ถาม-ตอบ

ผู้เห็นธรรม รู้ธรรม คือ ผู้รู้เห็นโลกตามความเป็นจริงแล้วเบื่อหน่ายคลายจากโลก

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2559

 

ผู้ปฏิบัติ  : ทางธรรม การอยู่สันโดษ ปลีกวิเวก ละนันทิคือ ไม่หมกมุ่นในกามคุณ 5 จะทำให้เขาเห็นธรรมได้เร็วขึ้น  แต่เราต้องทำงาน  การอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนมาก  บางครั้งทำงานไม่ค่อยราบรื่น  งานของเราพบปัญหาเกือบทุกวัน ต้องปรึกษาคนอื่นบ่อยๆ ทำอย่างไรดีคะ

ท่านทรงกลด :  คำว่าสันโดษคือใจต่างหากที่สันโดษ  แม้อยู่ร่วมทำงานกับคนอื่นแต่ใจเราไม่หมกมุ่นในอารมณ์ที่มากระทบ นั่นแหละถือว่าสันโดษแล้ว ปัญหาต่างๆ คนรอบข้างนั่นแหละคือครูที่จะฝึกใจเรา  ท่านพุทธทาสจึงบอกว่า การทำงานคือ การปฏิบัติธรรม 

ผู้ปฏิบัติ  :  พออยู่คนเดียวนานๆ รู้สึกเหงา พอโทรศัพท์หาเพื่อน กิเลสเกิด  ทบทวนว่า เราเพี้ยนหรือยัง เพื่อนบอกเริ่มแล้ว คนอื่นๆ ไม่เข้าใกล้แล้ว 

ท่านทรงกลด : เพื่อนทางโลกไม่มีอะไร  เพื่อนทางธรรมสำคัญที่สุดนะ เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นเพื่อน ถ้าปฏิบัติถึงจะเข้าใจ  

ผู้ปฏิบัติ : ใจเลยแกว่ง เอาไงดี อยากหาผู้ที่จูงหรือพาเดินทางนี้ จะได้ไม่รู้สึกว่าโดดเดี่ยว

ท่านทรงกลด : ผมก็เคยคิดแบบนี้ คืนหนึ่งภาวนา พระพุทธเจ้ามาปรากฏเห็นว่า ตอนท่านมาอุรุเวลาเสนานิคมก็โดดเดี่ยวไม่มีใครเหมือนกัน ต่อมาจึงพบชฎิลสามพี่น้อง เราจึงไม่เหงาไม่โดดเดี่ยวเลย เพราะเรามีพระพุทธเจ้าเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่งทางใจที่ประเสริฐสุด ทบทวนธรรมะอยู่ว่าเรามีมิจฉาทิฏฐิหรือไม่  

ผู้ปฏิบัติ : กำลังหาเพื่อนทางธรรมที่ทำจริงๆ เอาจริงอยู่ ที่พบมีแต่พวกไม่ทำจริง  ยกเว้นท่านเพราะท่านมาไกลมาก แม้พระบางรูป พอถามลึกท่านก็อ่านตำราตอบเรา กลัวว่าคิดคนเดียวจะวนอยู่ในกะลา

ท่านทรงกลด : ถ้าทำถูกจริง มันจะหายสงสัย ใจก็จะสงบไปเรื่อยๆ แม้ลืมตา สติจะมีมากขึ้นโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องกำหนด จนกระทั่งเป็นผู้มีสติบริบูรณ์คือ พระอรหันต์ อย่าไปสนใจคนรอบข้างเลยไม่มีสาระแก่นสารอะไร

ผู้ปฏิบัติ : ดูยูทูบ พระรูปอื่นเทศน์ไว้ พยายามดูว่า เราปฏิบัติตรงกับท่านบอกหรือไม่ แต่หลายรูป ก็หลายวิธีทำไปทำมาเหมือนจะไม่ก้าวหน้า

ท่านทรงกลด : พระที่ลงใน You Tube ในขณะนี้ส่วนใหญ่สอนผิดทั้งนั้น ให้ยึดหลักสติปัฏฐานสี่

ผู้ปฏิบัติ : ขอรบกวนท่านช่วยชี้ทาง

ท่านทรงกลด : ให้ยึดหลักสติปัฏฐานสี่  มีคนเป็นอันมากไม่เข้าใจการปฏิบัติธรรม คิดว่าปฏิบัติแล้วจะโดดเดี่ยว คุยกับใครไม่รู้เรื่อง อันที่จริงก็ถูกเหมือนกัน จะคุยทางโลกกับใครไม่ค่อยได้ ถึงคุยได้จะไม่รู้สึกสนุกเหมือนเก่า สมัยก่อนเวลาเจอกันก็จะคุยถึงเรื่องคนนั้น คนนี้ สนุกปาก ตอนนี้พอใครมาพูดถึงจะไม่สนุกเหมือนเก่า ถามว่าฟังได้ไหม ก็ฟังได้ แต่ใจมันไม่รับ มันก็ส่งคืนไปหมด ไม่ผ่านเข้ามาถึงใจเลย แต่ก็ฟังได้ อยู่ร่วมกับคนอื่นได้เป็นปกติสุข  แต่ใจไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว ใจมันไม่รับ มันรู้แต่ไม่รับ บอกไม่ถูกเหมือนกัน ใจพอมันรู้แต่ไม่รับเข้ามา มันก็สงบของมันอยู่ตามเรื่อง ไม่วุ่น ไม่เต้นไปตามที่เขาคุยกัน  

ผู้ปฏิบัติท่านนี้ มีปัญหาถามมา บางท่านก็เคยแนะนำไปแต่ก็ไม่เชื่อแนวทางที่แนะนำ บอกว่า แต่ละคนก็มีทางของตน ผมก็เฉยๆ ไม่ได้ไปคาดคั้นว่าจะต้องปฏิบัติตามนี้ จริงๆ มันมีอยู่ทางเดียวนั่นแหละ เอโก มัคโค ทางนี้ทางเดียว ภิกษุทั้งหลาย เป็นทางสายเอกคือ สติปัฏฐาน 

บางคนถามส่วนตัวว่า ผมสบายดีไหม ก็ขอบคุณด้วยครับ สบายดีตามประสา ถ้าพูดถึงขันธ์นี้มันไม่สบายเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ใจนี้สบาย สงบ  ยังบอกบางท่านนั้นไปว่า ตัวผมเองนี้ยังเอาตัวไม่รอดเลย หมายถึงทางโลกนะ ไม่มีใครรอดพ้นจากกรรมไปได้จริงๆ แม้แต่พระพุทธเจ้า 

บางท่านก็กังวลว่า ที่ปฏิบัติอยู่นี้จะรู้ได้อย่างไรว่าถูกทาง  ผมก็เขียนไว้ในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมแจ่มแจ้งแล้วว่า เครื่องชี้วัดก็คือ สติกับทุกข์นั่นแหละ  ถ้าปฏิบัติถูก ก้าวหน้าจริงๆ ให้สังเกตว่า สติ (ความรู้สึกตัว) มีมากขึ้นไหม  ทุกข์  (ที่มีอยู่เหมือนเดิม) ทำอะไรใจเราได้มากเหมือนเดิมไหม  ถ้ายังถูกความทุกข์ครอบงำ ย่ำยีจิต เหยียบย่ำใจอยู่เหมือนเดิม ก็จงรู้ไว้เถิดว่า การปฏิบัติไม่มีความก้าวหน้าแต่อย่างใดเลย  ให้หันกลับมาทบทวนตนเองเสียเถิด ถ้าปฏิบัติถูกแล้ว จิตจะแกว่งน้อยลง ไปๆ มาๆ น้อยลง จิตจะสงบได้แม้ลืมตา ไม่ต้องไปนั่งบริกรรมภาวนาหรือสวดมนต์อะไรเลย 

แนวทางที่สอนๆ อยู่ในปัจจุบัน ผมกล้าบอกได้เลยว่า ส่วนใหญ่ผิดวิธี ไม่ใช่ทาง จึงไม่แปลกที่ท่านที่ถามมาบอกว่า ดูยูทูบแล้วปฏิบัติตามไม่ก้าวหน้าเลย ผมกล้าพูดตรงนี้เลยว่า  หากท่านปฏิบัติในแนวใดแนวหนึ่งมาเกินเจ็ดปี  แสดงว่า ไม่ใช่ทางแล้ว  เพราะพระพุทธเจ้ารับรองว่า สติปัฎฐานสี่นี้ หากใครปฏิบัติ อย่างช้าที่สุดไม่เกินเจ็ดปี หมายถึงสำหรับคนที่ขี้เกียจที่สุด เช่น วันหนึ่งพิจารณากาย ผมสักเส้นหนึ่ง ชั่ววินาทีหนึ่ง หรือวันหนึ่ง รู้เท่าทันลมหายใจแค่ลมหายใจหนึ่ง  หรือวันหนึ่งมีสติรู้เท่าทันอารมณ์สักอารมณ์หนึ่ง เห็นว่ามันไม่เที่ยง ต้องดับไปไม่มีเหลือเหมือนใบไม้ นี่คือคนที่ขี้เกียจที่สุด หากทำได้แม้เพียงขณะจิตเดียวแต่ทุกวัน พระพุทธเจ้ารับรองว่าไม่เกินเจ็ดปี  

ดังนั้นการเคี่ยวเข็ญกับกิเลส อารมณ์จึงต้องพยายามทำทุกวัน เมื่อวันหนึ่ง เห็นคุณค่าของการปฏิบัติ จิตก็จะมีกำลังใจที่จะปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ยิ่งสติมีกำลัง ใจก็มั่นเข้าๆ มันจะปิติซาบซ่านอยู่ตลอดเวลา จะเข้าถึงรสแห่งธรรมคือ ความสงบของใจ เมื่อปฏิบัติถึงตอนนี้จะเห็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเห็นในชีวิต นั่นคือ จะเห็นกิเลสมันล่าถอยไปด้วยความกลัว  แต่ก่อนมันกดขี่หัวเรา ตอนนี้เราเริ่มเป็นฝ่ายรุกมันบ้างแล้ว  

ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะอำนาจแห่งการอบรมสติทั้งนั้น  ไฟในใจเริ่มเบา สงบ เย็น จิตจึงปิติ เยือกเย็น ซาบซ่านอยู่ตลอด  จิตของพระพุทธเจ้าท่านเยือกเย็นถึงที่สุด  เพราะจิตท่านห่างไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง พอกิเลสจะเกิด ปัญญาก็วิ่งไปตัดฉับ แต่ยังมีกระแสเล็ดลอดอยู่บ้างตามภูมิที่ยังไม่ถึงที่ของมัน  หลวงปู่ชาจึงสอนว่า ให้ทำๆ ไป มันจะเข่นฆ่ากิเลสอยู่เรื่อยๆ พอถึงที่มันก็หมดลงเอง 

พวกเราอย่าได้สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย อย่าได้สงสัยในคำสอนของครูบาอาจารย์เลย เมื่อถึงตรงนั้น มันจะหายสงสัยไปหมด แต่ต้องเจริญสติให้เห็นนะ การปฏิบัติต้องเจริญสติให้เกิดความเห็น (ที่เรียกว่าญาณทัสสนะ) ถ้าไม่เห็นมันก็หลง สงสัยอยู่นั่นแหละ จะใช้ความรู้สึก ใช้ความจำ ความคิดอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่จำมากแล้วจะหายสงสัย ไม่ใช่คิดมากๆ แล้วจะหายสงสัย ไม่ใช่รู้สึกมากๆ แล้วจะหายสงสัย และไม่ใช่ความเชื่อด้วย มันเป็นความ “เห็น” จริงๆ

หลังจากนั้นก็จะเกิดความแปลกขึ้นที่จิตของมันเอง ไม่ต้องมีใครมาบอกอะไรอีก เพราะมันพบทางของมันแล้ว เป็นทางกลับบ้าน บ้านที่แท้จริง โลกก็อยู่ของเขาเหมือนเดิม แต่จิตถอนออกมาจากโลกเสีย ผมจึงเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า สูเจ้าทั้งหลาย จงมาดูโลกอันงดงามตระการตาดุจราชรถอันคนเขลาข้องอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่  ผู้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ใจของผู้นั้นก็ถอดถอนออกจากโลกไปเอง เห็นธรรม รู้ธรรม  

ผู้เห็นธรรม รู้ธรรม ก็คือ ผู้มารู้มาเห็นโลกตามความเป็นจริง แล้วเบื่อหน่ายคลายจากโลกเอง หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี บอกว่า  พอจิตมันรู้แจ้งเห็นจริง เห็นความเป็นจริงของโลก (ขันธโลก) มันก็เบื่อหน่ายไปเอง  ยิ่งเบื่อหน่ายมันก็ยิ่งถ่ายถอน ถอนจากการข้องแวะในโลกที่คนโลกๆ มองว่าเป็นของงดงามตระการตา  พอถึงตรงนั้นก็ปลอดภัยแล้วปลอดภัยจากวัฏสงสารที่จะไปเกิดในอบายภูมิ มันก็จบลงตรงนั้น  เพราะเห็นโลกเสียแล้ว  เห็นแล้วว่า โลกนี้ไม่ใช่เรา ของเรา กายนี้ก็ไม่ใช่เรา ของเรา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนไม่มีอะไรที่จะน่ายึดถือ ยึดมั่น เอาเป็นสาระแก่นสารอะไรได้สักอย่าง เพราะไปยึดสิ่งที่ไม่มีสาระแก่นสาร เกิดแล้วดับๆๆๆ ใจมันจึงทุกข์ร้อนอยู่ไม่จบ ไปยึดสิ่งที่ไม่เที่ยง  สิ่งที่ไม่อาจจะหมายว่าเป็นเรา ของเราได้ นั่นคือ ทุกข์

วันก่อน ดูสารคดีทันโลก พิธีกรไปถ่ายทำเรื่อง ศาสนาพุทธที่ประเทศอิตาลี ไปสัมภาษณ์หนุ่มคนหนึ่งที่นับถือศาสนาพุทธว่า  ทำไมจึงนับถือพุทธศาสนา ฝรั่งคนนั้นตอบสั้นๆ แต่มันลึกซึ้งมากๆ แม้พิธีกรก็ยังยิ้มๆ เข้าไม่ถึงคำตอบที่เขาตอบ     

เขาตอบว่า เขายังรู้สึกไม่สบายใจ และศาสนาอื่นไม่สามารถตอบคำถาม “ความไม่สบายใจ” ของเขาได้ ความไม่สบายใจนี่แหละ เรียกว่าทุกข์อย่างหนึ่ง ในบทสวดมนต์ก็ปรากฏอยู่  โสกปริเทวะ  โทมนัส แปลว่า ความไม่สบายใจ ศาสนาไหนๆ ก็แก้ปัญหาเขาไม่ได้ 

ความไม่สบายใจนี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา สุดแท้แต่ว่าใครจะเห็นหรือไม่เห็น ถ้าคนเขลาจะไม่เห็น  ถ้าคนมีวาสนาทางธรรมจะเห็นตรงนี้  อย่างพระยสะ แม้แวดล้อมด้วยนางรำมากมาย ก็ยังบอกว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” คำว่าที่นี่ ไม่ใช่หมายถึงคฤหาสน์ที่พระยสะอยู่  แต่หมายถึง ใจท่านต่างหาก  แม้จะแวดล้อมด้วยเครื่องอำนวยความสุขมากมาย อยู่บ้านหรู แวดล้อมด้วยสตรีงาม เพื่อนฝูงมากมาย เหล้า อาหารชั้นดี แต่พอมีคนมีวาสนาทางธรรมมาถึง  ใจก็จะวุ่นวายหนอ ขัดข้องหนอขึ้นมา  เดินรำพึงมาพบพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่า ยสะ ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ ไม่วุ่นวายหนอ  ที่นี่ ไม่ได้หมายถึงที่ที่พระพุทธองค์นั่งประทับอยู่  แต่หมายถึง “จิต” ของพระองค์ต่างหาก  แม้โลกจะวุ่นวายหนอ ขัดข้องหนอ ไปทุกเรื่อง แต่จิตของพระองค์ทรงอยู่เหนือโลกเสียแล้ว (โลกุตระ) จิตของพระองค์จึงไม่ได้วุ่นวาย ขัดข้องไปตามโลก  พระองค์ก็ไม่ได้หนีโลกไปไหน  ปฏิบัติหน้าที่ความเป็นพระพุทธเจ้าตามที่ได้ตั้งใจมา จวบจนอายุล่วงเข้าแปดสิบพระพรรษา จึงปรินิพพาน ทิ้งโลกอันแสนจะวุ่นวายไป เป็นผู้ไม่กลับมาอีก

การปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่การหนีโลก หนีคน หนีสังคม หนีทุกสิ่ง แม้หนีไปนั่งอยู่ในป่าคนเดียว ภาพคน เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องก็ไม่ได้หนีไปไหน ยังคงตามมาหลอกหลอนให้กลับไปหาพวกเขาอีก นี่เพราะยังไม่รู้แจ้งโลก ไม่รู้แจ้งในภาพในหัว ไม่รู้แจ้งในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์  ถ้ารู้แจ้งเสียแล้ว จะไปอยู่ในป่า ในเมือง ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป  ถ้าปฏิบัติจนใจมันขาดออกจากโลกได้ โลกก็อยู่ของโลก เรา (จิต) ก็อยู่ของเรา แม้จะเกี่ยวข้องก็ไม่เกี่ยวข้อง ความไม่สบายใจ (โลก) มันก็อยู่ของมัน 

ความไม่สบายใจนานัปการเรียกว่า ทุกขเวทนา ถ้าปฏิบัติได้ยิ่งๆ ขึ้นไป จะเห็นชัดเลยว่า โลกนี้แท้จริงแล้วไม่มีความสุขอะไรเลย มันมีแต่ทุกข์จริงๆ  ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป  มีอยู่แค่นี้แหละ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้  

ถ้ามีสติจะเห็นทุกข์ ที่ไม่เห็นทุกข์เพราะไม่มีสติ ถ้ายังเห็นโลกนี้น่าอยู่ สวยงาม เป็นสุข น่าเกี่ยวน่าข้องอยู่ แสดงว่ายังเขลาอยู่อีกมาก สูเจ้าทั้งหลาย จงมาดูโลกอันงดงามตระการตาดุจราชรถอันคนเขลาข้องอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ จงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นได้แล้ว หลับใหลมานานมากแล้ว มองโลกตามความเป็นจริงได้แล้ว  กี่ชีวิตแล้วตายดับไปต่อหน้า  ยังจะสนุกสนานในการใช้ชีวิตอยู่อีกหรือ ไม่นานก็จะเป็นเรา  เมื่อถึงวันนั้น แม้คำว่าพุทโธ ยังนึกไม่ออกเลยหากประมาทในการใช้ชีวิต จงเร่งอบรมสติให้มาก อย่างที่ผมเคยบอก  อยู่กับอารมณ์ให้น้อย  อยู่กับสติให้มาก

คำว่าสตินี่ก็เข้าใจกันไม่ค่อยจะถูก  สติ แม้ว่าจะแปลว่า ความระลึกได้ก็จริงอยู่ แต่เป็นความระลึกได้ในลักษณะรู้สึกตัวทั่วพร้อม (เขียนไว้ในหนังสือค่อนข้างชัดอยู่)  ไม่ใช่ระลึกได้ในลักษณะความจำ อันนั้นเรียกว่าสัญญา คนละเรื่องกัน 

สตินี่แหละคือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สติจะทำให้เราตื่นจากความหลับใหล รู้แจ้งเห็นโลกตามความเป็นจริง สติจะทำให้เราไม่เห็นโลกงดงามตระการตาเหมือนอย่างเคย  สติจะทำให้เรารู้ธรรม เห็นธรรม  เห็นธรรม รู้ธรรม  ผู้เห็นธรรม รู้ธรรม ก็คือ ผู้มารู้ มาเห็นโลกตามความเป็นจริง แล้วเบื่อหน่ายคลายจากโลกเอง หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี จึงพยายามสอนฝึกจิตให้อยู่กับสติคือ ความรู้สึกตัวให้มากที่สุด ถ้าไม่รู้จักสติ ลองหายใจเข้าลึกๆ แรงๆ จะรู้สึกขึ้นมา นั่นล่ะคือสติ  อานาปานสติ จึงหมายถึง หายใจเข้ารู้ (สึกตัว) หายใจออกรู้ (สึกตัว) เรียกว่า รู้เท่าทันลมหายใจ สตินี่จำเป็น หลวงปู่ชาจึงบอกว่า หากขาดสติ หมายถึงตาย คือตายจากความเป็นคน

มีบ้านหนึ่งโทรศัพท์มาบอกว่า เมื่อไรผมจะไปโปรดอีก และบอกว่า อยู่กับผมแล้ว รู้สึกคนในบ้านมีสติ จิตเป็นสมาธิดีมาก สามารถรับพลังจากผมได้ ผมก็บอกว่า ผมไม่มีพลังอะไร มีแต่พลังอำนาจสติเท่านั้นเอง  สติจึงเป็นธรรมที่มีอุปการคุณมากที่สุด  การทำสมาธิของผมก็เอาสตินี่แหละเป็นบาทฐาน  พอจิตเป็นสมาธิก็แผ่ไปให้พวกเราในที่นี้ทุกท่าน บางคนก็บอกรับได้สื่อได้ แล้วแต่จิตคนเหมือนกัน  ก็ขอให้พยายามเจริญสติ ภาวนาระหว่างวันกันให้มากๆ นะ 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *