ถาม-ตอบ

จิตไม่หลงโลก จิตจะทิ้งโลก เข้าหาธรรม

แสดงธรรม กลุ่ม Natural Mind เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม  2559 

 

ท่านทรงกลด : คนที่ไม่เบื่อในธรรมก็จะเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปจวบจนเข้าถึงพระนิพพาน  วันใดสัมผัสกระแสพระนิพพานได้จะยิ่งมีกำลังใจในการปฏิบัติเพราะเห็นชัดแจ้งแล้วว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้โกหก พระนิพพานมีอยู่จริงจะสัมผัสพระนิพพานแม้ลืมตา ยืน เดิน นั่ง นอน ก็สัมผัสได้ตลอดเวลา มันจะเยือกเย็นตลอดเวลา นี่ขนาดเรามาถึงเพียงกระแสกลางๆ นะ ยังสุขขนาดนี้ ถ้าไปถึงที่สุดของทาง  ไม่อยากจะนึกเลย ทำให้นึกถึงพระสาวกอดีตพระราชารูปหนึ่ง เดินจงกรมไปก็อุทานไปว่า สุขจริงหนอๆ  จนภิกษุอื่นได้ยิน นึกว่า พระรูปนี้คงติดในสุขสมัยเป็นพระราชา เลยไปฟ้องพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงเรียกไปถาม (จริงๆ พระองค์ท่านทราบเรื่องดีแล้ว แต่ต้องการสอนภิกษุอื่น) ว่า ที่ท่านบอกว่าสุขจริงหนอๆ นี่ ท่านรำลึกถึงสุขตอนเสวยราชสมบัติหรือ  พระรูปนั้นก็ตอบว่า หามิได้พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวถึงสุข สรรเสริญสุขในพระนิพพานต่างหาก  สุขที่เกิดจากจิตที่สิ้นกิเลส  ไปถึงตรงนั้น พวกเราจะพบว่า สติอัตโนมัติมันเป็นอย่างไร ไม่ต้องกำหนดก็เป็นได้  

ปลายปีก่อนเคยปรารภกับท่านหนึ่งว่า กำลังสติของเรามันไม่รู้มาจากไหนมากมายเหลือเกิน  มันมาเองโดยไม่ต้องกำหนด เรียกว่า สติอัตโนมัติ บางทีเหมือนจิตจะหลุดจากโลกไปทีเดียวแต่ยังไม่ถึงที่สุดของมันก็ค้างๆ คาๆ กันอยู่ บอกไม่ถูกเหมือนกัน  คุยกับคนที่ไม่รู้เรื่องเขาจะหาว่าเราบ้า ถ้าใครที่หาว่าเราเป็นอย่างนั้น ไม่นานเขาเองนั่นแหละจะบ้า  

พระอรหันต์ท่านคุยกันเองไม่เบื่อ  แต่ท่านจะเบื่อปุถุชนที่คุยกันเรื่องโลกๆ นั่นแหละ  ยิ่งจิตเป็นธรรมะมากขึ้น เราจะสังเกตเห็นตนเองเริ่มเบื่อการคุยเรื่องโลกๆ กับเพื่อนๆ มากขึ้นๆ  จิตมันเริ่มไม่รับเรื่องทางโลก เรียกว่า จิตทิ้งโลก เข้าหาธรรม  มันจะหมุนทวนของมันเองเพราะอำนาจสติปัญญาที่พวกเราอบรมด้วยดี  เมื่อทวนถึงกระแส คราวนี้จิตก็ไม่กลับโลกอีกเลย มุ่งหน้าสู่พระนิพพานแต่เพียงฝ่ายเดียว  

ผมเองก็เพิ่งไปทอดผ้าเผาศพภรรยาเจ้านายเก่ามาเหมือนกัน อายุเพียงหกสิบเศษเท่านั้นเอง  เป็นมะเร็งลำไส้ เราก็นึกว่าไม่มีอะไร เพราะล่าสุด สามีบอกว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว จะมาเที่ยวหาผมเหมือนปีที่แล้ว นัดแนะกัน  ที่ไหนได้ อาทิตย์ก่อน มะเร็งมันลามเข้าต่อมน้ำเหลือง สู้ไม่ไหว จบชีวิตลงตรงนั้น  ทำเอาครอบครัว เพื่อนๆ ช็อคไปตามๆ กัน เพราะเพิ่งไปร้องเพลงคาราโอเกะกันมา (เขาเล่าให้ฟัง) นี่ ความตายอยู่หน้าประตูบ้านทุกคนนั่นแหละ  อย่าหลงโลกกันอยู่นักเลย เรื่องโลกเราก็ทำไปตามหน้าที่ แต่หน้าที่ทางใจคือ การเจริญสตินี่สำคัญที่สุด  ใครเล่าจะล่วงรู้ความตายที่จะมาเยือนในวันพรุ่ง  ที่นอน หมอนที่หนุนคืนนี้  ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้กลับมานอนมาหนุนกันได้อีกหรือเปล่า    

วันก่อนไปทำบุญที่วัด ไปพบพี่คนหนึ่งเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา เคยให้หนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมไปอ่านตอนนั้นเขาก็บอกว่า มีอัยการบ้านอยู่ติดกันสนใจธรรมะมาก เลยขอหนังสือไปเผื่อด้วย  เมื่อพบกัน พี่คนนี้พอรู้ว่าเราทำหนังสือ เลยฝากเงินมาทำบุญด้วย พี่เขาเล่าว่า อัยการบอกว่า หนังสือที่ให้ไปดีมากๆ เนื้อหาลึกซึ้งมากๆ พี่คนนี้เล่าอีกว่า ตอนแรกเขาก็อ่านผ่านๆ ไม่ได้สนใจอะไรมาก คงเหมือนหลายๆ คนที่อ่านผ่านๆ ให้จบๆ ไป คิดว่า เหมือนอ่านนิยาย พออัยการพูดแบบนั้น เขาก็มาไล่อ่านใหม่ ค่อยๆ อ่าน เขาบอกว่า ไม่เหมือนกับอ่านตอนแรก ความรู้สึกนะ ค่อยๆ ปูพื้น แล้วลุ่มลึกไปตามลำดับ พี่คนนี้ผมรู้จักมายี่สิบกว่าปี ปกติไม่เคยสนใจธรรมะอะไรเลย พอได้ยินเขาพูดแบบนั้นผมก็ปิติ นึกถึงพวกเราที่ช่วยกันทำหนังสือเล่มนี้กันออกมา มีประโยชน์กับคนหมู่มากจริงๆ  คนที่เคยอ่านหนังสือแล้วเห็นค่า พอรู้ว่า เรากำลังจะพิมพ์หนังสือ กว่าจะถึงกระแสธรรม ครั้งที่สี่ ก็ทำบุญช่วยกันมา

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *