ถาม-ตอบ

จิตประภัสสรกับจิตบริสุทธิ์คนละเรื่องกัน

แสดงธรรม กลุ่มต้นบุญ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2559

 

ท่านทรงกลด จิตประภัสสรกับจิตบริสุทธิ์คนละเรื่องกัน  จิตประภัสสรยังมีอวิชชาครอบงำ ต่อเมื่อกำจัดอวิชชาลงได้ จึงเป็นจิตบริสุทธิ์  จริงๆ เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือ การทำจิตให้บริสุทธิ์  หลวงตามหาบัวจึงบอกว่า จิตผ่องใสคืออวิชชา  เวลาเราทำสมาธิแบบบริกรรมภาวนาจนจิตสงบลง จิตก็สว่างไสวได้ แต่พอออกมา อวิชชาก็ยังครอบงำเหมือนเดิม  ยังไม่ได้ดับที่เหตุ จิตก็ยังคงเศร้าหมองด้วยกิเลส ราคะ โทสะและโมหะอยู่  การทำสมาธิแบบฌานคือ หนีกิเลสชั่วขณะ  แต่การทำสมาธิด้วยการเจริญสติ (ปัฏฐานสี่) คือ การเจริญสติปัญญา เป็นการทำให้จิตบริสุทธิ์ได้ในที่สุด  ความบริสุทธิ์ของจิตจะเริ่มเป็นไปตั้งแต่จิตเข้ากระแสโลกุตรมรรค  จิตจะสว่างด้วยสติด้วยปัญญา รู้เท่าทันอารมณ์  

จิตว่างก็มีสองแบบ ว่างแบบหนีอารมณ์เข้าไปแช่อยู่   กับว่างด้วยปัญญา คือ เมื่อเราเห็นตามความเป็นจริงว่า รูป นาม ขันธ์ห้า อารมณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะถือเป็นเรา ของเราไม่ได้  จิตถ่ายถอนความยึดมั่น (อุปาทาน) ออกมา  เมื่อถ่ายถอนออกมาจนสิ้น (เรียกว่า สำรอก) จิตก็จะว่างเองโดยอัตโนมัติ  ดังที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่า  มหาสุญญตา  หรือจะเรียกว่า นิพพานก็ได้  พระพุทธองค์จึงกล่าวว่า คนเรา (จิต) จะบริสุทธิ์ได้ก็ด้วยปัญญาเท่านั้น  ปัญญาคือความเห็นชอบ เห็นชอบคือเห็นตามความเป็นจริงของรูป ของนาม ของอารมณ์ทั้งปวง  สติปัฏฐานสี่นี่แหละ จะทำให้เกิดปัญญา เกิดความเห็นชอบดังกล่าว  หลวงปู่ชาจึงสอนเป็นกันฑ์เทศหนึ่งเลยว่า สัมมาทิฏฐิที่เยือกเย็น  อยู่ในหนังสือ ๔๘ พระธรรมเทศนา ลองไปหาอ่านดู  ความสงบของจิตที่แท้จริงจะเกิดต่อเมื่อมีความเห็นชอบเท่านั้น  หลวงปู่ชาและหลวงปู่ดูลย์กล่าวเหมือนกัน  ที่ว่า จิตผ่องใสเหมือนพระจันทร์คืนวันเพ็ญ หมายความดังนี้  คืนที่พระสุภัททะ (สาวกองค์สุดท้ายในขณะที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพ) บรรลุอรหัตผล  เพราะท่านเอาจิตตนเองไปเทียบกับดวงจันทร์  ขณะนั้น ดวงจันทร์อยู่ท่ามกลางเมฆหมอก ไม่ผ่องใส  เหมือนจิตเราเกลือกกลั้วกับอารมณ์ กับกิเลส  ท่านก็เกิดปัญญาว่า เดิมจิตเราผ่องใส แต่มามัวหมองไปเพราะกิเลสที่จรมา  เมื่อกิเลสจรมาก็หลงเข้าใจว่า กิเลสก็ดี อารมณ์ก็ดี คือเรา ของเรา  เหมือนพระจันทร์เข้าไปยึดเมฆหมอกนั้นไว้จึงไม่ผ่องใส  มืดมิด  เหมือนจิตของปุถุชน  ต่อเมื่อท่านเกิดปัญญา เห็นชอบตามความเป็นจริงว่า ที่แท้จริงแล้วกิเลสก็ดี อารมณ์ก็ดี จะพึงยึดเป็นเรา  ของเราหาได้ไม่ สักแต่ผ่านมาแล้วผ่านไป (ท่านเห็นอนิจจังในอารมณ์ ในกิเลส)  จิตท่านก็หลุดพ้นออกจากอารมณ์ จากกิเลส เหมือนพระจันทร์หลุดพ้นออกจากเมฆหมอก ฉะนั้นแล  

ในความว่างไม่มีอาการ ถ้ามีอาการอยู่แสดงว่า ไม่ว่าง  นี่ไง ที่พระสุภัททะถามพระพุทธเจ้าว่า รอยเท้าในอากาศมีหรือไม่  พระพุทธเจ้าตอบว่า ไม่มี  ท่านจึงศรัทธา ขอบวชทันที  อาการในความว่างคือ กิริยาของจิต   ถ้ามีอาการอยู่คือ มีการปรุงแต่งอยู่  ในนิพพาน ในความว่าง ไม่มีการปรุงแต่ง  อาการของจิตที่เริ่มห่างจากอารมณ์  ธรรมดาอารมณ์ก็ดี กิเลสก็ดี มีสภาวะหนัก ร้อน วุ่น   ถ้าเห็นธรรมสักครั้งจะเข้าใจ  ไม่ต้องแก้ สักแต่รู้ รับทราบ  เดี๋ยวปิติก็หายไป เพราะปิติก็เป็นการปรุงแต่งของจิตอย่างหนึ่ง เกิดได้ก็เสื่อมได้  อย่าไปหมายมั่นในปิติ ในนิมิต  เพราะไม่ใช่ของจริง  เป็นทางผ่านเท่านั้นเอง  ให้อยู่กับรู้ อยู่กับสติ รับทราบ ปล่อยวาง  เมื่อดำเนินมรรคจิต โดยอยู่กับรู้ อยู่กับสติ และเห็นตามจริงว่า  แม้ปิติก็ไม่เที่ยง นิมิตทั้งหลายก็ไม่เที่ยง จิตจะทิ้งปิติ ทิ้งสุข ทิ้งนิมิต  ออกมาตั้งมั่นอยู่  ก็จะพบจิต   ผู้ใดเห็นจิตผู้นั้นเห็นธรรม  ต่อไปจิตจะสอนตัวมันเองโดยอัตโนมัติ  ไม่ต้องคอยกำหนดเหมือนตอนเดินโลกียมรรค  เพราะตอนนี้จิตเข้าสู่กระแสโลกุตรมรรคแล้ว  จิตจะค่อยๆ ทิ้งอารมณ์ออกมาเองด้วยปัญญาไปตามลำดับครรลองของมันจนสำรอกตัวเองเป็นจิตบริสุทธิ์ จบกิจแต่เพียงนั้น บางครั้งน้ำตาไหลมากแสดงว่า  ปิติมาก  ต้องผ่านปิติตรงนี้ไปให้ได้ก่อน จะไปน้ำตาไหลอีกทีตอนเห็นธรรม ตอนนั้นจะกราบพระพุทธเจ้าด้วยความรู้สึกอีกแบบหนึ่งเลยนะ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *