ถาม-ตอบ

บรรลุธรรม vs ดวงตาเห็นธรรม

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่  7  พฤศจิกายน 2559

 

ท่านทรงกลด  :  ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงคุ้มครองไม่ให้ไฟไหม้บ้าน ไม่ให้ตกงาน ไม่ให้เจ้านายด่า ไม่ให้เสื่อมลาภ ไม่ให้เสื่อมยศ ไม่ให้คนนินทา ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ป่วยหรือไม่ให้เกิดความวิบัติทั้งปวง แต่คุ้มครองใจผู้ประพฤติที่รู้เท่า ไม่ให้วิ่งแส่ส่ายเข้าไปหาทุกข์ หมายมั่นในทุกข์ ในเวลาที่ทุกข์เกิดอันเนื่องมาจากไฟไหม้บ้าน ตกงาน เจ้านายด่า เสื่อมลาภ เสื่อมยศ มีคนนินทา เจ็บ ป่วย หรือเกิดความวิบัติทั้งปวงต่างหาก

ถ้าใจเป็นธรรมแล้ว ทุกข์ (เวทนาขันธ์)ใดๆ ก็ครอบงำใจไม่ได้เลย คงลอยค้างเติ่งแล้วดับไปเป็นธรรมดาอยู่อย่างนั้น เมื่อใดที่เห็นทุกข์อย่างรู้จริงเห็นแจ้ง (เห็นด้วยใจ ไม่ใช่คิดเอา หมายเอา) ก็จะเห็นธรรม และจะเข้าใจ เข้าถึงพุทธพจน์ดังที่กล่าวมาข้างต้น

การสนทนาของผู้ใฝ่ธรรมนี้มีแต่ความเยือกเย็นใจจริงๆ นะ ผมสัมผัสได้เลยในขณะนี้ แต่ละท่านที่ตามอ่านอยู่ในขณะนี้ จิตใจสะอาดผ่องใสพร้อมที่จะรับธรรมได้ วันก่อนเอาธรรมที่แสดงไปลงให้อีกกลุ่มหนึ่ง ป้าที่ปฏิบัติธรรมมานาน ไลน์มาบอกว่า อ่านแล้วปิติ ขนลุกตลอดเวลา จิตใจมันเบิกบานเหลือเกิน มันตรงกับใจจริงๆ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่า ในสมัยพุทธกาล มีคนจำนวนมากฟังธรรมแล้วบรรลุธรรม เกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นคือ พระโสดาบันเป็นจำนวนมาก สมัยนี้จะมีบ้างไหมหนอ ที่ผ่านมาก็สงสัยว่า ทำไมคนฟังธรรมจึงไม่บรรลุธรรมกันบ้างเลย ต้องไปนั่งไปฝึกกันเป็นสิบ ยี่สิบปี พอมาได้เจอท่านๆ และป้าคนที่อ่านดังกล่าว อดรู้สึกไม่ได้ว่า คงต้องมีบ้างไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

การแสดงธรรมที่จะทำให้คนบรรลุธรรมได้ต้องเป็นการแสดงให้เห็นความเป็นจริงของรูป นาม  ขันธ์ห้า อารมณ์ การฟังธรรมแล้วเกิดปิติเพราะธรรมไปเปิดใจ ขณะฟังหรืออ่าน จิตก็พิจารณาตามไป (ภาษาพระเรียกว่า ธัมมวิจยะ) พอเห็นตามจริง จิตก็เกิดปิติ ที่เกิดปิติ เพราะจิตเห็นความเป็นจริงของรูป นาม อารมณ์ จิตก็ถอยห่างอารมณ์ออกมา  ธรรมชาติของอารมณ์ทั้งปวง (ขันธ์ห้า) หากเห็นธรรม จะเห็นว่า อารมณ์ทั้งปวงไม่ว่าดีหรือไม่ดีมีสภาวะร้อน หนักและวุ่น นึกภาพคนที่ถือหินเผาไฟแดงฉานแล้ววิ่งวุ่นอยู่ คนคนนี้ทุกข์ไหม  โอ้ ! ทุกข์มากเลย บอกให้วางก็ไม่วาง ถามว่า ทำไมไม่วาง จะวางได้อย่างไร ก็มันหินของฉัน ที่ผมแสดงธรรมมาทั้งหมด ก็ไม่มีจุดประสงค์อื่น เพียงเพื่อต้องการให้พวกเราวาง “หิน” ก้อนนั้นเท่านั้นเอง หินก้อนนั้นก็คือขันธ์ห้าเรานี่เอง มันทั้งหนัก ทั้งร้อน ทั้งวุ่น  คราวนี้พอท่านฟังหรืออ่านธรรม หากขณะนั้นจิตเห็นตามจริงว่า อารมณ์ใดๆ ไม่ว่าดีหรือไม่ดี มันร้อน มันวุ่น มันหนัก ธรรมชาติไม่มีใครอยากถือของร้อน ของหนักและวิ่งอยู่อย่างนั้นหรอก แต่เพราะความไม่รู้ (อวิชชา) มันก็เลยถือวิ่งวุ่นอยู่ ไม่หยุด ไม่วางเสียที  

ภาระหะเว ปัญจขันธา ขันธ์ห้าเป็นของหนักเน้อ นี่เป็นบทสวดมนต์อันหนึ่ง จำได้ ตอนบวช  ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าหนักหรอก เพราะเคยชินกับมัน ถือมันมานาน พอสลัดได้คราวหนึ่ง โอ้ ! มันหนักจริงๆ จิตที่เห็นความเป็นจริงของขันธ์ห้า จะเริ่มวาง เริ่มห่างขันธ์ห้า อารมณ์ที่ว้าวุ่น ร้อน หนัก พอห่าง มันก็เบา เยือกเย็น ตรงนี้เองที่ปิติเกิด ปิติมีหลายอย่าง ปิติเพราะทำบุญก็อย่างหนึ่ง  ปิติเพราะรักในหลวงก็อย่างหนึ่ง ปิติในองค์ฌานก็อย่างหนึ่ง  ส่วนปิติที่จะบรรลุธรรมต้องเป็นปิติที่เห็นธรรมคือ อารมณ์ทั้งปวงตามจริงเท่านั้น  เป็นปิติที่จะมาก่อนการเห็นธรรมหรือการหลุดพ้น 

การบรรลุธรรมกับดวงตาเห็นธรรมต่างกันอย่างไร    บรรลุแปลว่า การมาถึง เราเดินทางกลับบ้าน พอมาถึงถนนปากทางเข้าบ้านก็เรียกว่า บรรลุปากทาง  ไปถึงประตูรั้วก็เรียกว่า บรรลุประตูรั้ว ไปถึงบันไดก็เรียกว่า บรรลุบันได พอขึ้นบ้านเรียบร้อยก็เรียกว่า บรรลุบ้าน  การบรรลุธรรมจึงมีหลายระดับ บรรลุโสดาบัน บรรลุสกิทามี บรรลุอนาคามี บรรลุอรหัตผล อันเป็นจุดสุดท้าย

ส่วนดวงตาเห็นธรรม หมายถึง การบรรลุโสดาบัน คือ เห็นสิ่งใดเกิดเป็นธรรมดาก็ดับเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้เห็นด้วยตาเนื้อ หรือเห็นด้วยความคิด ความเข้าใจ เป็นการเห็นอีกแบบหนึ่ง อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เป็นปัจจัตตัง เป็นการเห็นอยู่ภายใน เรียกว่า ญาณทัสสนะ  พระอัญญาโกณฑัญญะท่านก็บรรลุโสดาบัน ได้ดวงตาเห็นธรรมก่อน 

หลายคน (โดยเฉพาะคนรวยๆ) จะมองคนปฏิบัติธรรมว่า เหมือนคนโง่ ทำไมเกิดมาไม่หาความสุขใส่ตัว  ทำไมยอมให้ตนเองต้องลำบาก บางทีก็ไปอยู่วัด อดข้าว ถือศีล อยู่ในวัดป่า บางทีไฟฟ้าก็ไม่มี คนพวกนั้นนั่นแหละคือคนโง่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเหล่านั้นเวลามีปัญหาร้ายแรงขึ้นมาก็ขาดสติทำอะไรที่คาดไม่ถึง เคยทำคดีเรื่องหนึ่ง เพียงขี้หมาก้อนเดียว ก็ทำให้ชายแก่ๆ คนหนึ่งต้องไปตายในคุก กล่าวคือ มีคนเอาสุนัขมาอึหน้าบ้าน แกเห็น อารมณ์โมโหวูบเดียว หันกลับไปคว้าปืน กว่าจะมีสติก็ยิงเจ้าของหมาไปหลายนัดแล้ว หรือหลายปีก่อน มีตำรวจคนหนึ่ง กลับมาบ้าน เห็นลูกชายเล่นเกมส์ไม่ยอมช่วยทำอะไร เกิดอารมณ์โมโห เอาปืนวางไว้บนโต๊ะ ท้าทายลูก  ลูกก็เลยหยิบปืนมายิงหัวตัวเองตาย หันกลับมาอีกที แทบเป็นบ้า จะเอาปืนยิงตัวเองตายตาม ภรรยาหันมาคว้าไว้ทัน ชีวิตหลังจากลูกชายตายเราลองคิดดูว่า มันจะเหมือนตกนรกทั้งเป็นไหม นี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราต้องมาฝึกสติ ฝึกใจกัน 

การไปอยู่วัด ลำบากก็แสนลำบาก อยู่ในกุฏิคนเดียวในป่าลึก เต็มไปด้วยความน่ากลัว ไฟฟ้าก็ไม่มี นั่นแหละ มันฝึกจิตเราเป็นอย่างดี ฝึกจิตให้อดทนต่อสู้กับอารมณ์กลัว จิตก็เข้มแข็งมีกำลังขึ้นมา อย่างดาราคนที่บังคับให้คู่กรณีกราบรถ ตอนนี้ก็เห็นโทษของโทสะ อารมณ์วูบเดียวแล้วว่า มีผลร้ายตามมาแค่ไหน ทั้งงานทั้งเงินสูญหมด ถ้าเขาย้อนกลับเวลาได้ เขาจะทำไหม เราเอามาพูดถึง ไม่ได้ต้องการทับถมแต่เอาเขามาเป็นครู มาสอนใจตนเอง  การปฏิบัติธรรมของผม นอกจากครูคือพระพุทธเจ้า พระอาจารย์อนันต์ หลวงปู่ชา หลวงปู่ดูลย์แล้ว คนรอบข้างนี่แหละคือครูที่ดีที่สุด 

ตามที่เคยแนะนำในกลุ่มว่า เวลาเจอคนที่บ้านคอยสร้างความรำคาญใจขณะที่จะปฏิบัติธรรม แหม ! เหมือนมารมาผจญ ประมาณนั้น ผมก็ตอบสั้นๆ ไปว่า ทางโลกคือมาร แต่ทางธรรมคือครู เวลาใครด่าเรา ขอบคุณเขา เวลาใครขับรถชนเรา เวลาใครขโมย ใครโกงอะไรเรา ขอบคุณเขา สังเกตดู คนปฏิบัติ มักจะเจอเรื่องร้ายๆ ที่เวลาไม่ปฏิบัติ ไม่ค่อยเจอหรอก เพราะเขาเห็นว่า เราจะไปจากอำนาจ “เขา” เขาก็เลยส่งบททดสอบแรงๆ มาให้ ส่วนใหญ่ก็แพ้ทางเขา ต้องตอบกลับไปอยู่กับทางโลกต่อไป กลับไปอยู่ในเล้าไก่ที่เขาสุมเราไว้มาหลายล้านๆ ๆ กัปกัลป์  เล้าไก่ก็คือ สังสารวัฏ เราก็จิกตีกันไป 

คำสอนหลวงปู่บุดดามีว่า คนเดินทำรองเท้าเสียงดัง เราก็อย่าเอาหูไปรับมันสิ  นี่ก็ตรงกับคำสอนหลวงปู่ชาคือ ไม่ต้องทำอะไร  จริงๆ ถ้าเห็นธรรม มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เสียงก็อยู่ส่วนเสียง หูก็อยู่ส่วนหู  แต่เพราะเราไม่เห็นตามจริง พอเสียงดัง หูได้ยินพั่บ (เกิดผัสสะ) ก็จะเกิดอารมณ์ตามมาทันที คำว่า อย่าเอาหูไปรับนี้ ลึกซึ้งมากเลยนะ ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอนพระพาหิยะนั่นแหละ ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน อายตนะมีทั้งหมดหกอย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ นี่คืออายตนะภายในจะคู่กับอายตนะภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ และธรรมารมณ์ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นสัมผัสรส โผฏฐัพพะคือ การสัมผัสทางกายภายนอก คือ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง และธรรมารมณ์สัมผัสใจ

คำว่า ธรรมารมณ์นี้ หมายถึง ความนึกคิดทางใจที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เป็นกระแสระลอกแห่ตามๆ กันมา  พระที่นั่งหลับตาท่านก็เอาธรรมารมณ์มาพิจารณา อยากรู้ว่า ธรรมารมณ์เป็นอย่างไร ก็เวลานอนกว่าจะหลับ ภาพต่างๆ ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย คนไม่รู้เท่าทันก็ตามตะครุบ กว่าจะนอนหลับ เที่ยงคืน ตีหนึ่ง ถ้าเข้าใจหูกับเสียง หรือรูปกับตา ที่เหลือก็เข้าใจได้ไม่ยาก (โยนิโสมนสิการ) ไม่ต้องไปสนใจหรือจดจำอายตนะอะไรที่กล่าวมาให้ปวดหัวหรอก หรือไม่ต้องไปนั่งไล่คิดอะไรให้เปลืองสมอง เป็นธรรมชาติง่ายๆ เท่านั้นเอง

นึกภาพคนสีไม้ไผ่สองอันให้เกิดไฟ ไฟเกิดเพราะอะไร เพราะมันเสียดสีกันใช่ไหม ไม่ต้องเกิดไฟหรอก แค่เสียดสีก็ร้อนแล้ว หรือเอามือตีแขนตอนนี้สิ เจ็บไหม นั่น ที่มันเจ็บเพราะมันเสียดสีกันแล้ว ภาษาพระเรียกว่า เกิดผัสสะ อย่างคนด่า เสียงลอยมากระทบหู เสียดสีเข้าแล้ว วุ่นแล้ว ร้อนแล้ว 

คำว่า “อย่าเอาหูไปรับ” คืออะไร มันก็คือ ทำให้ “หูมันพลาดเสียง” เสีย เท่านั้นเอง หูพลัดเสียง ตาพลัดรูป มันก็ไม่เจอกัน การเสียดสีจะมาจากไหน หูได้ยินเสียง ก็สักแต่ว่าเสียง สักแต่ว่าได้ยิน ไม่ต้องทำอะไร นี่แหละเรียกว่า มันพลัดกันแล้ว หลวงปู่มั่นจึงสอนพระสอนเณรเสมอว่า ให้หาความสงัดของผัสสะให้เจอ แล้วจิตจะสงบไปเอง    

เสียงเกิดมาครั้งหนึ่งก็ดับไปครั้งนั้น เคยสอนลูกศิษย์ที่เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ยกปากกาขึ้นมา แล้วผมก็ปล่อยทิ้งมันลงกับพื้นโต๊ะ เกิดเสียงดัง ทำให้เขาดูสองสามครั้ง  แล้วถามเขาว่า พวกเธอว่า เสียงปากกาที่กระทบพื้นที่เธอได้ยินเสียงเมื่อสักครู่ ยังอยู่ หรือดับไปแล้ว ทั้งห้องก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันกัน อ้าว ! อาจารย์ มันก็ดับไปแล้วสิ มันเกิดแล้วก็ดับไปแล้ว ผมก็ถามว่า อ้าว ! แล้วเสียงเพื่อนด่าเธอเมื่อเช้า มันควรจะดับไปแล้ว ทำไมเธอยังเก็บไว้อยู่ ทำไมเวลาเธอนึกถึงเสียงเพื่อนด่าที่ดับไปแล้ว เธอจึงรู้สึกโกรธ พวกเธอนี่มันโง่หรือฉลาด อะไรที่ดับไปแล้ว แทนที่จะปล่อยให้ดับไปเป็นธรรมดา ธรรมชาติของมัน เธอกลับไม่ปล่อย เพราะเธอฝืนธรรมชาติ เธอจึงโกรธ จึงทุกข์   

แปลกเหมือนกัน เมื่อวันก่อนวันวาน ธรรมะอันหนึ่งผุดมา บันทึกไว้ แต่ยังไม่ได้นำมาลงให้อ่านกัน  เอามาลง ลองอ่านดู 

การให้อภัยนี้ จริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อใคร ทำเพื่อตัวเองนี้แหละ  ให้อภัยแล้วใจสบาย สงบ เยือกเย็น แล้วมันก็เป็นสุขขึ้นมาเท่านั้นเอง  ให้จิตมันเลือกเอา ระหว่างจิตที่ไม่ให้อภัย ที่ต้องรุ่มร้อนเหมือนสุมไฟแดงฉานอยู่ทั้งวันทั้งคืน กับจิตที่ให้อภัย อันไหนเยือกเย็นสบายกว่ากัน  อากาศไม่มีชีวิตจิตใจ มันยังหนีร้อนไปหาเย็นเลย เรากับอากาศใครโง่ใครฉลาดกว่ากัน  วันหนึ่งเมื่อเกิดดวงตาเห็นธรรม จะเห็นว่า แม้อารมณ์เราที่เราเคยคิดว่าเป็นเราของเรา มันยังไม่ใช่เรา ของเรา (จริงๆ) วันนั้นอารมณ์คนอื่นก็หมดความหมาย 

เคยสอนลูกศิษย์ทางโลกบ่อยๆ ว่า มีเพื่อนมาด่าเธอ พอด่าเสร็จ แล้วเขาก็ไปดูหนังกับแฟนมีความสุข ส่วนเธอครุ่นคิด พยาบาท อกตรมอยู่แรมวันแรมคืน ใครฉลาดกว่ากัน  คนด่า ด่าเสร็จ มันก็ไปดูหนังฟังเพลง คนฟังนี่สิ มันไม่ฉลาด มันไม่ยอมให้หูอยู่ส่วนหู เสียงอยู่ส่วนเสียง 

เสวย คือเข้าไปรับอย่างเต็มๆ ระทมทุกข์อยู่คนเดียว เราผู้เดียวเที่ยวทำร้ายตัวเองอยู่แบบนี้ เมื่อไรจะฉลาดรู้เท่าทันอารมณ์ รู้เท่าทันหู รู้เท่าทันเสียง  ในระหว่างวัน  เราก็ต่างประสบอารมณ์มาด้วยกันทุกคน ตราบใดที่ยังอยู่ในโลก หนีไม่พ้นเลย ถ้าจะให้ถูกเรียกว่า แยกจิตออกจากรูป ออกจากนามได้ 

หากจิตเราไม่วิ่งเข้าเสวยรับอารมณ์ไม่พอใจ ทั้งรูปทั้งนามก็ดับไป ไม่เหลือเชื้ออะไรให้คิด จบเพียงนั้น เรียกว่า ปัจจุบันธรรมคือ สติทันอารมณ์ สติทันรูป ทันนาม แล้วจิตมันจะหดเข้ามาเรื่อยๆ  จิตจะตั้งมั่นเป็นสมาธิง่ายขึ้นเรื่อย ๆ จึงบอกว่า สติที่รู้เท่าทันรูป นาม อารมณ์ระหว่างวันนี้สำคัญมาก วันหนึ่งๆ เราเผชิญอารมณ์ล้านแปด อยู่ๆ ก่อนนอนจะมานั่งให้สงบ เป็นไปไม่ได้เลย 

หลวงปู่ชาจึงสอนว่า สตินี่แหละคือตัวคุ้มครองสมาธิ ทำให้สมาธิทรงตัวแล้วเกิดปัญญาตามมาในที่สุด พระพุทธเจ้าจึงสอนเน้นเรื่องหู เรื่องตา นี้มากที่สุด แต่ก่อนหลวงปู่มั่นก็ดูแคลนพระพุทธเจ้าว่า พระองค์ไฉนมาสอนเรื่องหู เรื่องตา เหมือนเด็กๆ พอบรรลุธรรม ท่านจึงเห็นว่า นี่แหละต้นตอปัญหาคือ กิเลสทั้งปวง สมัยพุทธกาล ภิกษุจำนวนมาก บรรลุธรรมเพราะเรื่องหู เรื่องตา  

นายแพทย์ที่ดูแลหลวงปู่ดูลย์ก่อนท่านมรณภาพ จะถามว่าหลวงปู่ว่า ทำไมอยู่กับหลวงปู่ มันเยือกเย็นจัง  อย่างพวกเราในกลุ่มนี้ พอเข้ามาก็สัมผัสกระแสเยือกเย็นขึ้นได้ทันที ไม่ได้คิดไปเองนะ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ผิดกลับกลุ่มโลกๆ กลุ่มอื่น ย่องเข้าไปมีแต่กระแสร้อนๆ อย่างผมนั่งรถไปกับคนทุศีลนี้ รู้สึกร้อนเลย อยากจะลงกลางทางเสียทีเดียว 

สมัยพุทธกาล ภิกษุจำนวนมาก บรรลุธรรมเพราะเรื่องหู เรื่องตานี่แหละ พวกชฏิลสามพี่น้องที่บูชาไฟเจริญเตโชกสิณ พระพุทธเจ้าไปทรมานคนพี่ก่อน ชื่ออุรุเวลกัสสปะ พระองค์แสดงฤทธิ์มากมายเพราะอุรุเวลกัสสปะเข้าใจว่า ตนเองหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์  อันว่า กสิณไฟ หรืออื่นๆ ก็คือ เอาไฟมาเพ่งเป็นอารมณ์จนจิตกับไฟเป็นหนึ่งเดียวกัน เรียกว่า เอกัคคตารมณ์  พอจิตรวมเป็นหนึ่งดังว่า กิเลสก็หายไปหมดก็เลยเข้าใจว่า หมดกิเลส  หารู้ไม่ว่า เป็นการหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำ พอออกมา ก็ถูกอารมณ์ชกต่อยหน้าตาแหกเหมือนเดิม พระพุทธเจ้าเคยผ่านมาก่อน สมัยไปอยู่กับอุทกดาบสและอาฬารดาบส รู้ว่าไม่ใช่ทาง  สิ่งที่ชฏิลทำ เขาเรียกว่า ฌาน  ถ้าเป็นสมาธิ ก็เรียกว่า สมาธิหินทับหญ้า เอาหินออก หญ้า (กิเลส) ก็งอกขึ้นใหม่  หลวงปู่เทสก์เรียกว่า สมาธิหัวตอ คนหลงตัวเองว่าบรรลุอรหัตผลนี้หลงจริงๆ นะ พูดให้ตายก็ไม่ฟัง 

หลวงปู่ทูล ขิปปปัญโญ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว จึงรู้ว่าอาจารย์ท่านยังไม่บรรลุธรรมอะไรเลย แต่เข้าใจว่าตนเองบรรลุอรหัตผล แม้หลวงปู่บัว มาบอกก็ไม่ฟัง  หลวงพ่อทูล พอบรรลุอรหัตผลที่เชียงรายก็สนทนากับหลวงปู่ขาว (หลวงปู่ขาวรู้ด้วยญาณ)  หลวงปู่ขาวบอกว่า พอเราบรรลุอรหัตผล เราไม่คุยกับใครเลย (เพราะคุยแล้วไม่รู้เรื่อง) มีคุยกับท่าน (หลวงพ่อทูล) นี่แหละ  หลวงพ่อทูลกลับมาเตือนพระอาจารย์ท่านแรงๆ จนพระอาจารย์สลดใจ รุ่งขึ้นหอบกลดจีวรไปเชียงราย และบรรลุอรหัตผลในที่สุด

อุรุเวลกัสสปะก็เช่นกัน พระพุทธเจ้าทรมานอย่างไรๆ ก็ไม่เชื่อ สุดท้ายพระพุทธเจ้าพูดตรงๆ ว่า อุรุเวล เธอยังไม่บรรลุธรรมอะไรเลย ท่านได้ยินก็สลดใจ หมอบกราบพระบาทของพระพุทธเจ้า ขอบวช แล้วลอยเครื่องเคราฤษีไปตามน้ำ น้องสองคนก็บวชตาม พระพุทธเจ้าท่านเป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ไม่มีใครยิ่งกว่า ท่านรู้ว่า พวกฤษีชฎิลเหล่านี้ บูชาไฟ ย่อมชินกับความร้อนอันเกิดจากไฟ ท่านก็เลยสอนเรื่องหูเรื่องตานี่แหละ บอกตาเมื่อมาเจอรูป หูมาเจอเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ธรรมารมณ์กระทบใจ ก็เกิดความร้อนเหมือนไฟขึ้น  เมื่ออายตนะภายนอกกับภายในกระทบกัน ย่อมเกิดไฟคืออารมณ์ขึ้น อารมณ์ยินร้ายก็ไปเป็นไฟร้อน อารมณ์ยินดีก็เป็นไฟเย็น  ไฟร้อนก็คือโทสะ  ไฟเย็นก็คือราคะ  ส่วนวิ่งวุ่นถือไฟอยู่เพราะความหลง ไม่รู้ คือโมหะ คือกิเลส ซึ่งนำมาแห่งภพ ชาติ ชรา มรณะ ทุกข์มากมาย เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ พระองค์ชี้ให้เห็นโทษของไฟ ไฟแห่งอารมณ์ ชฏิลสามพี่น้องพอได้ฟังอย่างนี้ จิตก็ออกจากไฟ จากอารมณ์ทั้งปวงที่เคยถือก้อนหินเผาไฟแดงฉาน ทั้งหนักและร้อน ทั้งวิ่งวุ่นไม่หยุด ก็หยุด แล้ววางก้อนหินไฟนั้นลงเสีย จิตก็เบา สงบ เยือกเย็น บรรลุถึงซึ่งพระนิพพาน  นิพพานแปลว่าเย็น บรรลุอรหัตผลอยู่ตรงนั้นเอง  

ที่จิตของพวกชฏิลบรรลุธรรมเพราะเห็นชัดแจ้งแล้วว่า ไฟคืออารมณ์ทั้งปวงอันเกิดจากตาเห็นรูป ไม่ว่ารูปดีไม่ดี หูได้ยินเสียง ไม่ว่าเสียงน่าฟังหรือไม่น่าฟัง จิตของท่านไม่เอาอารมณ์ ไม่เอาหู ไม่เอาเสียง ไม่เอาตา ไม่เอารูป ไม่เอาอะไรเลย ทิ้งหมด ไม่ถือมั่นอะไรสักอย่าง เพราะเห็นโทษ เห็นชัดแล้วว่า ไฟเมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับ เพราะตัวเองเคยก่อไฟมานับพันกอง ก่อทีไรก็ดับทุกที ดับทุกที ไม่มีกองไฟไหนที่จีรังยั่งยืนเลย เหมือนโทสะเมื่อเช้า เมื่อวาน เหมือนราคะ เมื่อเช้า เมื่อวาน บัดนี้ก็ดับ เสื่อมไปหมดแล้ว ไหนละ ราคะ โทสะ ที่พอจะยึดเป็นเราของเราได้ มีไหม ไม่มีหรอก มีแต่เราหลงผิด เห็นผิดไปเองทั้งนั้นว่า นั่นคือเรา ของเรา  นี่ก็แสดงให้อย่างชัดแจ้งอยู่แล้วว่า อารมณ์ทั้งปวง ราคะ โทสะทั้งปวง จะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้ ถ้าเป็นเรา พอมันดับเราก็ต้องดับไปด้วยสิ เรานี้ไม่มีวันดับ จิตนี้ไม่มีวันตาย (คำสอนหลวงตามหาบัว) 

จิตของพวกชฏิลที่ออกมาตั้งมั่นไม่เข้าไปเสวยในไฟ ในอารมณ์ทั้งปวง ตรงนั้นแหละเรียกว่า “สมาธิ” ซึ่งต่างจากฌานที่ตนเคยฝึกมาราวฟ้ากับเหว สมาธิทำให้เกิดปัญญา นำพาจิตให้วิมุตติหลุดพ้นได้  ส่วนฌานก็ได้แค่แช่สงบเฉย (แม้จะสุข) ไม่เกิดปัญญาแต่อย่างใด เว้นแต่ถอนจิตมาอยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ แล้วเจริญออกทางปัญญา  เช่น  พิจารณากาย ให้เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะไปได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่เทสก์ก็ตบท้ายว่า ความโง่อันสงบจากนิวรณ์ทั้งห้ายังดีกว่ากล้าหลงเข้าไปจมอยู่ในกามทั้งหลายเป็นไหนๆ  คำว่า กาม ในทางธรรม ไม่ได้หมายถึง การเสพกามอย่างเดียว แม้โทสะก็เป็นกามอย่างหนึ่ง (วิภวตัณหา) แต่เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือ ทำจิตให้หลุดพ้น ไม่พัวพันในกาม ในอารมณ์ทั้งปวง ในโทสะ ในราคะทั้งปวง เพราะอารมณ์ทั้งปวง โทสะ ราคะทั้งปวงก็คือไฟ  ซึ่งเมื่อเห็นตามจริงอย่างนี้จิตก็จะออกจากอารมณ์โทสะ ราคะ ไม่เอาอารมณ์นั้นๆ ต่อไป ดังพวกชฏิลสามพี่น้องที่เห็นโทษ เห็นภัย เห็นความไม่เที่ยงของไฟ จิตท่านทั้งหมดจึงหลุดพ้นจากอำนาจอารมณ์ จากราคะ โทสะ นั่นเอง 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *