ถาม-ตอบ

ธรรมทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559

 

ท่านทรงกลด : วันนี้วันลอยกระทง อ่านที่ไหนไม่รู้เขาบอกว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันนิพพานของพระสารีบุตรด้วย ก็เลยจับเอาเรื่องลอยกระทงมาจั่วหัวไว้ว่า พระโมคคัลลานะ  พระสารีบุตร  ตอนเบื่อหน่ายดูการละเล่นก็ทำนองเดียวกันประวัติพระสารีบุตร คงทราบกันหมดแล้ว จะไม่ขอพูดถึง จะพูดถึงในแง่มุมแห่งธรรมบางอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์กับพวกเรา 

พระสารีบุตรแม้จะมีปัญญามากเทียบเท่าพระพุทธเจ้าแต่ท่านไม่มีฤทธิ์เลย แม้กระทั่งเตโจปริยญาณ คือ การรู้วาระจิตของคน  ครั้งหนึ่งท่านไปสอนพรามหณ์คนหนึ่ง พราหมณ์กำลังจะตาย ท่านถามพราหมณ์ว่า อยากฟังธรรมอะไร และคิดว่าท่านเป็นพราหมณ์ คงอยากฟังเรื่องพรหมวิหารสี่ เลยเทศน์เรื่องพรหมวิหารสี่ พอเทศน์เสร็จ จิตของพราหมณ์จับเอาเมตตา กรุณา เป็นอารมณ์ เป็นสมาธิแบบฌาณ ตายแล้วก็ไปเกิดเป็นพรหม นึกว่าทำดีแล้ว ที่ไหนได้ กลับมา พระพุทธเจ้าถามว่า สารีบุตร เธอไปสอนอะไรพราหมณ์ ท่านตอบว่า สอนเรื่องพรหมวิหารสี่พระพุทธเจ้าข้า ปรากฎว่า ถูกพระพุทธเจ้าตำหนิเลย การตำหนิของพระอรหันต์นี้อย่าคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร พระอรหันต์ก็ทำอะไรไม่ถูกต้องได้ แต่ไม่ใช่ไม่ถูกต้องถึงขนาดผิดศีล ผิดวินัย นี่กลับไปสอนเรื่องพรหมวิหารสี่ เลยไปได้แค่พรหม อย่าคิดว่า เป็นพรหมแล้วจะดี เพราะยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีกมาก เกิดตายจากพรหมลงมาเกิดในยุคที่ไม่มีพุทธศาสนา โอกาสจะทำผิดศีลมีมาก ตายจากภพนั้นก็ไปบังเกิดในอบายได้ 

นี่คือเหตุที่พระพุทธเจ้า หลังจากตรัสรู้ธรรมแล้วดำริว่า จะสอนใครก่อนดี ก็ระลึกถึงอุทกดาบส และอาฬรดาบส พอพบว่า สองท่านนั้นตายแล้วไปเกิดเป็นพรหมไม่มีรูป ก็อุทานว่า ความฉิบหายได้บังเกิดแก่อาจารย์ทั้งสองแล้ว  อย่างธรรมที่ผมเอามาลงให้อ่านกัน เคยบอกว่า บางทีมันก็ออกมาตอนเช้าๆ หลังจากออกจากที่ภาวนาจริงๆ ที่ผมเอามาลงนี้คือ อริยมรรคมีองค์แปดทั้งนั้น ที่จะเป็นข้อคิดแบบโลกๆ มีน้อยมากๆ เท่าที่ดู เห็นจะมีเรื่องเดียวคือ เรื่องการให้อภัย นอกนั้นหากลงให้คนในสมัยพุทธกาลอ่าน คงได้ดวงตาเห็นธรรมกันไปมากแล้ว 

สิ่งที่ผมลงให้อ่านกัน เฉลยวันนี้ให้ฟังเลยก็ได้ว่า นั่นคือ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน และจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือธรรมที่แสดงไปที่ผ่านๆ มา ก็เป็นเรื่องการเจริญสติปัฏฐานทั้งนั้น เพียงแต่ไม่ใส่ชื่อให้มันต้องปวดเศียรเวียนเกล้า ไม่มีประโยชน์ เท่านั้นเอง

ตั้งแต่วันแรกที่มีผู้เชิญผมเข้ามาแสดงธรรมจนถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่ได้เปลี่ยนหัวข้อเรื่องที่แสดงเลย นั่นคือสัมมาทิฏฐิ  ในวันแรกที่มีผู้เชิญผมเข้ามา ผมตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า หากมีผู้ถามเรื่องเกี่ยวกับบาป บุญ คุณ โทษ เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องชาติหน้า  ผมจะไม่ขอตอบ และจะออกจากกลุ่มไปทันที แต่ถ้าถามเรื่องมรรคมีองค์แปดจึงจะตอบ แสดงธรรมให้ฟัง  เหมือนเทพดลใจ ท่านที่เชิญผมเข้ามาตั้งกระทู้โดยไม่ได้ปรึกษากับผมก่อนเลย ถามเรื่องสัมมาทิฏฐิ ก็เลยได้แสดงธรรมนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา จะเลิกหลายๆ ครั้ง ก็มีอะไรมาทำให้เลิกไม่ได้ทุกครั้ง  เคยบอกกับท่านหนึ่งว่า จะเลิกแสดงธรรมหลายทีแล้ว (ในตอนนั้น) เพราะจะเอาคนที่สนใจแบบจริงจัง เห็นคุณค่าคำสอนของเราน้อยจริง ๆ เหมือนพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ท่านก็ท้อใจที่จะสอนเวไนยสัตว์เหมือนกัน  

แต่ก่อนไม่เข้าใจคือ เรื่องพระสารีบุตร อย่างที่บอก ธรรมะในห้องนี้ บางเรื่องท่านไม่เคยฟังหรืออ่านเจอที่ไหนมาก่อน คือเมื่อพระสารีบุตรขณะยังไม่ได้บวช ไปพบพระอัสสชิ ขอให้ท่านแสดงธรรมย่อๆ ให้ฟัง พอฟังเสร็จ ท่านบรรลุโสดาบัน (พระอริยบุคคลมีสี่อันดับ มีพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหัตผล) 

พระสารีบุตรถามว่า ใครเป็นศาสดาท่าน ศาสดาท่านสอนว่าอะไร พระอัสสชิตอบว่า พระพุทธเจ้าคือศาสดาเรา แล้วศาสดาท่านสอนอะไรท่านบ้าง พระอัสสชิก็ถ่อมตัวบอกว่า เราเป็นพระบวชใหม่ไม่อาจจะแสดงธรรมอย่างกว้างขวางได้ แต่พอจะแสดงโดยย่อได้ แล้วท่านก็แสดงธรรมโดย่อว่า ธรรมทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ พระพุทธเจ้าแสดงเหตุและความดับแห่งธรรมนั้นได้ นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เพียงแค่ฟังว่า ธรรมทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ เพียงแค่นี้ พระอุปติสสะ (ชื่อเดิม) ก็บรรลุโสดาบัน ทำไมท่านฟังแค่นั้นบรรลุโสดาบัน และไม่เพียงแต่ท่านนะ พอท่านฟังเสร็จก็นึกถึงเพื่อนคือ พระโมคคัลลานะ บอกพระอัสสชิว่า อย่าเพิ่งแสดงธรรมเพิ่ม ขอกลับไปหาเพื่อนก่อนเพราะตกลงกันไว้ว่า ใครพบสมณะสอนให้พ้นทุกข์ได้ให้มาบอกก่อน หากตัวเองฟังต่อ อาจจะบรรลุอรหัตผล ก็จะผิดคำพูดที่ให้ไว้กับพระโมคคัลลานะได้  พอกลับไปบอกเพื่อน พูดเพียงว่า ธรรมทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ พระโมคคัลลานะก็บรรลุโสดาบันด้วยเช่นกัน  ทำไม ฟังแค่นี้ ท่านทั้งสองบรรลุโสดาบัน

การเข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องที่มาทีหลัง เมื่อเห็นธรรมแล้วจึงเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาทจึงจัดอยู่ในหมวดสุดท้ายของสติปัฏฐานสี่คือ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่ก่อนก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไว้หลังสุด เข้าใจว่า คงจัดๆ ไว้ไปอย่างนั้น ที่ไหนได้ ช่างลึกซึ้งอะไรปานนั้น

เราเคยเห็นบ้านจริงๆ กันไหม มีใครเคยเห็นบ้านจริงๆ กันบ้าง บ้านที่เราอยู่ ตรงไหนเรียกว่า บ้าน บ้านคือหน้าต่างเหรอ บ้านคือประตูหรือ บ้านคือบันไดหรือ บ้านคือหลังคาหรือ ตรงไหนที่เรียกว่า “บ้าน” หรืออย่างคำว่าบ้านนี้ทำไมจึงสะกดเป็นบ้านได้ เอา บ. ออก จะเป็นบ้านไหม  บาน คำนี้ จะอ่านว่าบ้านได้ไหม เอาไม้โทออก หรือเอา น. ออก  บ้าน พอเอา น ออก มันก็มีแค่คำว่า บ้า สังขารคืออะไร สังขารคือการปรุงแต่ง อะไรที่ปรุงแต่ง ล้วนเรียกว่าสังขาร  จำปัจฉิมโอวาทกันได้ไหม  ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านว่า “สังขาร” ทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังตนให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด คนเราก่อนตาย จะต้องพูดประโยคสำคัญที่สุดไว้ให้ลูกหลาน อย่างชาวโลกจะต้องบอกที่ซ่อนทรัพย์สมบัติ ฝากคนนั้น คนนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่า “สังขาร” ย่อมมีความเสื่อมเป็นธรรมดา 

ตกลงตอนนี้ ตอบได้หรือยังว่า เคยเห็นบ้านจริงๆ ไหม มันเป็นบ้านได้ก็เพราะมันปรุงแต่งขึ้นมา เอาไม้มาไสเป็นแผ่นๆ ไม้กลมก็ทำเสา ทำพื้น ทำหน้าต่าง ประตู หลังคา รวมเรียกกันว่า บ้าน บ้านที่ไหนเคยอยู่ชั่วกัลปาวสานบ้าง กรุงสุโขทัยเอย อยุธยาเอย ล้วนล่มแล้ว สิ้นแล้ว นั่นแหละสังขารย่อมมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา จะหาแก่นแท้ของสังขารไม่ได้เลย เหมือนเราหาแก่นแท้ของบ้านก็หาไม่ได้   

โอปนยิโก ย้อนกลับมาดูภายในของเราสิ กายเอย เวทนาเอย สัญญาเอย สังขาร (ความคิด) หรือแม้แต่วิญญาณเอย สิ่งที่กล่าวมา  ไม่ว่าบ้าน (รูป) กาย อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด (นาม) ล้วนคือธรรมในความหมายที่พระอัสสชิสอนพระสารีบุตร  ธรรมทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ  ทำไมจึงมีบ้าน  เหตุที่มีบ้านคืออะไร  เพราะเราสร้างมันขึ้นมา  การสร้างขึ้นมานี่แหละคือการปรุงแต่ง  การสร้างบ้านเป็นวัตถุ การคิดเป็นนามธรรม  อย่างเราคิดปรุงแต่ง ความคิดก็เป็นสังขาร เหมือนสร้างบ้านนั่นแหละ  เหตุที่มีบ้าน เหตุที่มีความคิดก็คือ เราปรุงแต่งมันขึ้นมา ธรรมทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ หมายถึงธรรม (ขันธ์ห้า) ทั้งปวงย่อมเกิดมาจากการปรุงแต่ง อะไรที่ปรุงแต่งย่อมเป็นสังขาร อะไรที่ปรุงแต่งย่อมเกิดแต่เหตุ เมื่อหมดเหตุก็เสื่อมดับไป ความคิดเราเคยอยู่เกินสักสิบนาทีไหม  ไม่หรอก คิดเรื่องนั้นยังไม่เท่าไร เรื่องใหม่ก็มาแล้ว เรื่องเดิมเสื่อมดับไปแล้ว ไหนละแก่นของความคิด ตัวตนที่แท้ของความคิด  มันไม่มีหรอก  

พระสารีบุตร พอฟังว่า ธรรมทั้งปวงย่อมไหลมาแต่เหตุ ท่านก็เกิดปัญญาขึ้นว่า อ้อ ! ไม่ว่ารูป ไม่ว่านาม ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง อารมณ์ทั้งปวง ธรรมารมณ์ทั้งปวง ย่อมเกิดจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น  ก็เมื่อธรรมารมณ์ทั้งปวงไหลมาจากเหตุคือ การปรุงแต่งก็ต้องเสื่อม ต้องดับไปเป็นธรรมดา จะหาแก่นสารได้อยู่หรือ ไม่ว่าจะเป็นรูป เป็นบ้าน เป็นอาการของจิต กิริยาของจิต หรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อปรุงแต่งก็ต้องเสื่อมดับไปเสียสิ้น จิตท่านที่เคยมั่นหมายในรูป ในนาม ในอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ธรรมารมณ์ทั้งปวงว่านั่นคือท่าน ตัวท่าน พอเห็นชอบ เห็นตามจริง สัมมาทิฏฐิก็เกิดทันที ที่เคยเห็นว่าสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ความจำได้หมายรู้ก็ดี ความตรึกนึกคิดต่างๆ ก็ดี อารมณ์หรือธรรมารมณ์ต่างๆ ก็ดีเป็นตัวท่านเอง หรือเป็นใคร คนนั้นคนนี้ ก็เปลี่ยนไป เดิมเห็นแบบนั้น เรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ ตอนนี้เห็นชอบ เห็นถูกแล้ว เห็นว่า ธรรมารมณ์ทั้งปวง อารมณ์ทั้งปวง รูปทั้งปวง จะถือเป็นเราเขาได้เสียที่ไหน  มันสักแต่เกิดดับๆ อยู่อย่างนั้น จิตท่านก็ผละออกจากการเกาะเกี่ยวในรูป ในนาม  ในขันธ์ห้า  อารมณ์ มาตั้งมั่นอยู่ แยกต่างหากจากธรรมเหล่านั้น และเห็นอารมณ์ทั้งปวงเกิดดับๆ ๆ จะถือเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่ได้เลย เป็นการเห็นในท่วงทำนองเดียวกับที่พระอัญญาโกณฑัญญะเห็น  ท่านจึงได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา ชื่อว่าโสดาบันบุคคล  ที่เคยเห็นบ้านเป็นบ้าน ก็ไม่ใช่บ้านอีกต่อไป ที่เคยเห็นคนเป็นคน  ก็ไม่ใช่คนอีกต่อไป สักแต่เป็นธาตุมาประชุมกัน สักแต่เป็นนามเกิดเพราะปรุงแต่งมันขึ้นมา ตถถา มันก็เป็นเช่นนั่นเอง

ที่แสดงมานี้หาอ่านจากตำราที่ไหนไม่ได้หรอก และไม่ยืนยันว่าถูกหรือผิด เพราะตรงนั้นไม่มีถูกหรือผิด แต่เป็นการเห็นตามจริง และที่สามารถแสดงได้ในวันนี้ เพราะเราก็เคยเห็นเหมือนพระสารีบุตรเห็น จึงแสดงได้ ใครจะว่าเราบ้าหรืออะไรก็สุดแล้วแต่เถิด  แสดงธรรมในวันลอยกระทง เป็นปฏิบัติบูชาแด่พระสารีบุตร เสนาบดีแห่งธรรม ก็พอสมควรแก่เวลา ขอความเจริญในธรรมโปรดมีแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน สาธุ สาธุ สาธุ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *