ถาม-ตอบ

ธรรมะเป็นของละเอียด จิตที่หยาบรองรับไม่ได้หรอก ภาชนะที่สะอาดเท่านั้น จึงจะรองรับธรรมอันละเอียดบริสุทธิ์ได้

แสดงธรรม  กลุ่ม Natural Mind  เมื่อวันที่  1 พฤศจิกายน 2559

 

ท่านทรงกลด :  สมัยที่กลุ่มนี้ตั้งขึ้นใหม่ๆ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2558 โดยท่านโสต สุตานันท์ ซึ่งถือว่ามีคุณูปการต่อการตั้งกลุ่ม  และเชิญสมาชิกทั้งผู้พิพากษาและเพื่อนสหายธรรมของท่านก็เข้ามาในช่วงต้น มีราวสี่สิบกว่าคน แล้วก็มีออกไปจำนวนหลายคนเหมือนกัน ส่วนใหญ่ที่ออกไปเพราะอาจจะยังไม่พร้อมทั้งเวลาและจิตใจ จำได้ว่า ตอนตั้งกลุ่ม ผมเข้ามาแสดงธรรมวันละ 2 – 3 ชั่วโมงถึงเที่ยงคืนเกือบทุกวัน เป็นอยู่ประมาณสามเดือน  ได้ปูพื้นฐานการปฏิบัติ โดยเฉพาะมรรคมีองค์ 8 และสติปัฏฐาน 4 ตั้งแต่ต้นจนจบ อย่างที่บอก ไม่มีการรวบรวมเก็บไว้ อาจจะมีช่วงแรกๆ ที่ตั้งกลุ่มมีคนสัมภาษณ์ผมเหมือนรายการทีวี  หลังจากนั้นก็ไม่มีการรวบรวม 

จนกลางปี ได้นำประวัติหลวงปู่มั่นมาเล่าให้ฟัง โดยเล่าไปก็วิเคราะห์ไปว่า ทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ (มีประโยชน์มากสำหรับนักปฏิบัติ)  ดูเหมือนมีคนจะเริ่มทำเก็บไว้ในโน้ตกระมัง  เรื่องประวัติหลวงปู่มั่นนี่ก็แปลก เพราะตั้งใจว่าจะนำมาเล่าให้ในกลุ่มฟัง แต่หาหนังสือไม่ได้ เย็นวันหนึ่งมีญาติที่ไม่ค่อยได้พบกัน โทรศัพท์มาเข้าโทรศัพท์บ้าน (ผมกลับบ้านที่กรุงเทพฯ พอดี) บอกว่า เขาได้หนังสือประวัติหลวงปู่มั่นมา จะเอามาให้นะ พอเห็นหนังสือผมขนลุกเลยเป็นเล่มที่ผมอยากได้อยู่พอดี เพราะเดิมผมมีอยู่แต่ตอนบวชได้ให้เพื่อนไป เป็นฉบับที่เขียนโดยหลวงตามหาบัวซึ่งใช้ภาษาได้งดงามมาก ถือว่ากลุ่มนี้มีบุญมาก ผมจึงเอามาเล่าให้คนอื่นฟังแถมวิเคราะห์ให้เสร็จสรรพ  ใช้เวลาอยู่หลายวันพระทีเดียว  เล่าถึงตอนสุดท้ายคือ ตอนที่หลวงปู่มั่นนิพพาน  แสดงธรรมได้สักพักก็รู้สึกท้อ เพราะดูมีคนสนใจ เข้าใจอยู่เพียงไม่กี่คน ก็แสดงต่อไปตามประสา อะไรที่ออกมาขณะนั้นก็แสดงไปเป็นธรรมดาของมัน อีกคืนหนึ่งก็รำพึงในใจว่า ธรรมที่แสดงนี่เมื่อไรจะเห็นผล พวกท่านที่อยู่เดิมคงจำได้ ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว คืนนั้นนั่งสมาธิ พอจิตสงบก็เกิดความรู้ขึ้นว่า ต้นปีหน้าจึงจะเห็นผล  อีกคืนหนึ่งก็นึกในใจถึงพ่อท่านคล้ายว่า เอ ! คนที่เคยปฏิบัติธรรมกับเรา เคยร่วมสร้างบารมีกันมา นอกจากกลุ่มนี้แล้วยังมีอีกไหมหนา  คืนวันรุ่งขึ้น ขณะแสดงธรรมให้เพื่อนในกลุ่มฟังตามปกติ มีคนไปเชิญคนอื่นเข้ามา คนที่เข้ามาเอาธรรมที่ผมแสดงไปให้คนอื่นอ่าน  คนนั้นอ่านแล้วก็เข้ามาพร้อมเพื่อนๆ อีกมากมายทันที  พร้อมทั้งเล่าเรื่องนิมิตเรื่องหลวงตามหาบัวบอกให้ตามฆราวาส ซึ่งมีคนนั่งสมาธิเห็น แล้วไม่เข้าใจ ต่อมาจึงเข้าใจ

ในหนังสือก็เขียนถึงพ่อท่านคล้าย พ่อท่านคล้ายชักนำให้มาพบกัน ถึงได้บอกว่า พวกเราที่พบในกลุ่มนี้ (แม้ไม่เคยพบตัวจริง เสียงจริงกัน) เมื่อมาพบกันก็มีความรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกัน ราวกับเป็นพี่น้องกัน ตอนมีกลุ่มคนเข้ามามากมาย ผมก็ไม่แน่ใจในอุปนิสัย เลยลองนั่งสมาธิตรวจสอบดูก็เห็นเป็นภาชนะแก้วหลากสี แต่ว่างเปล่ากำลังรอรับน้ำใสบริสุทธิ์อยู่  เกิดความรู้ขึ้นว่า กลุ่มนี้มีวาสนาบารมีทางธรรม สามารถเข้าถึงธรรมได้เพราะเป็นแก้วที่ว่างเปล่า สะอาด  สามารถรับธรรมอันบริสุทธิ์ได้  ถ้าเห็นเป็นแก้วมีน้ำเต็ม เทน้ำเท่าไรก็ล้นออกมาหมด ไม่ต่างจากชาล้นถ้วย ผมก็คงไม่เอาด้วย  ต่อมาเมื่อกลุ่มธรรมอีกกลุ่มเชิญผมเข้าไปแสดงธรรม ผมจึงรับปากทันทีเพราะเห็นอุปนิสัยในทางธรรมแล้ว  และกลุ่มธรรมนี้เองเป็นผู้ริเริ่มทำหนังสือ “กว่าจะถึงกระแสธรรม”  พวกเราทั้งสองกลุ่มก็ร่วมกันทำบุญกันมาตามกำลัง สามารถพิมพ์ครั้งแรกได้ ๓,๐๐๐ เล่ม โดยเจ้าของโรงพิมพ์คิดราคาพิเศษให้  ก่อนพิมพ์ก็มีลูกศิษย์หลวงปู่บุญส่ง  ฐิตสาโร  ที่อยู่ในกลุ่มธรรมเอาต้นฉบับหนังสือไปให้หลวงปู่บุญส่ง ตรวจสอบ ท่านตรวจแล้วบอกว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนหันมาปฏิบัติธรรมกันมากๆ แล้วท่านก็พูดกับลูกศิษย์ในคืนนั้นหลังจากดูต้นฉบับหนังสือแล้วว่า ไฟฟ้าตามถนนหนทาง มีวันดับได้ แต่ประทีปธรรมหากส่องสว่างในใจใครแล้วก็ไม่มีวันดับ  ต่อมาก็มีการพิมพ์ครั้งที่สองอีก ๒,๐๐๐ เล่ม ครั้งที่สามอีก ๒,๐๐๐ เล่ม 

ที่เล่าเรื่องมายืดยาว จนมาถึงกลุ่มธรรมหนึ่งก็มานั่งพิจารณาดูอยู่อย่างหนึ่ง โดยในครั้งแรกคิดว่าจะปล่อยให้ผ่านไป กรรมใคร กรรมมัน  แต่ก็อดสงสารเมตตาคนที่อาจจะไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เป็นได้ ท่านอาจจะไม่เชื่อก็ได้ถือว่า เป็นเพียงลมผ่านมาวูบหนึ่งแล้วผ่านไป  ในกลุ่มธรรมนี้ผมไม่ห่วงเพราะแต่ละคนมีพื้นฐานการปฏิบัติมาพอควร พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร หรือเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ผมเพิ่งเชิญเข้ามาก็ไม่ห่วง แต่หลายคนๆ ที่ผมไม่รู้จักในตอนนี้ซึ่งผมเชื่อว่า เราคงเคยมีอะไรกันมาจึงมาพบกันในกลุ่มไลน์ธรรมนี้อีกครั้ง ที่ผมรู้สึกเป็นห่วง  

สิ่งที่ผมจะกล่าว หากไม่ถูกใจท่านก็ขออโหสิกรรมกันด้วย อย่าได้มีกรรมต่อกันต่อไปอีกเลย กล่าวคือ  เมื่อหลายปีก่อน ผมได้มีโอกาสสนทนาธรรมกับหลวงปู่ที่ชรามากรูปหนึ่ง ในวัดป่าแห่งหนึ่ง ได้เล่าประสบการณ์ธรรมแลกเปลี่ยนกัน  พอกราบลาท่าน ๆ ก็พูดลอยๆ ว่า โยมปฏิบัติได้ขนาดนี้ให้ระวังคนรอบข้างด้วยนะ  ผมงงไปนิดหนึ่ง ย้อนถามหลวงปู่ว่า ทำไมหรือครับหลวงปู่  ท่านตอบว่า หากเขาละเมิดในตัวโยมเขาจะวิบัติ  ผมก็ไม่ได้สนใจมาก แต่พอกลับออกมา ก็เห็นอะไรแปลกๆ ซึ่งไม่ขอเล่า ก่อนหน้านั้นก็ไม่ได้คิดอะไร  ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม หากธรรมที่ผมแสดงไปไม่ถูกจริต อ่านแล้วรู้สึกขวางหู ขวางตา นึกในใจว่า นี่มันเป็นใครวะ ผมก็ขอให้ท่านออกจากกลุ่มไปเถิด  ทั้งนี้เพื่อสวัสดิภาพของตัวท่านเอง ที่ผมพูดไม่มีจุดประสงค์อะไร นอกจากความเมตตา  ผมไม่ได้สนใจจำนวนคนเข้า คนออกเลยว่าจะต้องเท่านั้น เท่านี้ ขอแค่มีไม่กี่คนแต่สนใจอย่างจริงๆ จังๆ ก็พอแล้ว  แต่ก่อนพอผมแสดงธรรมอะไรแรงๆ มีคนออกไป ผมก็นึกในใจว่า ออกไปก็ดีแล้ว  เข้ามาก็ดีแล้ว  เท่าที่สังเกตดูคนที่ออกไปสมัยนั้น ศีลนี่ยังไม่ผ่านเลยจะมารองรับธรรมอันละเอียดประณีตได้อย่างไร จึงไม่แปลกที่ต้องออกไป  ธรรมะเป็นของละเอียด จิตที่หยาบรองรับไม่ได้หรอก ภาชนะที่สะอาดเท่านั้นจึงจะรองรับธรรมอันละเอียดบริสุทธิ์ได้  พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้เป็นภาษาบาลี จำไม่ได้แล้ว  ดังนั้นใครจะออกไปจำนวนเท่าไร ไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับผมเลย และไม่รั้ง ไม่หวง ไม่ง้อด้วย มีบุญก็เข้ามา บุญไม่ถึงก็ออกไปก็เท่านั้น  แต่ถ้าท่านคิดว่า ธรรมที่แสดงไปหรือที่ตามอ่านในโน้ตที่เก็บให้ มันใช่ ตรงกับจริตของตนก็ขอให้อยู่ต่อไป ผมก็ยินดีที่จะแสดงธรรมเท่าที่พอจะรู้ต่อไป  แม้จะเหลืออยู่แค่คนเดียวก็จะแสดง  จะแสดงจนตราบเท่าลมหายใจสุดท้าย หากยังมีคนสนใจนะ ดูอย่างพระพุทธเจ้าสิ จะดับขันธปรินิพพานแล้ว ท่านยังสอนสาวกองค์สุดท้าย (ในขณะที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่) จนบรรลุอรหัตผลเลย (คือพระสุภัททะ) ทีนี้เข้าใจหรือยังว่า ทำไมผมต้องพูดแบบนี้  บางทีสิ่งที่ท่านถามหรือยกขึ้นมา จะช่วยต่อยอดให้การสนทนาธรรมของเราชัดเจนดีขึ้นเสียอีก  แต่จริงๆ ทุกอย่างๆ ก็คือ ธรรมะ  ธรรมะก็คือธรรมชาติ ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่กว่าธรรมชาติ 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *