน เห็นตามจริงว่า รูป (กาย) ก็ดี นามก็ดี หรือหรืออารมณ์ต่างๆ ก็ดี แท้จริงมันหาแก่นสารไม่ได้ เกิดแล้วต้องเสื่อมดับไปเป็นธรรมดา พวกเรารู้ทุกคนว่า สิ่งทั้งปวงเกิดแล้วต้องดับเป็นธรรมดา แต่การรู้แบบนี้เป็นเพียงแค่ชั้นคิดนึก เป็นสัญญา  มันไม่ได้เห็นในจิตแบบที่พระอัญญาโกณฑัญญะเห็น หรือคนที่ได้ดวงตาเห็นธรรมเห็น ถ้ามันเห็นประจักษ์แจ้งในจิตขึ้นมา ความเห็นตามสัญญาก็ไร้ราคา หมดความหมาย การเห็นเช่นนี้ ต้องเจริญสติปัฏฐานสี่ดังที่กล่าวมาหลายครั้งแล้วก่อน จึงขอให้พิจารณากาย พิจารณาลมหายใจเข้าออก พิจารณาอารมณ์ยินดี ยินร้ายให้เห็นว่าไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ยืนเดินนั่งนอนให้มีสติ ให้รู้สึกตัว ให้ทำอยู่อย่างนี้ เรียกว่า เจริญสติเป็นวงกลม 

ส่วนการเห็นความไม่เที่ยงในอารมณ์ยินดีหรือยินร้ายนี้เรียกว่า ปัญญา ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ต้องอบมรมให้เสมอกัน อย่างลุงหวีด  บัวเผื่อน ท่านเจริญสติ อยู่กับรู้อย่างเดียวแต่ไม่ไปไหน ต่อมาท่านออกมาพิจารณากายให้เห็นตามจริง ท่านว่า ต้องเดินปัญญา นั่นแหละจึงไปได้ ตอนที่ท่านพิจารณากาย ย่อมต้องปรากฏนิมิตในจิตเช่นกัน แต่ท่านก็ไม่ติด ไม่หลง ใช้เป็นอุบายในการถ่ายถอนความยึดมั่น ถือมั่น ปัญญาจึงสำคัญมาก

ทุกวันนี้่ผมสังเกตการสอนธรรมะของคนยุคนี้ล้วนแล้วแต่ใจร้อนกันทั้งนั้น ทั้งคนสอนและคนถูกสอน พระอาจารย์ผมก็ดี หลวงปู่ชาก็ดี ท่านบอกว่า ภาวนาอย่าลืมพิจารณากาย กายนี้เป็นของหยาบ เรายังไม่เห็นเลย จะไปดูอะไรลึกๆ ในจิตในใจ นี่จะยาก แล้วสุดท้ายก็ท้อ เลิกไปในที่สุด 

การพ้นทุกข์นี้คือเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา ขอให้ดูทั้งร่างกายที่เจ็บป่วย และดูกิริยาของจิตที่เจ็บป่วย สั่งให้มันหายป่วยได้ไหมร่างกายนี้ ไม่ได้  ส่วนความรู้สึกเจ็บนั่นก็คือ ทุกขเวทนา อย่าไปรังเกียจมัน คนจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะทุกข์นี่แหละ หนามยอกเอาหนามบ่ง เหมือนหลวงปู่มั่นที่ไปเจ็บป่วยปางตายที่ถ้ำสาริกานั่นไง ท้องร่วงจนจะขาดใจ ท่านเจริญกายคตาสติแล้วพิจารณาทุกขเวทนาด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา กำลังสติที่อบรมมาตลอดชีวิต ท่านเอามาใช้ในคืนนั้น ความเจ็บป่วยนี่มันใช่เราไหม ใช่ของเราไหม ถ้าใช่ เราลองสั่งบังคับให้มันมลายหายไปในพริบตาเลยได้ไหม เมื่อความเจ็บป่วยเรายังบังคับบัญชาไม่ได้ จะถือเป็นเรา ของเราได้อย่างไรเล่า พิจารณาแบบนี้ๆ ๆ  

ผมก็เคยเจ็บป่วยก็พิจารณาแบบนี้แหละ จนจิตห่างแยกออกมาจากความเจ็บป่วย  ความเจ็บป่วยก็ค่อยๆ เสื่อมดับไป  เวลาปวดศีรษะ เป็นไข้ จะพิจารณาบ่อย  ทำไมสมัยพุทธกาล เวลาพระเจ็บป่วย พระพุทธเจ้ามักให้พระอานนท์หรือพระรูปอื่นๆ ไปสวดสัมโพชฌงค์เจ็ดให้พระที่อาพาธฟัง ฟังแล้วก็หายป่วย (กรณีไม่ได้เจ็บป่วยร้ายแรงมาก) สมัยนี้ เวลาคนเจ็บป่วย เราก็นิมนต์พระมาสวดสัมโพชฌงค์กัน สวดเท่าไรๆ ก็ไม่หาย เพราะคนสมัยนี้ไม่ได้พิจารณาตาม ไม่ได้เจริญสติตาม  ฉะนั้นเวลาเจ็บป่วยเป็นไข้ ปวดศีรษะ  ให้มีสติ ให้รู้สึกตัว นี่คือสติ ขณะเดียวกันก็เอาความเจ็บป่วย (ทุกขเวทนา) มาพิจารณาด้วยไตรลักษณ์ นี่คือ ธัมมวิจยะ พิจารณาด้วยความเพียรต่อเนื่องไม่ขาดสาย นี่คือวิริยะ เมื่อจิตเห็นตามจริงว่า ความเจ็บป่วยเป็นของไม่เที่ยงแท้ เกิดได้ก็เสื่อมได้ ก่อนจะป่วยมันมาจากไหน มันก็ไม่มีนี่ เมื่อมันเกิด สิ่งใดเกิดก็ต้องเสื่อมเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรหนีพ้นกฎอนิจจังไปได้ เมื่อเสื่อมแล้วก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา กลับไปเป็นไม่มี (อนัตตา) เหมือนเดิม  ไหนล่ะความเจ็บป่วยที่แท้จริง มีไหม ปวดหัว ปวดท้อง ปวดฟันมากี่ครั้งแล้ว ตอนนี้มันไปอยู่ไหนเล่า เมื่อมีเหตุปัจจัยมันก็เกิด หมดเหตุปัจจัยก็ดับไป เป็นเช่นนี้เอง (ตถตา) อย่าหมายมั่น  ยึดมั่นให้มากนักเลย นี่เรียกว่า เห็นความเจ็บป่วยตามความเป็นจริง

เมื่อพิจารณาอย่างนี้ๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับจิตคนป่วย จิตจะไม่เอาความเจ็บป่วยนั้น ไม่เอาทุกขเวทนานั้น เพราะเห็นแล้วว่า มันหาแก่นสารไม่ได้ เป็นอนิจจังเสียทุกคราว เหมือนเราอยู่ในบ้านที่กำลังเสื่อม กำลังพัง เราก็ต้องออกจากบ้านหลังนั้น  ถ้าเราเห็นความเจ็บ ทุกขเวทนา เป็นของที่ต้องเสื่อม ต้องพังเหมือนบ้าน จิตเราจะออกมา ขณะที่จิตออกมาจากความเจ็บป่วย  ถอยห่างออกมา จะเกิดความเย็น ความเบา เรียกว่าปิติ พอปิติระงับ เรียกว่าปัสสัทธิ จิตสงบ และตั้งมั่นเรียกว่าสมาธิ  จิตไม่เอาอารมณ์เจ็บ อารมณ์ป่วย ต่างคนต่างอยู่ สมาธิ แปลว่า ความตั้งมั่นของจิต ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ใดๆ ไม่ว่าอารมณ์เจ็บ อารมณ์ป่วย และเฝ้ามองความเจ็บป่วยที่ตนแยกออกมาอย่างไม่แยแสด้วยความวางเฉย (ปล่อยวาง) เรียกว่าอุเบกขา จิตวางเฉยต่ออารมณ์ที่เจ็บป่วย จิตก็หายป่วย เพราะละความยึดมั่นในกาย ในความเจ็บป่วย ไมได้ฉวยคว้ากอดรัดเหมือนเมื่อเก่าก่อน

ส่วนกายจะป่วย เวทนาจะเจ็บ ก็เป็นเรื่องของกาย ของเวทนา เพราะตอนนี้ จิตกับเวทนามันแยกออกจากกันได้แล้ว สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา นี่แหละคือ สัมโพชฌงค์เจ็ด มาจากคำว่า สัมโพชฌ์ กับองค์  เวลาพระพุทธเจ้าใช้คำว่า องค์  ไม่ใช่องค์ประกอบ แต่หมายถึง ธรรมะจะไล่เป็นขบวนตั้งแต่หัวขบวนจนถึงท้ายขบวน

เคยดูละครไหม เวลาเขาเล่นละคร องค์ที่ ๑ จะมาก่อนองค์ที่ ๒ หรืออย่างมรรคมีองค์แปด ก็เริ่มต้นที่สัมมาทิฐิก่อน ความเห็นชอบเป็นหัวขบวนก่อน (ในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมเขียนไว้ละเอียดแล้ว ลองอ่านดู) สัมมาสมาธิอยู่ท้ายสุด ทุกวันนี้เราสอนธรรมะ ถ้าไม่สอนเรื่องสัมมาทิฐิก่อน ไม่มีทางเดินมรรคถูกเลย ยิ่งเดินจะยิ่งงงๆ ๆ ๆ จะมีแต่ความสงสัย มีแต่ความคิดเต็มไปหมด  สัมโพชฌงค์เจ็ดก็เช่นกัน เริ่มต้นที่สติก่อน ตามด้วยธัมมะวิจยะ อย่าไปเชื่อตำราธรรมะคำสอนในปัจจุบันที่แปลธัมมะวิจยะว่า  การวิจัยธรรม เลือกเฟ้นธรรม ไปเอาธรรมข้อนั้น เรื่องนี้มาวิจัย วิเคราะห์ คนละเรื่องกันเลย ไม่ใช่พุทธประสงค์ อันนี้ใครเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่นะ ถ้ามัวแต่ทำวิจัยธรรม ไม่มีทางหายป่วย หรือเห็นธรรมได้หรอก สัมโพชฌงค์นี้คือ ธรรมที่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ธรรม  ผมเองก็เพิ่งมาเอะใจในตอนหลังเหมือนกัน เพราะผมเอาสิ่งที่เห็นในจิตที่เป็นของละเอียดลึกซึ้งมาพูดให้กับคนใหม่ๆ จึงเข้าใจยาก เห็นยาก ต้องปฏิบัติมาพอสมควร นั่นแหละจึงจะเห็น

อย่าเพิ่งท้อกันนะครับ ทำไปเรื่อยๆ เหมือนบางคนก็ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน แต่เชื่อในสิ่งที่ผมแสดง นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วกลับมาบอกว่า เวลามีอารมณ์โกรธ เขาซัดมันตรงนั้นเลยด้วยสติที่รู้เท่าทันอารมณ์นี่แหละ จนเดี๋ยวนี้เขาคุยเลยว่า ความโกรธนี่เขากล้าพูดได้เลยว่า ตอนนี้ทำอะไรเขาได้ยากแล้ว ขนาดสามี และลูกน้องบริวาร ยังแปลกใจว่า ทำไมเปลี่ยนไปขนาดนี้ สมัยก่อน เขาเป็นคนวีนแตก อาศัยที่ผมเชิญเข้ากลุ่ม สนใจอ่าน นำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันอยู่เนือง ไม่ต้องไปหลับตาเข้าคอร์สที่ไหนหรอก เดี๋ยวอำนาจสติที่อบรมอยู่เนืองๆ จะสำแดงออกมาให้เห็น แล้วจะอัศจรรย์ใจว่า มันเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

ผมถึงบอกหลายครั้งว่า เวลามีอารมณ์เกิดขึ้นแล้วให้ขบเคี้ยวมันให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างที่แสดงมานั่นแหละ มันดียิ่งกว่าอ่านพระไตรปิฎกทั้งเล่มเสียอีก  ขณะที่ท่านกำลังขบเคี้ยวอารมณ์ด้วยสติ ด้วยปัญญาดังกล่าว นั่นแหละเรียกว่า ธัมมวิจยะในสัมโพชฌงค์เจ็ดที่แสดงมาข้างต้น  มีบางคนเห็นผลของการปฏิบัติก็ไลน์ส่งผลการปฏิบัติมาให้อ่าน ก็เป็นตัวอย่างอันดีว่า ธรรมภาคปฏิบัติไม่ได้เป็นของยาก แต่จะเกิดสัมฤทธิ์ผลได้เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด ซึ่งผมไม่ค่อยได้กล่าวเพราะเกรงบางท่านจะมองผมผิดๆ แต่จะขอกล่าวในวันนี้ นั่นคือ ท่านต้องมีศรัทธาในธรรมที่ผมแสดง มีความเชื่อว่านี่คือ หนทางที่ถูกต้อง หลายคนในกลุ่มธรรมนี้ปฏิบัติไม่ถึงไหนเพราะขาดตัวนี่แหละ  ผมก็ไม่ได้บังคับให้เชื่อว่า ธรรมที่แสดงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ขอให้ลองทำดูก่อน บางคนมักจะกล่าวถึงกาลามสูตร ซึ่งผมก็เคยบอกว่า ไม่ได้แปลว่า ไม่ให้เชื่อ แต่แปลว่า อย่าเพิ่งเชื่อ  ถ้าเราแปลว่า อันนี้ก็ไม่เชื่อ อันนั้นก็ไม่เชื่อ สุดท้ายก็นอนตายไปกับความไม่เชื่อ โดยไม่ได้ลองลงมือปฏิบัติดูก่อน ก็จะเป็นโมหะบุรุษ หรือโมฆะบุรุษไปอีกชาติหนึ่ง

หลวงปู่มั่นจะเน้นมากเรื่อง ศรัทธา ใครไม่ศรัทธาแนวทางท่าน ท่านตะเพิดออกจากวัดเลย ส่วนคนที่ศรัทธา สุดท้ายก็จบที่อรหัตผลแทบทั้งนั้น ท่านมักจะอบรมพระเรื่อง ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา (เรียกว่าอินทรีย์ห้า พละห้า) อยู่เสมอ  ถ้าท่านไม่ศรัทธาหรือไม่เชื่อในหนทางหรือมรรคที่ผมแสดงมานี้ ไม่มีทางที่ท่านจะเจริญก้าวหน้าในทางจิตเลย  จะย่ำอยู่กับที่ กลับไปกลับมา สับสน เต็มไปด้วยความคิด จิตฟุ้ง สุดท้ายก็เหลวเหมือนชาติก่อนๆ ที่ผ่านมา

จริงๆ ธรรมที่ผมแสดงก็เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงนั่นแหละ เรื่องสติปัฏฐานสี่ มรรคมีองค์แปด สัมโพชฌงค์เจ็ด ไม่หนีไปจากนี้หรอก เพียงแต่เป็นผมแสดง ท่านก็ไม่เชื่อ มันก็เท่านั้นเอง ประกอบกับอ่อนความเพียร ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่เห็นในสิ่งที่ผมเห็นหรือคนอื่นๆ ที่เขาปฏิบัติเอาจริงเห็น ก็เลยไม่เกิดผลอะไรที่พอจะให้เชื่อว่า หนทางนี้ถูกต้องแล้วหรือ  อย่างไรเสีย เวลาเจ็บป่วยนั่นแหละคือ เวลาที่ภาวนาที่ดีที่สุด มีพระหรือนักปฏิบัติจำนวนมากจะบรรลุธรรมตอนเจ็บป่วยนี่แหละ เพราะขณะนั้นจะเห็นทุกข์อย่างแจ่มชัด เห็นแล้วจะเบื่อหน่ายในทุกข์ในสังขาร จิตจะคลายความยึดมั่นออกมาเลย บางคนคลายมากจนจิตตั้งมั่นก็เห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล สกทาคามี หรืออนาคามีกันเลยทีเดียว 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *