ถาม-ตอบ

การบ้านข้อ 5  ความรู้สึกตัวขณะอาบน้ำ

แสดงธรรมกลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2559

 

ท่านทรงกลด  :  เมื่อได้อ่านศึกษา  ทำความเข้าใจและลงมือปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐานสี่มาแล้ว  ขอให้พิจารณาการบ้านข้อ 5 ว่า  เวลาอาบน้ำร้อนหรือเย็น ให้พิจารณาความรู้สึกร้อนหรือเย็นว่าเป็นเรา ของเราหรือไม่ ถ้าเป็นเพราะอะไร ถ้าไม่เป็น เพราะอะไร  เขียนคำตอบของตนเองไว้ แล้วค่อยๆ พิจารณาอ่านธรรมที่แสดงไว้ 

การบ้าน 5  ข้อนี้คือ  เส้นทางสู่ความเป็นอริยชน เส้นทางไปพระนิพพาน จริงๆ ก็คือสติปัฏฐานสี่นั่นเอง 

การบ้านข้อที่ 1 เรื่องฟัน  ก็เป็นเรื่องกาย ต่อไปเวลาแปรงฟัน พิจารณาเสียหน่อยว่า  ฟันใช่เรา ของเราจริงหรือ  เวลาเห็นคนยิ้มให้เรา อย่ามัวไปมองหน้าตาเขา นั่นมันของหลอกให้เราหลง จงมองฟัน ฟันที่โผล่ออกมาเวลาเขายิ้ม หัวเราะ นั่นแหละของจริง ถ้าเห็นฟันเป็นกระดูกอย่างหนึ่ง เรียกว่าเห็นตามจริง นี่แหละสัมมาทิฏฐิละ นี่แหละการเดินมรรคล่ะ  เวลาเห็นผู้หญิงสวย อย่าไปหลบ ให้มองตรงๆ  แต่ไม่ใช่มองด้วยความหลง ให้มองด้วยการรู้เท่าทัน ผู้หญิงเวลาผมมอง มักจะกระหยิ่มยิ้มย่อง นึกว่าผมคงหลงเสน่ห์หล่อนเข้าแล้ว หารู้ไม่ว่า จิตผมกำลังหมุนเข้าหาปัญญาติ้วๆ อยู่ พิจารณาให้เห็นเป็นอสุภะในทันใด ข้างในคือของบูดของเน่าทั้งนั้น เป็นที่อยู่ของซากพืช ซากสัตว์ เป็นรังของโรค เป็นที่อาศัยของสัตว์เล็ก  สัตว์น้อย เช่น เชื้อแบคทีเรีย พยาธิต่างๆ  ยิ่งผู้หญิงยิ้มเห็นฟันทีไร มันจะสลดสังเวชใจไปเสียทุกที เพราะเห็นฟันก็เหมือนตัวแทนกระดูกในร่างกายทั้งหมด  บางทีผมมองผู้หญิง อดยิ้มให้ไม่ได้ คนก็นึกว่าเรานี่คงเจ้าชู้ ยิ้มให้ผู้หญิง ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักกัน  เปล่าเลย เรายิ้มเยาะกิเลสในใจเราต่างหาก  ที่ทำอะไรเราไม่ได้  แต่ถ้ามองผู้หญิงคนไหนแล้ว ผมทำหน้าบึ้ง นั่นแสดงว่า แพ้ แพ้กิเลสไปเสียแล้ว นี่สมัยก่อน มันรบกันอยู่แบบนี้แหละ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ จนสติมันเริ่มหยั่งลึกๆ ๆ ลงในจิตมากๆ ขึ้นๆ ความรู้สึกชอบของสวยๆ งามๆ มันก็ห่างๆ ออกไปเอง ไม่ต้องคอยพิจารณาเหมือนเมื่อก่อน  เพราะสติที่มีกำลังนี่แหละ มันจะคอยกางกั้นกิเลสอยู่ในตัวโดยอัตโนมัติ พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าผมหมดกิเลสแล้วนะ มันยังมีอยู่ แต่บางลงมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ทั้งเกิดความรู้ขึ้นมาเองด้วยว่า มันกำลังจะหมดฤทธิ์อำนาจในเร็ววันนี้เอง นี่คืออานุภาพของ “ฟัน” เห็นฟันตามความเป็นจริง จึงอย่ามองข้ามการบ้านข้อแรกไป 

 

ส่วนการบ้านข้อที่  2  นั้นเล่า ลมหายใจ  เราก็หายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา แต่เราจะมีสติรู้เท่าทันลมหายใจกันบ้างไหมหนอ ในการใช้ชีวิตแต่ละวัน  ให้ดูลมหายใจบ้าง  ลมเข้าให้รู้ ลมออกให้รู้ เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจบ้าง เรียกว่า อานาปานสติ ตอนรู้ลมอันนั้นคือสติ ตอนเห็นความไม่เที่ยงของลมอันนั้นคือปัญญา พอเห็นความไม่เที่ยง เกิดแล้วดับของลมหายใจ ไหนล่ะ ลมหายใจที่ว่าเป็นเราของเรา มันไม่ใช่เรา ของเราเสียสักหน่อย เราทึกทัก ไปหยิบยืมมันมาเองทั้งนั้นแหละ  ลมมันก็อยู่ของมันตามเรื่องของมัน เราไปสูดมันเข้ามาใช้ในร่างกาย แทนที่จะเห็นว่าเป็นสักแต่ว่าเอามาใช้ให้ร่างกายดำรงอยู่ กลับไปทึกทักมันว่า  ลมนี้คือเรา ของเรา  นี่เรียกว่า  ความเห็นผิดชิ้นเบ้อเร่อทีเดียว แค่ฟันกับลมหายใจสองอย่างนี้ ถ้าพิจารณาเห็นอย่างนี้ได้ จิตก็สงบขึ้นมาเองโดยธรรมชาติแล้ว จิตสงบตามธรรมชาตินี่แหละ คือเป้าหมายของพุทธศาสนาล่ะ

พระพุทธเจ้าเวลาพูดเรื่องสมาธิ   สมาธิหมายถึง  สมาธิในเวลาจิตสงบตามธรรมชาติคือ  ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์น้อยใหญ่ ไม่ได้หมายถึง สมาธิแบบหนีอารมณ์เข้าไปมุดหัวอยู่ในถ้ำ สมาธิแบบนั้นอันตราย ทำให้หลงได้ง่าย พูดถึงความหลงนี่ ลองหลงแล้ว แก้ยากมาก นอกจากคนมีบุญเก่า มีวาสนาบารมีมามากเท่านั้น พอพูดสะกิดหน่อยเดียว จะคิดได้ทันที  ความหลงกับทิฏฐิมานะนี่ตัวเดียวกัน คนมีทิฏฐิมานะนี่ก็อันตราย สอนไม่ได้ สอนสิ่งที่ถูกให้ ก็จะเอาสิ่งที่ผิดอยู่นั่นแหละ ต้องปล่อยไปเหมือนกัน 

อย่างที่เป็นข่าวเมื่อวันก่อน หมอดู ดูแม่นมาก รู้วันตายตนเอง เลยฆ่าภรรยาแล้วฆ่าตัวตาย ๆ ในวันที่ตนทำนายไว้

อย่างนี้เรียกว่าหลงสุดๆ ตายไปก็ลงอบายสถานเดียว ปกติฆ่าตัวตายก็ถือว่าบาปแล้ว นี่ไปฆ่าเมีย ฆ่าคนอื่นอีกด้วย

นี่ ถ้ามาเรียนเรื่อง “ฟัน” เรื่อง “ลมหายใจ” จากผมเสียหน่อย ก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้หรอก 

 

สำหรับการบ้านข้อที่ 3  เรื่อง ตัวเราใช่เราหรือไม่ ให้ดูตัวเองในกระจกเงา  ให้การบ้านข้อนี้เพราะเห็นว่า ทุกๆวันเราต้องส่องกระจก จึงอยากให้ส่องแบบมีสติ ดูสิว่า ภาพที่ปรากฏมันใช่เราจริงหรือ  ถ้าใช่เราจริง ทำไมวันนี้กับสิบปีที่แล้วจึงไม่เหมือนเก่า เห็นอนิจจังในตนบ้างไหม มันก็เสื่อมลงๆ ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งก็หมดลมหายใจ ทุกคนต่างก็เดินไปสู่จุดจบอันเดียวกันหมด เบื่อกันหรือยัง มาเที่ยวเกิดเที่ยวตายกันอยู่ ไม่รู้ว่าจะมีวันจบเมื่อใด พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ก็เพื่อมาบอกว่า พอได้แล้ว มนุษย์ทั้งหลาย พอได้แล้ว ที่เกิดที่ตาย พอได้แล้ว ตถาคตพบจุดจบมันแล้ว  จึงอยากขอให้การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของทุกคน หรืออย่างน้อยก็ไม่ควรเกิดอีกเจ็ดชาติคือ  เจริญสติให้ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้นให้ได้ในชาตินี้  

สำหรับท่านที่เห็นภัยในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย  เห็นภัยในวัฏสงสาร แค่เอ่ยคำว่า “ผมไม่อยากเกิดอีกแล้วครับ” สามโลกธาตุก็เปล่งวาจาสาธุการแล้วนะ รู้หรือเปล่า  คนที่ตัดสินใจเด็ดขาดว่า ไม่อยากเกิดอีกแล้วนี้ไม่ใช่ว่าจะหากันง่ายๆ ในโลกปัจจุบันนี้ มีแต่พวกเราในกลุ่มนี้ที่จะสามารถตัดสินใจเด็ดขาดอย่างนี้ได้ มิน่าล่ะ คืนหนึ่ง จึงเกิดความรู้ผุดขึ้นว่า ธรรมที่แสดง ไม่เสียผลๆ

 

ส่วนการบ้านข้อที่ 4  เรื่อง สติคือความรู้สึกตัว ให้ลองหายใจเข้าลึกๆ แล้วกลั้นลมหายใจไว้ ดูว่าเกิดอะไรขึ้น   เมื่อเราหายใจเข้าลึกๆ จะเกิดความรู้สึกตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ วันหนึ่งๆ พยายามให้หายใจเข้าลึกๆ บ่อยๆ สังเกตดีๆ จะพบความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขึ้นขณะจิตหนึ่ง จับตรงนั้นให้ได้ ตรงนั้นแหละคือสติ  

การรู้ตัวว่ากำลังทำโน่น นี่ นั่น  กับการอยู่กับความรู้สึกตัวที่เป็นสตินี้ต่างกัน อย่างแรกเป็นเพียงความระลึกได้ในลักษณะจำได้หมายรู้ (สัญญาขันธ์) อันเป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง แต่อย่างหลังที่เป็นสติ จะมีลักษณะ  “ตื่นรู้อยู่กับที่” และ “เบิกบาน” อยู่ในตัว ส่วนอารมณ์ก็เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ  เหมือนเวลาง่วงก็รู้ตัวว่าง่วงแต่ก็ยังง่วงอยู่ แต่ถ้าเป็นสติขึ้นมา มันจะเป็นความง่วงที่ไม่ง่วง มันจะ “ตื่นรู้” อยู่ท่ามกลางความง่วง  หากไม่รู้จักสติอย่างถ่องแท้แล้ว ไปหลงเข้าใจว่า อารมณ์คือสติ แม้ปฏิบัติธรรมอยู่ร้อยปีก็ไม่มีวันเห็นธรรม พบ “พุทธะ” เลย  เพราะ “พุทธะ” แปลว่า “ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน” นั่นเอง  ปกติ เราก็จะรู้ตัวเป็นธรรมดาว่า กำลังทำอะไรอยู่ กำลังซักผ้า ขับรถ สอนการบ้านลูก เถียงกับสามี จิปาถะ  การรู้ตัวที่ว่า ยังไม่ใช่สติตามนัยพระพุทธเจ้าเลยแม้แต่นิด ถ้าไม่รู้ตัวว่าทำอะไรก็คือคนบ้า แต่การรู้ตัวที่เป็นสติมันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ผมขอยืนยัน อย่างขณะที่นั่งแสดงธรรมอยู่นี้ มันก็รู้สึกตัวทั่วพร้อมหรือมีสติ มันแยกออกมาจากอารมณ์ อยู่คนละส่วนกันเลย มันแยกออกมาจากความรู้ตัวว่า กำลังพิมพ์ธรรมะแสดงอยู่ บอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ก่อนผมก็เข้าใจผิดนึกว่า การรู้ตัวว่าทำโน่น นี่ นั่นคือสติ แต่พอมาพบกับสติอัตโนมัติ มันจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เหมือนสีขาวกับสีดำทีเดียว  จึงยกตัวอย่างเรื่อง ง่วงนอน จะเห็นชัดที่สุด อย่างเวลาเราขับรถ (ใช้บ่อย) แล้วง่วง เราก็รู้ว่าง่วง แต่ก็ยังง่วงอยู่  อาการง่วงเป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง (จัดอยู่ในโมหะ) พอง่วงแล้วหงุดหงิด มันก็แปลงหน้าออกมาเป็นโทสะทันที เมื่อเราง่วง แล้วรู้ว่าง่วง แต่ยังง่วงอยู่ เมื่อนั้นแสดงว่าเรายังไม่มีสติ ถ้ามีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม จิตมันจะกระโดดออกมาจากความง่วงนั้นทันที จิตตื่น กายง่วง 

พระพุทธเจ้าจึงสอนในเรื่องจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานว่า จิตมีราคะก็ให้รู้ จิตมีโทสะก็ให้รู้ จิตง่วงเหงาหาวนอนก็ให้รู้ คำว่ารู้ในที่นี้หมายถึง รู้แบบมีสติ คือรู้สึกตัวขึ้นมา เหมือนรู้สึกตัวตอนหายใจเข้าลึกๆนั่นแหละ ถ้าเราพบสติ แล้วอยู่กับมันได้นานมากเท่าใด ใจจะสงบลงได้แม้ลืมตาด้วยอำนาจสตินั่นเอง ผมถึงบอกเสมอว่า การปฏิบัติธรรมนี้ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แค่เปลี่ยนที่อยู่ของใจ จากทีเคยชินอยู่กับอารมณ์ต่างๆ ให้มาอยู่กับสติเท่านั้นเอง แต่ปัญหาของนักปฏิบัติ่ส่วนใหญ่คือ ไม่รู้จักสตินั่นเอง หลวงพ่อเทียนจึงสอนเสมอว่า อะไรๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกตัว คือสติ  

อยากรู้จักสติหน้าตาเป็นอย่างไรก็หายใจเข้าลึกๆ ดู ในความเห็นผม สติก็มีตัวเดียวนั่นแหละ เพียงแต่เป็นสติที่คอยกำหนด กับแบบไม่ต้องกำหนด อย่างหลังนี่เป็นสติของพระอริยะเจ้า จริงๆ สตินี่ไม่ได้มาจากไหน (แสดงไปหลายครั้งแล้ว) ก็มาจากขันธ์ห้านี่แหละ  คือตัววิญญาณขันธ์ในขันธ์ห้านั่นเอง เมื่อตาเห็นรูป ก็เกิดความรู้สึกทางตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ

พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า เมื่อตาเห็นรูป ให้หยุดอยู่แค่รู้ ก็คือสติ 

หลวงปู่ดูลย์ก็สอนว่า ให้หยุดแค่นั้น เมื่ออารมณ์ใดมากระทบ หยุดอยู่แค่รู้เหมือนกัน รู้สึกตัวทั่วพร้อมระลึกรู้ บางทีเราจะไปหมายถึงเป็นความจำได้หมายรู้ขึ้นมา อันนี้เป็นสัญญาขันธ์ไปเสียแล้ว ชาวโลก เขาจะแปลคำว่าสติว่าหมายถึงระลึกรู้แบบสัญญากัน อย่างเราจะลักของใคร ก็ระลึกรู้ได้ว่า มันจะผิดศีลข้อสองนะ ถ้าระลึกรู้สึกตัวใช่สติ   แต่ถ้าเป็นที่ผมยกตัวอย่างมา ไม่ใช่สติ เป็นความจำ สัญญาขันธ์ไป เวลาจะลักของใคร ถ้าเกิดรู้สึกตัวขึ้นมา มันก็จะหยุดทันที โดยไม่ต้องไปคิดเลยว่า มันจะผิดศีลข้อไหน ถึงบอกว่า สติคือศีล คือสมาธิ คือปัญญา เห็นอารมณ์ตนเอง คือปัญญา  เห็นความไม่เที่ยง ไร้แก่นสารในอารมณ์ คือปัญญา เห็นแล้ว จิตจะถอยออกมาๆ มันเป็นธรรมชาติของมันที่จะถอยออกมา  พอถอยออกมาได้ระยะหนึ่ง มันจะตั้งมั่น คราวนี้จะพบจิตพบใจตนเองเรียกว่า เห็นธรรม ฟัน ลมหายใจ เงา สติ

 

การบ้านข้อสุดท้าย ข้อที่ 5  คือ ความรู้สึกขณะอาบน้ำ แน่นอนที่สุด ทุกคนต้องอาบน้ำทุกวัน  การบ้านที่ให้ทำ ก็เป็นอุบายให้ใช้กับชีวิตประจำวัน อย่างบางท่านไลน์มาบอก อาบน้ำแล้วลืมการบ้าน บอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้อาบใหม่ อันนี้แสดงว่า ใช้ได้อยู่ วันนี้คงไม่ยกของใครมาวินิจฉัยนะครับ 

ที่ผมให้อาบน้ำ ไมว่าน้ำเย็น หรือน้ำอุ่น ก็เพื่อให้แยกให้ออกระหว่างความรู้สึกเย็น กับความรู้สึกตัว ความรู้สึกเย็น หรืออุ่นนี้คือ เวทนาขันธ์ ภาษาปริยัติเรียกว่า  เวทนานอก เวทนาทางกาย อย่างมีดบาดมือ เลือดออก เกิดความรู้สึกเจ็บ นี่ก็เวทนานอกอย่างหนึ่ง อย่าไปสนใจเลยว่า อันไหนเวทนานอก  เวทนาใน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราก็คือ ทำอย่างไรจึงจะแยกเวทนากับสติออกจากกันได้ ความรู้สึกไม่สบายกายเวลาน้ำเย็นเกินไปหรือร้อนเกินไป เรียกว่า ทุกขเวทนา แต่พอเราร้อนๆ มา มาอาบน้ำเย็น ก็รู้สึกเย็นสบายตัวขึ้นมา อันนี้เรียกว่า  สุขเวทนา ความรู้สึกอุ่น ความรู้สึกเย็น คือเวทนา เหมือนที่เราโดนด่า แล้วรู้สึกไม่พอใจ มันก็เวทนาอันเดียวกันคือ ความรู้สึกชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง

ผมถามว่า ความรู้สึกชอบใจที่เราได้อาบน้ำอุ่นๆ หรือน้ำเย็นๆ ชื่นใจเมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา ตอนนี้มันยังอยู่หรือไม่

เปล่าเลย มันดับไปตั้งแต่คว้าผ้าเช็ดตัวมาเช็ดตัวให้แห้งตอนนั้นแล้ว อะไรที่มันดับไปๆ ๆ อยู่อย่างนั้น จะถือว่าเป็นเราได้หรือไม่ เราอาบน้ำกันมาสี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง หกสิบปีบ้าง เคยเห็นความจริงข้อนี้กันบ้างไหม ถ้าไม่เห็น จงเอาการบ้านข้อที่ 4 และข้อที่ 5 มาใช้ร่วมกัน แล้วจะเห็นความจริงของความรู้สึกอุ่น ความรู้สึกเย็น ความรู้สึกสบายกาย สบายใจ ดังที่กล่าวมา  หมายความว่า ทันทีที่อาบน้ำแล้วรู้สึกเย็น อุ่น ให้หายใจเข้าลึกๆ ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมขึ้นมา ขณะนั้นสติเกิด ให้จับอยู่กับความรู้สึกตัว หากจับได้มั่นคง จะเห็นความรู้สึกอุ่น ความรู้สึกเย็นแยกออกไป จะเห็นว่าความรู้สึกเย็น อุ่น สบายกาย สบายใจ แยกออกไปให้เห็น ความรู้สึกเย็นกับความรู้สึกตัวคนละอันกัน ความรู้สึกอุ่นกับความรู้สึกตัว (สติ) คนละอันกัน ความรู้สึกตัวหากจับได้จะเป็นความรู้สึกกลางๆ สงบ ไม่วิ่งตามกระแสน้ำที่อุ่นหรือร้อนที่ผ่านกายเราไป กระแสน้ำก็ปล่อยให้ผ่านไป แต่ใจไม่วิ่งตามตั้งมั่นอยู่กับสติ อยู่กับความรู้สึกตัว

ทำนองเดียวกัน เมื่อออกจากห้องน้ำ มาดูหนัง  ฟังข่าว ก็จะเห็นกระแสอารมณ์ขณะดูหนังฟังข่าวไหลผ่านใจไป ไม่ต่างกับกระแสน้ำ จิตหรือใจนี่ไม่รับอารมณ์เลย ตั้งมั่นอยู่กับสติที่พบขณะอาบน้ำนั้นเสียแล้ว แล้วจะพบความจริงอยู่ข้อหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ ไม่ว่ากระแสน้ำที่เย็น ความรู้สึกที่เย็น ที่อุ่น กระแสอารมณ์ที่ชอบใจเพราะดูหนังเรื่องโปรด กระแสอารมณ์ที่ไม่ชอบใจเพราะดูข่าวร้ายต่างก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หาแก่นสารอันใดไม่ได้เหมือนกัน  จิตก็จะละจากความยึดมั่น หมายมั่นในความรู้สึกเย็น ในอารมณ์ทั้งหลายลงได้ คราวนี้ก็จะพบความรู้สึกเย็นอันใหม่ขึ้นมาแทนที่นั่นคือ ความรู้สึกเย็นของจิตที่ไม่หมายมั่นในอารมณ์ทั้งปวง  นิพพานแปลอีกอย่างว่า “เย็น” ผู้ที่มาถึงความรู้สึกนี้เรียกว่า มาถึงกระแส กระแสแห่งความเย็น กระแสพระนิพพาน  กระแสแห่งธรรม ยิ่งจิตละความหมายมั่นในอารมณ์ได้มากเท่าใด กระแสแห่งความเย็นของจิตก็จะทวีมากขึ้นเท่านั้นๆ จนวันหนึ่งก็จะอุทานขึ้นมาว่า “สุขจริงหนอๆ” อย่างที่พระอริยสาวกรูปหนึ่งอุทานในสมัยพุทธกาลนั่นแล 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *