ถาม-ตอบ

แก้ไขผู้ภาวนาผิดติดความว่าง

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่  22 มิถุนายน 2559

 

ท่านทรงกลด :  มีผู้ที่อ่านหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมมากมายที่อ่านแล้วเกิดแรงบันดาลใจ และทราบการปฏิบัติที่ถูกต้อง จะขอเล่าถึงนักปฏิบัติท่านหนึ่งเพื่อให้เป็นประโยชน์กับนักปฏิบัติท่านอื่น 

นักปฏิบัติท่านนี้เป็นภาวนาตัวยงทีเดียว การทำสมาธิของท่านคล่องตัวมากเรียกว่า เป็นวสี ท่านเป็นผู้พิพากษามีอายุคนหนึ่งแต่เอาจริงเอาจังกับการภาวนามาก เพราะรู้ว่า ความตายไม่แน่นอน ท่านเก่งเรื่องฌานมาก แค่หลับตาจิตก็ไหลลึกลงไปทีเดียว  ท่านบอกว่า ก่อนจะได้อ่านหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรม พอหลับตาเท่านั้นจิตก็ไหลเข้าไป เวิ้งว้างไปหมด ปิติ น้ำตาเอ่อไหล มีความสุขมากแต่ก็ติดอยู่ในนั้น ทำอะไรไม่ได้ ไปปรึกษาพระปฏิบัติหลายรูป พระก็ให้คำแนะนำว่า นี่มันฌานสามแล้ว ข้ามไปได้ก็เป็นฌานสี่ ให้ทำให้มากๆ ท่านก็ปฏิบัติตามที่พระเหล่านั้นแนะนำ                             

พอเข้าฌานไปบ่อยๆ มันหายไปหมด ไม่เหลืออะไร เกิดกลัวตายขึ้นมา เวลาเข้าไป ร่างกายนี้แข็งปึก เหมือนถูกล็อค  บางทีก็เกือบออกไม่ได้ติดอยู่อย่างนั้นทั้งคืน แก้ไขอะไรไมได้เลย พอนั่งหลับตาปั๊บ จิตก็เข้าฌานไปปุ๊บ เร็วมาก เขาคงมีบุญเก่าอยู่เหมือนกัน 

ท่านทำงานอยู่ที่ศาลที่ผมส่งหนังสือไปให้เพื่อนคนหนึ่ง เพื่อนผมก็บอกว่า ท่านนี้ก็อยู่ที่นี่ด้วยนะ ท่านรู้จักผม บอกว่า ผมคือไอดอลในการสอบผู้พิพากษาเลย เพื่อนผมบอกให้ส่งมาเผื่อท่านนั้นด้วยเล่มหนึ่ง  ผมก็ไม่รู้ว่าท่านปฏิบัติหรอก แต่ก็ส่งหนังสือไปให้ 

ปรากฏว่า ท่านนั้นอ่านหนังสือไปได้ประมาณครึ่งเล่ม อดรนทนอยู่ไม่ได้ โทรมาหาผมในดึกคืนหนึ่ง บอกว่า อ่านหนังสือแล้ว ได้คำตอบบ้างแล้วว่าจะแก้ไขอย่างไร แต่อยากคุย  อยากถามอะไรเพิ่มเติม เกิดอะไรขึ้นกับพี่ผู้พิพากษาท่านนั้นในการปฏิบัติ  สิ่งที่เขาเป็นคือ เข้าไปเวิ้งว้าง ว่างเปล่า มันก็สุขดี  ปิติดีหรอก แต่นี่คือตัวอย่างการปฏิบัติที่ขาดการอิงด้วยสติปัฏฐานสี่ ขาดสติอย่างร้ายแรง  ขาดปัญญาอย่างร้ายแรง  มีนักภาวนาหลายคนที่ขาดสติ ติดอยู่ในนั้น แล้วแข็งตายไปเลย ตายในฌาน เหมือนอย่างหลวงตามหาบัวติดสุขในสมาธิอยู่ตั้งหกปี จนหลวงปู่มั่นมาดุแรงๆ ว่า จะนอนตายอยู่ในสมาธิแบบนี้หรือ  มันนอนตายจริงๆ นะ เพราะจิตเข้าไปแล้ว ไม่ยอมออกมา ร่างกายขาดอาหาร ขาดน้ำ นอนตายอยู่ตรงนั้น ทางแก้ของท่านนี้  ผมบอกว่า ให้ออกม าพิจารณากาย ตามที่แนะนำในหนังสือ อย่างที่เขาเปลี่ยนมาปฏิบัติตามนั่นแหละถูกต้องแล้ว อย่าไปเพ่งลมหายใจ ให้รู้ลมหายใจ  หายใจเข้า  ให้รู้ หายใจออก  ให้รู้ ให้ประคองสติไว้ ทำความรู้สึกตัวให้มากๆ 

ตอนแรกๆ เขาบอกพอนั่งจะพิจารณาปั๊บ จิตไหลเข้าไปทันที  ผมบอก ต้องฝืน ต้องออกทางปัญญาให้มาก ถ้ามันไหลเข้าไปง่าย ก็เดินจงกรม ทำความรู้สึกตัวให้มาก การทำสมาธิ ไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตาภาวนาอย่างเดียว สติที่เข้มแข็งนี่แหละคือบ่อเกิดสมาธิ การที่เขาเข้าไปอยู่ในความว่าง  เวิ้งว้าง แล้วเกิดกลัวตายขึ้นมา ตรงที่กลัวตายนั่นแหละ ขาดสติแล้ว เมื่อกลัว พอมีสติ ความกลัวจะดับไปให้เห็นต่อหน้าต่อตาทันที ถ้าฝึกอบรมสติมาดีนะ 

ผมก็บอกว่า ถ้าอบรมสติมาดี มันเเหมือนจะร้อนแต่ไม่ร้อน  ถ้าเราอาบน้ำร้อนได้โดยไม่ร้อน อากาศร้อนก็ทำอะไรเราไมได้เลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  อย่างลมหายใจเข้า  รู้ หายใจออก  รู้  ถ้าเราอยู่ตรงนั้นได้ เราก็สามารถอยู่ที่ใดๆ ที่ไหนก็ได้ในโลก อานาปานสติจึงเป็นวิหารธรรมคือ ที่อยู่ของใจของพะพุทธเจ้า เรียกว่า ตถาคตวิหาร 

ที่เขาภาวนาจนไปเจอความว่าง จะเรียกว่าจิตว่างก็ได้ แต่จิตว่างแบบนั้น ไม่ใช่แบบที่พระพุทธเจ้าสอนเลย เป็นการว่างด้วยอำนาจสมถะ ด้วยการข่มกิเลสไว้ ถ้าจิตว่างด้วยสติปัญญามันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง สติจะเป็นเครื่องกางกั้นกิเลส

สติกับทางโลกและทางธรรมนี่คนละเรื่องกันเลย สติทางโลกมักจะแปลว่า ความระลึกได้ ซึ่งบางทีก็ไปมั่วๆ กับความระลึกได้ในลักษณะเป็นความจำ (สัญญา) ไป อย่างมีคนด่าเรา เราจะด่าตอบ แต่มีสติระลึกขึ้นได้ว่า  เขาเป็นเจ้านายเรา  อย่างนี้ไม่ใช่สติในทางธรรม เมื่อเจ้านายด่าเรา ลองหายใจเข้าแรงๆ  ขณะที่หายใจเข้าแรงๆ มันจะรู้สึกตัวขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติ ตรงที่รู้สึกตัวขึ้นมานั่นแหละเรียกว่าสติ  คือความรู้สึกตัว พระพุทธเจ้าจึงมาสอนในอานาปานสติว่า หายใจเข้า  รู้ หายใจออก ก็ให้รู้   รู้ในที่นี้คือรู้สึกตัว เมื่อเราหายใจเข้า  รู้ หายใจออก  รู้  ก็หมายความว่า สติเราจะเกิดต่อเนื่องกันไปเป็นวงกลม เมื่อสติต่อเนื่องไม่ขาดสาย มันก็จะกางกั้นกิเลสออกไปจากจิต  แต่หากไม่กล้าแข็ง มันก็จะแยกจิตออกจากกิเลส จากอารมณ์ให้เห็นแบบที่หลวงปู่ดูลย์ทำได้ในตอนต้นนั่นแหละ เพียงแค่แยกจิตออกจากกิเลส จากอารมณ์ได้ เห็นอารมณ์ทั้งปวง ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครอีกต่อไป แค่นี้เรียกว่า ได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว เป็นอริยบุคคลเบื้องต้นแล้ว

เมื่อเราเข้าใจคำว่าสติได้ การปฏิบัติต่อไปก็ไม่ยากแล้ว สติที่เข้าใจแบบเดิมๆ ขอให้เข้าใจใหม่ แบบที่หมายถึงความระลึกได้ เป็นความจำได้ ขอให้เลิกเสีย อย่างที่หลวงปู่ชาสอนบ่อยๆ แมวจะจับหนูมันก็มีสตินะหรือโจรจะเข้าไปขโมยของในบ้าน  โจรก็มีสติ ระมัดระวัง  ไม่ให้สุ้มให้เสียงนะ สติแบบนี้ ไม่ใช่สติทางธรรม เมื่อเข้าใจอย่างนี้ ต่อไปเวลาใครด่า หรือเจออารมณ์ไม่ชอบใจ ให้หายใจเข้าแรงๆ เกิดความรู้สึกตัว ให้อยู่กับความรู้สึกตัวตรงนั้นให้ได้มากที่สุด ต่อไปจิตมันจะชิน ๆ กับความรู้สึกตัว ชินกับสติ 

บางทีหายใจเข้าออก จิตมันก็จะรู้เองโดยไม่ต้องกำหนดเลย เมื่อจิตอยู่กับรู้เนืองๆ ต่อไปมันจะเริ่มเห็นอารมณ์เกิดดับ  เพราะเมื่อสติแยกอารมณ์ออกไปจากจิตจากใจได้แล้ว จะเริ่มเห็นอารมณ์เป็นเหมือนอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่เรา เหมือนเราเห็นตนเองในกระจกนั่นแหละ   เอาอารมณ์ที่เห็นทั้งปวงไม่ว่าดีหรือร้าย สุขหรือทุกข์มาพิจารณาว่า เออ !  ไม่ว่าอารมณ์ไหนเกิดแล้วก็เสื่อมดับไปทุกอย่างนั่นแหละ ไม่มีอย่างไหนจีรังอยู่ได้เลย  ให้เห็นความไม่เที่ยง อนิจจังในอารมณ์ นี่คือปัญญา 

ขณะที่จิตอยู่กับสติ อยู่กับรู้ ลมหายใจเข้า  รู้ ลมหายใจออก  รู้ ตรงนั้นคือสมาธิ  สมาธิแปลว่า ความตั้งมั่นของจิต จิตตั้งมั่นคือ จิตที่ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์น้อยใหญ่ เมื่อทำด้วยความเพียรไม่ลดละ ต่อเนื่องด้วยความเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า  ไม่มีทางอื่นนอกจากทางนี้ (สติปัฏฐานสี่)  เมื่อนั้นอินทรีย์ก็แก่กล้า พละห้าก็บริบูรณ์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ห้าอย่างนี้  เมื่ออบรมด้วยดี เจริญด้วยดี ก็จะปรากฏมัคคสมังคีให้เราได้รู้ธรรม  เห็นธรรมได้ในที่สุด คราวนี้จิตเราที่เคยเต็มไปด้วยกิเลส ด้วยอารมณ์ทั้งปวง ก็จะว่างขึ้นมา  เป็นการว่างที่ไม่ว่าง เพราะเป็นจิตที่ประกอบด้วยสติ ประกอบด้วยปัญญา เป็นโลกุตรปัญญา ปัญญาเหนือโลกที่ไม่มีวันเสื่อมพัง อยู่นอกเหนือกฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 

ตอนแรกก็สงสัยว่า ทำไมหลวงปู่ชาสอนว่า นิจจังคลอดออกมาจากอนิจจัง ปัญญาคลอดออกมาจากอวิชชา อัตตา คลอดออกมาจากอนัตตา  อ้อ ! พอจิตก้าวข้ามโลกียภูมิ เข้าสู่โลกุตรภูมิ  ไอ้ที่มันเป็นอนิจจัง มันก็เลิก ไอ้ที่เป็นอวิชชามันก็เลิก ไอ้ที่เป็นอนัตตามันก็เลิก มันไม่มีคำอธิบาย ปัญญาทางธรรมนี้ (โลกุตรปัญญา) หากเกิดกับผู้ใดแล้ว ไม่มีวันเสื่อม เห็นอย่างไรก็เห็นอยู่อย่างนั้น  ไม่กลับกลอกไปมาเหมือนปัญญาทางโลก  

ถามว่า ปัญญาทางธรรมที่เห็นนี้เห็นอะไร ก็เห็นรูปนาม  ขันธ์ห้า  อารมณ์ตามความเป็นจริงว่า มันจะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้เลย รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) ก็ดี วิญญาณก็ดี  เกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไป จะหาแก่นสารพอจะยึดเป็นตัวเป็นตนไม่ได้เลย อย่างผมนี้ร่วงทุกวัน  ไม่นานก็กลับกลายเป็นดิน  อารมณ์สุข ทุกข์ก็เหมือนกัน ไม่นานก็เสื่อมพัง หาแก่นสารตัวตัวไม่ได้เหมือนกัน จริงๆ ถ้าคนมีปัญญา เขาจะไม่เห็นสุขในโลกนี้เลย มีแต่ทุกข์เท่านั้น ตั้งแต่เกิดมา คลอดออกมา ดูใบหน้าทารกสิ บิดเบี้ยว  เหยเกด้วยความเจ็บปวด  มีใครไหม คลอดออกมาแล้วยิ้มร่า  หัวเราะมีความสุขออกมา  เสื้อผ้าก็ไม่มีใส่ อาหารก็ไม่มี เพราะถูกตัดสายหล่อเลี้ยงอาหารจากมารดาแล้ว  เห็นไหมทุกข์แต่เกิดเลย แล้วเราก็แสวงหาสุขมากลบเกลื่อนทุกข์ ปรุงแต่งสุขทั้งปวงขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ (สัมผัส) ธรรมารมณ์ (ความนึกคิดทางใจ) อะไรที่ปรุงแต่งก็ต้องเสื่อม  ต้องดับเป็นธรรมดา ปรุงแต่งสุขกี่ครั้งๆ มันก็ดับไปทุกครั้ง สุดท้ายเป็นทุกข์ทุกที  นี่แหละเขาจึงว่า โลกนี้แท้จริงแล้วมีแต่ทุกข์  ถ้าตรงนี้ยังเห็นทุกข์ไม่ได้ การปฏิบัติก็ยากที่จะก้าวหน้าเพราะจิตยังไม่ทุกข์  จิตยังไม่หน่ายจากโลก จิตที่หน่ายจากโลกนี้แหละจะเป็นพลังผลักดันที่สำคัญให้เราปฏิบัติพ้นไปจากทุกข์   เหมือนเราเห็นว่า บ้านที่อยู่ ที่จริงไฟกำลังไหม้บ้านอยู่ ก็พยายามหาทางออกจากบ้าน ฉันใดฉันนั้น ทางออกจากบ้านก็คือ  มรรคมีองค์แปดที่พระพุทธองค์ทิ้งแผนที่ไว้ให้แล้ว คือศีล สมาธิ คือปัญญา หากปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ไม่เหลาะแหละก็จะสามารถออกจากบ้าน (โลก) ที่ไฟคือ ราคะ โทสะ โมหะ กำลังเผาไหม้อยู่ทั้งวันทั้งคืนได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เหมือนอย่างที่พระพุทธองค์ พระอรหันต์ต่างๆ มีหลวงปู่มั่น หลวงปู่ชา หลวงตามหาบัวได้เคยแสดงให้เห็นมาก่อนแล้วว่าสามารถออกจากบ้านหลังนี้ได้ 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *