ถาม-ตอบ

การบ้านข้อ 1  ฟันมีในเราหรือเรามีในฟัน

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559

 

ท่านทรงกลด  :  เมื่อได้อ่านศึกษา  ทำความเข้าใจและลงมือปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานสี่มาแล้ว  ขอให้พิจารณาการบ้านข้อ 1 ว่า ฟันมีในเรา หรือเรามีในฟัน เขียนคำตอบของตนเองไว้ 

การบ้านที่ให้ไป น่าปิติ ตอบถูกกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังเป็นสัญญากันอยู่ ต้องภาวนาให้มันรู้แจ้งแก่ใจขึ้นมา จึงจะแก้โรคทุกข์ได้  ขอวิเคราะห์ที่ส่งมาแต่ละคนนะ  การบ้านธรรมะนี้ ไม่มีคะแนนหรอก ใครทำก็ได้กับตนเอง จิตก็จะใกล้ความเป็นอริยะเข้าไปทุกทีแล้ว 

ผู้ปฏิบัติ 1 : ไม่มีเรา เขา ในฟัน

ท่านทรงกลด  :  เมื่อเห็นว่าไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีหญิง ไม่มีชาย ในฟัน  ก็ควรจะโยนิโสมนสิการคือ ทำใจให้แยบคายถึงผม ขน เล็บ หนัง เลือด กระดูก หนอง อุจจาระ ปัสสาวะ ตับ ไต ไส้ ปอด ม้าม อวัยวะต่างๆ ที่อยู่ในร่างกาย ก็จะเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในอวัยวะต่างๆ นั้น  จากนั้นก็ควรจะโยนิโสมนสิการต่อถึงเวทนาคือ ความสุข ความทุกข์ ต่างก็เป็นขันธ์ อยู่ในขันธ์ห้าเหมือนกัน ทุกข์ก็ไม่มีในเรา เราก็ไม่มีในทุกข์ สุขไม่มีในเรา เราก็ไม่มีในสุข เหมือนฟันไม่มีในเรา เราก็ไม่มีในฟันนั่นแหละ ขันธ์ที่เหลือล่ะ สัญญา ความจำได้หมายรู้ สังขาร ความคิดปรุงแต่ง วิญญาณ ตัวรู้ ก็ไม่มีในเรา เราก็ไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเหมือนกัน เหมือนเราไม่มีในฟัน ฟันไม่มีในเรา ต่างก็แตกสลายกลับคืนสู่ธรรมชาติหมด

ร่างกายประกอบด้วยธาตุสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็คืนสู่ที่เดิม  ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ต่างเกิดจากจิตปรุงแต่ง จิตที่ว่างนี่แหละปรุงแต่งมันขึ้นมา (ถ้าเห็นธรรมจะเห็นอย่างนี้จริงๆ) เกิดจากความว่างก็กลับคืนสู่ความว่าง ธรรมทั้งปวงจึงเป็นอนัตตา  จิตนี้แท้จริงว่าง แต่ไม่ใช่ว่างแบบสูญ มันว่างแบบไม่สูญ  

หลวงปู่ชาบอกว่า มันว่างในสิ่งที่มี  กราบหลวงปู่ชาอีกแล้ว ช่างตรงกับที่เราเห็นเหลือเกิน กราบจนไม่รู้จะกราบอย่างไร ท่านที่ตอบมานี้ก็ตอบถูกแต่ขาดการโยนิโสมนสิการ  ถ้าท่านโยนิโสมนสิการได้ โยนิโสมนสิการเป็น ท่านก็จะเห็นคนไม่ใช่คน เห็นคนเป็นอะไรก็ไม่รู้ ปรุงแต่งขึ้นมาแล้วก็เสื่อมดับไป มีใครอยู่เกินพันปีบ้าง คนที่โยนิโสมนสิการเป็นจะเริ่มเห็นคนไม่ใช่คน ถ้าเห็นอย่างนี้จะไม่โกรธใครมาก เพราะไปโกรธอะไรก็ไม่รู้ ไปโกรธฟัน ไปโกรธผม ไปโกรธหนัง  หรือโกรธอารมณ์ ก็อารมณ์มาจากความว่างก็คืนเป็นความว่าง ใครบ้างไปโกรธความว่าง ไม่มีหรอก  

ผมถึงบอกว่า  ไม่ต้องรีบตอบ พอตอบเสร็จ ถูกทดสอบทันที  ถ้าเห็นตามที่ผมพูด ก็จะบรรเทาความชิงชังที่มีต่อคนนั้น  ท่านจะว่าอย่างไร ถ้าเกิดคนนั้นชาติหนึ่งเคยเกิดเป็นลูกชายเรา แล้วเราก็ทิ้งเขาไป ปล่อยให้เขาอดๆ อยากๆ ไปนอนตายอยู่ที่ศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่ง ก่อนตายเขาก็อาฆาตจองเวรแม่เขา ขอตามจองล้างจองผลาญทุกชาติไป  สิ่งที่เขาเอาจากเราไปในชาตินี้มันเล็กน้อยมาก หากเทียบกับที่เราทำกับเขาไว้ในชาตินั้น เราเสียเงิน แต่เขาเสียชีวิต 

หลวงปู่โต พรหมรังสี ตัดสินกรณีพิพาทพระชกกัน พระ ก. ชกพระ ข. ก่อน แต่หลวงปู่โตท่านบอกว่า เพราะ พระ ข. ไปชกพระ ก. ก่อน พระ ก.จึงชกตอบ  ถ้าเรามองแต่ในชาติปัจจุบันโลกนี้มันก็ไม่ยุติธรรมหรอก หนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสองนี่คือ กฎธรรมชาติ ไม่มีใครหนีพ้น ใครบวกหนึ่งกับหนึ่งเป็นสามได้บ้าง มีไหม  ไม่มีหรอก หนึ่งบวกหนึ่งต้องเป็นสองเสมอ จริงๆ ทุกอย่างมันยุติโดยธรรมอยู่ในตัวแล้ว

ทำไมพระญาติของพระพุทธเจ้า ชาตินี้ไม่เคยฆ่าใครเลย แถมปฏิบัติธรรมจนบรรลุโสดาบันบ้าง สกิทาคามีบ้าง ถึงถูกฆ่าตายล้างเผ่าพันธุ์อย่างอเนจอนาถอย่างนั้นเล่า พระพุทธเจ้ายังช่วยอะไรไม่ได้เลย ทำไมโลกนี้จึงโหดร้ายอย่างนั้น ไม่ยุติธรรมเลย ทำไมพระญาติจึงประสบโชคร้ายอย่างนั้น ทำไมๆ ๆ ๆ  นั่นก็เพราะชาติหนึ่ง คนเหล่านี้ต่างช่วยกันเบื่อปลาในแม่น้ำแห่งหนึ่งจนปลาตายหมด  ปลาเหล่านั้นก่อนตายก็อาฆาต เกิดมาเป็นทหารของพระเจ้าวิฑูฑภะ หลานของพระพุทธเจ้าเอง กลับมาฆ่าคืน กรรมสนองกรรม  แต่ด้วยความอาฆาต ทหารเหล่านั้นกลับได้รับผลกรรมหนัก เพราะชาตินี้พระญาติของพระพุทธเจ้าบรรลุธรรมอย่างน้อยพระโสดาบัน  กรรมหนักจึงส่งผลเร็วและแรง คืนนั้นทหารเหล่านั้นไปนอนอยู่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ด้วยผลกรรมที่หนักทำให้คืนนั้นเกิดพายุ น้ำในแม่น้ำล้นตลิ่งกวาดเอาทหารเหล่านั้นที่กำลังหลับใหลเหนื่อยล้าจากการฆ่าพระอริยบุคคลหลายร้อยคนลงแม่น้ำ ตายเรียบ ตายแล้วก็โน่น นรกอเวจี ใครไม่เชื่อก็ลองทำร้ายพระอริยบุคคลดูเถิด

บางทีลูกของเราในชาติก่อน อาฆาตเราไว้ ชาตินี้ก็ตามมาทำร้ายเรา บังเอิญชาตินี้เราปฏิบัติธรรม มีภูมิจิตสูงกว่าคนปกติ ลูกคนนี้พอตายไปก็ลงนรกขุมลึกที่สุด เราเป็นแม่ เห็นลูกประสบชะตากรรมอย่างนั้นจะทำอย่างไร นี่แหละความน่าสลดสังเวชของวัฏสงสาร

หลวงปู่รูปหนึ่งหันมามองหน้าผัวเมียคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แล้วพูดเปรยๆ ว่า เออ ! คนเรานี่แหละ เอาลูกทำผัว  หมายความว่า สามีของหญิงคนนี้ในชาตินี้ ชาติก่อนเคยเป็นลูกเธอนั่นเอง มันก็วนเวียนกันแค่นี้แหละชีวิต เห็นอย่างนี้ยังอยากจะเกิดกันอีกหรือ 

พ่อชายคนหนึ่งตายไปก็ไปเกิดเป็นลูกหมาอยู่แถวนั้น มันก็วิ่งกลับไปบ้านที่ตนเคยอยู่เพราะคุ้นเคย ลูกชายเห็นก็ไม่ชอบ นึกว่าจะมากัดแมวที่ตนเลี้ยงจึงเอาไม้ไล่ตี มันก็ยังวนเวียนมาอีก คราวนี้เอาน้ำร้อนราดเลย ลูกที่ไหนทำร้ายพ่อได้ขนาดนี้  บางทีคนที่บ้านตายไป ไม่นาน มีงูมาเข้าบ้าน คนที่อยู่ช่วยกันเอาไม้ตีจนตาย  บางทีก็คือพ่อคือแม่นั่นแหละตายแล้วก็หวงบ้านหวงสมบัติ ก็ไปเกิดเป็นงู พระพุทธองค์จึงบอกให้เบื่อในสังสารวัฏ ให้เบื่อการเกิดการตาย 

หลวงปู่ชาบอกว่า ไปให้มันนอกเกิดเหนือตายคือ พระนิพพานเสียจึงจะจบ ไม่ต้องมาเกิดมาตายอีก บางทีพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตายแล้วก็มาเกิดในท้องลูกสาว คลอดออกมา เลี้ยงดูไป เติบโตขึ้น มีดื้อบ้างตามประสา ตีลูก ทำร้ายลูก หารู้ไม่ว่า ทำร้ายพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย นั่นแหละ แต่จะไม่ทำก็ไม่ได้ก็เด็กมันดื้อ  สังสารวัฏมันเป็นอย่างนี้ วนเวียนอยู่อย่างนี้ ไม่รู้ต้นรู้ปลาย 

 

ผู้ปฏิบัติ  2 :  ฟันก็คือฟัน  ไม่ใช่เรา ฟันคือวัตถุธาตุในปากเรา ความรู้สึกของผมนะครับ  จับความรู้สึกได้เหมือนนิ้วมือที่เราใช้กดโทรศัพท์ตอบไลน์อยู่นี่ เป็นกระดูก ใช้ขบเคี้ยวอาหาร ไม่นานก็สลายไป ถูกเผาไปกับร่างกาย 

ท่านทรงกลด : ถูกต้องครับ ฟันไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ฟัน เราไม่มีในฟัน ฟันไม่มีในเรา ไม่เชื่อลองถามมันดูสิ ฟันเอ๋ย เจ้าเป็นเราหรือเปล่า เจ้าเป็นของเราไหม มีฟันซี่ไหนที่ตอบบ้าง นี่คือความจริงง่ายๆ ที่เรามองข้าม ถามผมกี่เส้นๆ ผมเอ๋ย เจ้าเป็นของเราบ่ ขนล่ะ เล็บเอย หนังเอย มีอันไหนตอบเราบ้าง ไม่มีเลย มีแต่เราทึกทักไปเองว่ามันเป็นเรา ของเรา นี่แหละความเห็นผิดชิ้นโตล่ะ 

พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องกายไว้ก่อนเป็นอันดับแรกเพราะเห็นว่า เป็นของที่เห็นง่าย ส่วนที่ถามเป็นเสียงออกมาได้นี้ ก็ไม่มีอะไร จิตเราปรุงแต่งบังคับมันก็เท่านั้นเอง  เราสร้างรถ ปรุงแต่งรถ แล้วเที่ยวขับเล่น รถวิ่งได้ เคลื่อนไหวได้ มันแปลกตรงไหน กายนี้มีจิตเป็นผู้ขับเคลื่อนก็เหมือนรถมีคนเป็นคนขับ  พอจอดรถทิ้งไว้มันขับเองได้ไหม กายนี้เหมือนกัน พอใช้จนพังก็ต้องทิ้งไป คนทิ้งนั่นแหละคือจิต ทิ้งแล้วก็ไม่จบ มันก็ไปสร้างไปปรุงแต่งอะไรของมันต่อ ตามเหตุตามปัจจัย กายนี้มีจิตเป็นผู้ขับเคลื่อน ก็เหมือนรถมีเราเป็นคนขับ พอทิ้งรถ รถก็พังไปตามกาลเวลา 

เรื่องรถกับกายมันช่างสอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ กายนี้ประกอบไปด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ รถก็เหมือนกัน  ธาตุดินคือส่วนที่แข็ง กายนี้ก็คือกระดูก หนัง ตับ ไต  ส่วนรถก็คือ ตัวถัง เกียร์ คลัช เบรค เครื่องยนต์  ธาตุน้ำของเรา ก็คือ น้ำในร่างกาย น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำหนอง ธาตุน้ำในรถก็คือ น้ำหล่อเย็น ธาตุไฟในร่างกายก็คือ ไฟที่ให้ความอบอุ่น ส่วนรถก็ต้องใช้ธาตุไฟคือ ไฟจากแบตเตอรี่ก่อน พอสตาร์ทก็มีตัวรีชาร์จคอยหล่อเลี้ยงไฟไว้ให้เครื่องยนต์ทำงาน  ธาตุลมเล่า ร่างกายก็ต้องอาศัยลมหายใจ ลมหายใจมาจากไหน ก็ยืมมาจากอากาศข้างนอก สูดเข้าสูดออกอยู่ตลอดเวลา  รถก็ต้องใช้ลมในการสันดาป มีท่อลม มีแอร์ฟิลเตอร์แต่ที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าไม่มีคนขับคอยสตาร์ทรถ ขับรถ รถก็จอดอยู่เฉยๆ ร่างกายนี้ก็อาศัยจิตคอยขับเคลื่อนไปนั่นเอง                                                 

 

ผู้ปฏิบัติ 3  : ฟันคือ ธรรมความดีเฉพาะตน ที่คงทนคะ 

ท่านทรงกลด  :  คำตอบนี้ก็ถูก แต่ยังไม่มองเข้าไปภายใน  ถ้ามองเข้าไปเห็นฟันไม่มีในเรา เราไม่มีในฟันอย่างชัดแจ้ง มันจะกลายเป็นความดีที่คงทนขึ้นมา ความดีที่คงทนคือ ความดีที่ไม่มีการเสื่อม การดับ คือความดีที่เป็นโลกุตระ ถ้าคนเห็นว่าฟันไม่มีในคน ไม่มีในเรา เราไม่มีในฟันอย่างแจ่มแจ้ง จะเกิดญาณภายในเรียกว่า เป็นสุดยอดแห่งความดีทีเดียว และจะคงทนอยู่กับเราไปจนถึงนิพพาน ไม่มีการเสื่อมสลายระหว่างทาง

 

ผู้ปฏิบัติ 4  :  ไม่มีทั้งสองอย่างเพราะมีคือจิตไปรับรู้  เมื่อจิตรู้รูปคือ กายหรือฟัน  หรืออะไรก็แล้วแต่ มันก็จะดับไป  ดังนั้นถ้าเราไม่ยึด  ฟันก็ไม่มีในเรา  เราก็ไม่มีในฟัน  เราหมายถึง จิตที่ยังมีอวิชชายังมีกิเลส ครอบงำอยู่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับในธรรมของพระอริยเจ้า  ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า  ย่อมทึกทักจับฉวยว่า รูปมีในเรา  เรามีรูปบ้าง  เวทนามีในเรา  เรามีเวทนาบ้าง  สัญญามีในเรา  เรามีสัญญาบ้าง  เพราะความทึกทักจับฉวยดังกล่าว ตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงปรากฏขึ้น  จิตหรือใจมีอยู่  ธรรมทั้งหลายมีอยู่  เมื่อบุคคลมีเวทนาถูกต้องอยู่ย่อมสำคัญว่า ฟันเป็นเรา เรามีสัญญาบ้าง เรามีรูปเป็นตัวตนบ้าง

ท่านทรงกลด  :  การที่เราเห็นว่าฟันเป็นเรา เราเป็นฟัน เกิดจากความเห็นผิดคือ อวิชชา เห็นไหม พระองค์ก็โยนิโสมนสิการไปถึงเวทนาอย่างที่ผมตั้งคำถามและมีคำตอบตั้งแต่นาทีที่ตั้งคำถาม  เพราะความเห็นผิดนี่แหละ ทำให้เราเห็นว่าฟันเป็นเรา เราเป็นฟัน ท่านจึงสอนให้เจริญกายคตาสติจะได้หายหลง หายเข้าใจผิด 

พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสัมมาทิฏฐิคือ ความเห็นชอบก่อน แล้วสมาธิจะมาเอง ขอให้เชื่อเถิด เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ต้องไปนั่งหลับตาเลยก็ได้   สมาธิที่เราทำๆ อยู่นี้ไม่ใช่สมาธิในความหมายของพระพุทธเจ้าหรอก สมาธิจริงๆ คือ จิตถอนออกมาจากความยึดมั่นเพราะความเห็นรูป นามตามความเป็นจริง แล้วออกมาตั้งมั่นอยู่  ถ้าเป็นสัมมาสมาธิจะรู้ธรรม เห็นธรรม  บางคนคิดว่า นั่งสมาธิจิตรวมแล้วบรรลุโสดาบัน อันนี้ผิดถนัด ได้ญาณโน่น นี่ นั่น เป็นเรื่องมโนไปเองทั้งสิ้น  จิตรวมไม่รู้เห็นธรรม จิตตั้งมั่นจึงจะรู้เห็นธรรม

 

ผู้ปฏิบัติ 5  :  ‘ฟันมีในคนหรือคนมีในฟัน’   ถ้าคิดในทางธรรมะก็คือ พิจารณาตามความเป็นจริง  จิตใจของเราก็เช่นกันก็เปรียบคล้ายกับฟัน ซึ่งเราทุกคนจะต้องดูแลรักษา  รักษาจิตใจของเราเหมือนที่เราต้องดูแลฟัน เพราะหน้าที่ของจิตมีความสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้กับฟัน  ถ้าเวลาใดจิตเราเศร้าหมอง เราก็เป็นทุกข์ ถ้าเวลาใด จิตใจเราผ่องใส  เราก็จะรู้สึกเป็นสุข ไม่ทุกข์  ทุกอย่างในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นธาตุทั้ง 4 หรือจิตใจ ก็อยู่ในลักษณะของ พระไตรลักษณ์ ทั้งสิ้น คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 

   อนิจจัง  คือ  ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

ทุกขัง  คือ  ความเป็นทุกข์ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ นั่นแหละคือทุกข์

อนัตตา  คือ  ความไม่ใช่ตัวตนของเรา เราไม่สามารถบังคับให้ร่างกายคงสภาพอยู่ได้

สรุป ถ้าเราอยากเป็นสุขจงดูแลรักษาร่างกาย เช่น ฟัน  ให้คงทนถาวร อยู่กับเราได้นานที่สุด รักษาจิตใจให้รู้เท่าทันความเป็นจริงทั้งหลาย 

ท่านทรงกลด : ถูกนะครับโดยเฉพาะตรงที่ว่า  รักษาจิตให้เหมือนรักษาฟัน ถ้าเราเห็นฟันตามความเป็นจริงมันก็สักแต่ว่าเป็นธาตุคือ ธาตุดิน อย่างที่ตอบมานั่นแหละ เมื่อเราเห็นฟัน ผม ขน เล็บ หรือธาตุอื่นตามความเป็นจริงแล้ว เท่ากับเรารักษาจิตเราไปในตัว เพราะเมื่อเห็นฟันตามความเป็นจริงว่า เป็นสักแต่ว่าธาตุ มีความเป็นอนิจจังต้องเสื่อมพังไป ไม่อาจทนอยู่ได้ (ทุกขัง) สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเหลือ (อนัตตา) จิตมันก็ไม่หลงเข้าไปยึดมั่นในฟัน  เห็นใครยิ้ม หัวเรา พูด เห็นฟันของเขา เออ ! มันก็สักแต่ว่าเป็นธาตุเท่านั้นเอง ไหนล่ะคน คนอยู่ที่ไหน อยู่ที่ฟันหรือ ไม่ใช่หรอก  

เวลาใครด่า พอเขาอ้าปาก เราเห็นฟัน จิตเรารู้เท่าทันก็ไม่แถเข้าไปยึดคนด่า ไปยึดคำด่า เรียกว่า เรารักษาจิตไว้ในที่มั่นเพราะเห็นตามความเป็นจริงเสียแล้วว่า ไอ้ที่ยืนด่าเรานั้นมันคนเสียที่ไหน ถ้ารักษาจิตให้รู้เท่าทันได้อย่างนี้ วันหนึ่งจะเห็นธรรมจริงๆ นะ  จิตที่รู้เท่าทันย่อมไม่หวั่นไหวตามอารมณ์น้อยใหญ่ เมื่อรู้เท่าทันเนืองๆ จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ตรงนั้นแหละ ตรงที่จิตตั้งมั่นนั่นแหละคือ สัมมาสมาธิหรือมัคสมังคี

 

ผู้ปฏิบัติ 6 : “ฟันมีในคน หรือคนมีในฟัน” คนกินทุกสรรพสิ่งกินกระทั่งกาลเวลาและตัวเอง เป็นปริศนาธรรมที่ดี มองได้หลายมุม ในแง่การปฏิบัติคือ การไม่รู้จักตัวเอง ทำร้ายตัวเอง ต้องเร่งความเพียร ฝึกสติ

ท่านทรงกลด : ถูกต้องเลย การไม่รู้จักตัวเองย่อมทำร้ายตัวเอง นี่ถ้าเรารู้จักฟันตนเองอย่างเข้าใจถ่องแท้ เห็นชัดขึ้นในจิตแล้ว จะฟันที่ไหนก็เหมือนกันหมด ตนนี่แหละคือที่พึ่งแห่งตน กายยาววา หนาคืบอันนี้แหละคืออาจารย์ใหญ่ให้เราได้ค้นคว้า ไม่ต้องไปมองอะไรที่ไหนหรอก ถ้าเราศึกษาฟันตนเองจนรู้จักตนเองแล้ว เราก็รู้จักคนอื่น รู้จักคนทั้งโลก  

หลวงปู่ชาพูดปริศนาธรรมอยู่เรื่องหนึ่ง ไม่เคยเข้าใจเลย พอมารู้เห็นจึงร้องอ้อ ท่านบอกว่า กระติกน้ำ  มันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ ต่างแต่ภายนอก  ถ้าเรารู้จักกระติกน้ำใบหนึ่ง เราก็รู้จักกระติกน้ำใบที่เหลือทั้งหมด หมายถึง ถ้าเราค้นในสกนธ์กายเราอย่างเข้าใจ เริ่มที่ฟันนี่แหละ ถ้าเข้าใจฟันที่เหลือก็เข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อเห็นอย่างถ่องแท้ว่า ฟันที่แท้ไม่มีในเรา เราไม่มีในฟัน หาตัวตนแก่นสารอะไรไม่ได้ แม้คนอื่นก็หาแก่นสารตัวตนอะไรไม่ได้เหมือนกัน แล้วเราจะทำร้ายกันอยู่ทำไม ใจมันก็ถอนออกมา มีแต่เมตตาต่อกัน   

ถ้าเรารู้จักฟันเรา รู้จักตัวเรา คนอื่นเราก็รู้จัก รู้จักว่าอะไร  รู้ว่ามันไม่มีตัวตน  มันสักแต่ว่าเป็นเพียงธาตุประกอบขึ้นเท่านั้นเอง เมื่อไม่เห็นตนในตนก็ไม่เห็นตนในคนอื่นเหมือนกัน  เมื่อไม่เห็นตนในตน ทั้งตนเอง ทั้งคนอื่น ใจมันก็จะเอาอะไรมายึด มามั่น มาหมายเล่า มันก็ถอนออกมา คลายความยึดมั่นออกมาโดยอัตโนมัติ  อย่างผมแสดงมานี้ ใจหลายคนก็คลายออกมาๆ บางท่านไม่รู้ตัว บางท่านก็รู้ตัว จนคลายออกมาทีละเปลาะๆ เปลาะแรก จะเห็นธรรม  อย่างหลวงปู่คำคะนิง ท่านถูกอาจารย์ทดสอบหนักนะกว่าจะบรรลุอรหัตผล ท่านธุดงค์ไปกับอาจารย์ ระหว่างทางไปพบศพๆ หนึ่ง อาจารย์สั่งให้ท่านแล่เนื้อ แล่หนัง ล้างกระดูก พิจารณาตับ ไต ไส้ พุง ล้างให้หมด ล้างแล้วก็เย็บเข้าไปใหม่  ถ้าเห็นอย่างนี้ จิตมันจะเบาๆ จะเจริญสติ จะภาวนาก็เบา ก็ง่ายขึ้น จะไปนั่งสมาธิให้จิตรวมก็ง่าย เพราะมันเห็นชอบเสียแล้ว 

 

ผู้ปฏิบัติ 7 :  ทันตา….”ฟัน”  พิจารณาเปรียบด้วย “สุขภัณฑ์” เป็นวัสดุในห้องน้ำ นำมาเสียบไว้ในปาก โดยมี เอ็นและเนื้อยึดไว้ ฟันเปรียบดั่ง “หนาม” มีความรู้สึกชา และตามรู้มากๆ จะมีอาการปวดแสบที่โคนฟันทุกๆ ซี่  ฟันเปรียบดั่ง “เครื่องครัว” ใช้ปรุงอาหาร สกปรก ต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ  และอีกนัยหนึ่ง เมื่อพิจารณาฟันจะน้อมไปถึงกะโหลกศีรษะ กระดูกคอ  ซี่โครง แขน ขา เมื่อก้าวเดิน จะมีเสียงดังก๊อกแก๊ก อารมณ์ครั้งแรก รู้สึกกลัว เหมือนตัวเองเป็น “ผี” แต่เหมือนพิจารณาเห็นผีภายนอก ทำให้เราไม่กลัวเพราะภายในเราก็เป็นผีเช่นเดียวกัน  

ท่านทรงกลด : คำตอบนี้เรียกว่า มีอารมณ์โยนิโสมนสิการอยู่ในสายเลือด เห็นไหม ใช้คำว่า น้อมไปถึงกะโหลก ซี่โครง เคยสงสัยไหม สมัยพุทธกาลทำไมพระพุทธเจ้าแสดงเรื่องฟันเรื่องเดียวคนก็บรรลุอรหัตผลกันได้ บางทีแสดงเรื่องหยดน้ำบนยอดไม้ พอต้องแสงแดดก็ดับไป หาแก่นสารไม่ได้ คนก็บรรลุอรหัตผลได้ เพราะคนฟังสมัยนั้น เขา “น้อมไป” น้อมไปนี่แหละเรียกว่า การทำใจให้แยบคายหรือโยนิโสมนสิการ  โยนิโสมนสิการมนสิการนี้ ผมอาจจะเห็นไม่เหมือนใครนะ 

พระพุทธเจ้าแสดงเรื่องหยดน้ำ เรื่องฟัน ให้เห็นว่า มันไม่เที่ยงนะ ทนอยู่ไม่ได้หรอก ต้องเสื่อม ต้องพัง พังแล้ว ก็ไม่เหลือตัวตนอะไรไว้เลย เหมือนใบไม้เน่าๆ สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร นี่แหละอนัตตา ภิกษุพอได้ฟังอย่างนั้นก็น้อมไปสิ น้อมไปถึงกายส่วนอื่นๆ น้อมไปถึงผม ขน เล็บ หนัง ตับ ไต ไส้ พุง  แล้วน้อมทะลุเข้าไปในภายในใจ น้อมไปยังเวทนา  ความสุข  ความทุกข์ทั้งปวง มันต่างจากฟัน จากหยดน้ำบนใบไม้ตรงไหน  มันก็เสื่อมก็ดับ หาแก่นสารไม่ได้ทั้งนั้น

สุขที่ว่าแน่ๆ ในโลก มีอันไหนที่เที่ยง ที่แท้บ้าง  สุขจากการกินอาหารอร่อยเมื่อเช้า เมื่อเที่ยง เมื่อเย็น ตอนนี้ยังอยู่ไหม  สุขจากการที่เพื่อนชมว่า แต่งตัวดีวันนี้  ตอนนี้ยังอยู่ไหม นั่นจิตน้อมไปแล้ว น้อมไปถึงเวทนา เออ !  เวทนาก็ไม่ต่างจากฟัน จากใบไม้ จากหยดน้ำค้าง 

สัญญาล่ะ เคยจำนั่น โน่น นี่ ได้  ตอนนี้ลืมไปเกือบหมดแล้ว คำศัพท์ภาษาอังกฤษเคยจำได้ ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว เรื่องราวเก่าๆ ลืมไป  เสื่อมไป นี่แหละสัญญา  

สังขารล่ะ ความคิดปรุงแต่งต่างๆ คิดทีก็ดับที มีความคิดไหนบ้างที่อยู่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ได้แรมปี วันนี้คิดอย่าง พรุ่งนี้คิดอีกอย่าง มีความแปรปรวนตลอดเวลา น้อมไปๆ น้อมไปถึงวิญญาณที่อยู่ในสุดนั่นแหละ (ตอนนี้จิตภิกษุทะลวงผ่านขันธ์สี่ขันธ์ไปถึงขันธ์สุดท้ายที่อยู่ในสุดคือ วิญญาณ คือผู้รู้แล้ว)  

วิญญาณ ตาเห็นรูป ก็เกิดจักขุวิญญาณ หูได้ยินเสียงก็เกิดความรู้สึกขึ้นทางหูหรือโสตวิญญาณ เออ !  หูได้ยินครั้งหนึ่ง เกิดความรู้สึกครั้งหนึ่ง พอตาเห็นรูป ความรู้สึกที่เกิดครั้งแรกก็ดับแล้ว ไหนล่ะ ตัวตนที่แท้จริง หาตนหาตัวไม่ได้ทั้งนั้น

จิตเห็นความจริงของขันธ์ทั้งหมด เริ่มจากฟัน จากใบไม้ จากหยดน้ำค้าง เห็นอะไร…  ก็ไม่เที่ยงสักอย่าง   มันก็เบื่อหน่ายสิ พอเบื่อหน่ายจิตก็ออกมา เรียกว่า นิพพิทา พอเบื่อก็คลายกำหนัด วิราคะ จิตก็หมดความข้อง ความยึดมั่นในขันธ์ห้า มันก็วิมุตติสิคราวนี้ หลุดพ้น จบตรงนี้

นี่คือตัวอย่างของผู้ที่ทำการบ้านมาส่งและคำตอบตามที่ได้แสดงมานี้  ขอความเจริญในธรรมจงมีแด่ทุกท่านด้วยเทอญ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *