ถาม-ตอบ

อารมณ์เฉยกับจิตที่วางเฉยต่ออารมณ์คนละเรื่องกัน

แสดงธรรม กลุ่มต้นบุญ  เมื่อวันที่  27 มีนาคม 2560

 

ผู้ปฏิบัติ : ขอเรียนถามว่า เวลานั่งสมาธิขณะที่นิ่งแล้วรู้สึกสบาย มีความสุข แต่พอนานๆ เข้า ก็รู้สึกเฉยๆ หมายความว่าอะไรคะ แล้วต้องทำอย่างไรต่อไปคะ

ท่านทรงกลด : สมาธิที่นั่งกันส่วนใหญ่จะเป็นสมาธิแบบฌานคือ การเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นอารมณ์ เช่น คำบริกรรม หรือเพ่งพระ เพ่งลมหายใจ เอาลมหายใจมาเป็นอารมณ์ องค์ของฌานก็คือ วิตก คือสิ่งที่เพ่ง วิจาร ก็คือจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น เมื่อวิตก วิจารทำงานร่วมกันมากเข้าๆ ๆ จิตก็เริ่มหนีห่างจากอารมณ์ที่วุ่น หนัก และร้อน จึงรู้สึกปีติ สุข และพัฒนาเป็นความเฉยหรือที่เรียกว่าอุเบกขารมณ์ คืออารมณ์เฉย  ผู้ที่ภาวนามาถึงตรงนี้ก็คือ สำเร็จฌาน ๑  พอภาวนาต่อไปวิตกวิจารหายไป ก็จะเหลือแต่ ปีติ สุข และอุเบกขารมณ์ เรียกว่า ฌาน ๒ พอปีติหายไป หรือแต่สุขกับอุเบกขารมณ์เรียกว่า ฌาน ๓ พอสุขหายไป เหลือแต่อุเบกขารมณ์คืออารมณ์เฉยอย่างเดียว ไม่รับรู้อารมณ์ใดๆ ซึ่งมีความสุขมาก เรียกว่า ฌาน ๔  ส่วนใหญ่พอมาถึงตรงนี้ก็จะติดหนึบอยู่ในความสงบแบบอารมณ์เฉย  จึงไม่แนะนำให้ภาวนาแบบนี้ เพราะจะหลงได้ง่าย  ยิ่งภาวนาถึงฌาน ๔ ที่สามารถทำฤทธิ์ได้ รู้วาระจิตคนอื่น รู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า หูทิพย์ ตาทิพย์ ซึ่งพระปฏิบัติท่านผ่านมาหมดแล้ว แต่ท่านไม่เอา  ท่านเอารู้เห็นธรรมดีกว่า  

สมาธินี่ผมไม่แนะนำให้นั่งกันมากเท่าใด  เอาสติที่ใช้ในชีวิตประจำวันดีกว่า  หลวงปู่ชาจะเน้นเสมอว่า สมาธิอาตมาไม่มากหรอก แต่สตินี่มาก  อารมณ์เฉย กับจิตที่วางเฉยต่ออารมณ์ก็เป็นคนละเรื่องกัน บางคนอยู่กับความรู้สึกเฉย อะไรเกิดก็เฉย ก็เลยคิดว่าจิตตนเองพ้นจากอารมณ์ ไม่มีอารมณ์ใดๆ แล้วกระมัง หารู้ไม่ว่าอารมณ์เฉยๆ นี้ ก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่ง เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา (ในสมาธิแบบฌาน เรียกว่า อุเบกขารมณ์) พวกนี้ลองมีอะไรมากระทบแรงๆ หรือถูกด่าแรงๆ อารมณ์เฉยจะระเบิดออกมาให้เห็นทีเดียวเชียว ดังนั้นจึงต้องพยายามมีสติ รู้สึกตัว รู้เท่าทัน ออกจากอารมณ์ทั้งปวง ไม่ว่าดี (สุขเวทนา) หรือร้าย (ทุกขเวทนา) ตลอดจนอารมณ์เฉย (อทุกขมสุขเวทนา) ดังกล่าว เห็นอารมณ์ทั้งปวงล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงจะจึงพ้นไปจากอารมณ์ทั้งปวงไปได้ และพบสุขที่แท้จริงในที่สุด  

สมาธิตามนัยคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องเป็นสมาธิที่ประกอบด้วยสติ และสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้ รู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดระหว่างวันได้ ทำให้ใจสงบอยู่ได้ในทุกอิริยาบถ ถ้าเป็นสมาธินั่งหลับตาภาวนาไม่รู้เรื่องอะไรเลย นี่เป็นสมาธิของพวกฤษี อย่างหลังนี่ พอออกมาปะทะของจริงคืออารมณ์ ก็จะระเบิด จิตตกอย่างน่าสงสารที่สุด  เคยเอามาลงให้อ่านกัน จิตที่วางเฉยต่ออารมณ์ กับจิตเฉยหรืออุเบกขารมณ์นี่คนละเรื่องกัน  อย่างแรกคือเป้าหมายของพระพุทธเจ้า นั่นคือเมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็มีสติรู้ทัน พอรู้เท่าทัน จิตก็วางเฉย  ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหมายมั่นด้วย  แต่อย่างหลังคืออุเบกขารมณ์  คืออารมณ์เฉยในฌานคือ จิตเข้าไปเกลือกกลั้วยึดหมายมั่นในอารมณ์เฉย และไม่รับรู้อารมณ์อื่นๆ  มันก็สุขเหมือนกัน แต่มันไม่สุขแท้ พอออกจากสมาธิแบบนั้น ก็เจออารมณ์โลกๆเหมือนเดิม เหมือนเราหนียุงเข้าไปอยู่ในมุ้ง ตอนอยู่ในมุ้งก็สบายดี สุขดี แต่พอออกมาจากมุ้ง ยุงก็กัดเหมือนเดิม  

พระพุทธเจ้าเมื่อมาตรัสรู้ จึงสอนว่า ให้แก้ปัญหาที่สมุทัย  ยุงมาจากไหน  เดินไปดูรอบบ้านสิว่า มีแหล่งน้ำที่ยุงมาวางไข่อยู่หรือเปล่า พอเจอแล้วก็คว่ำเทเหตุอันเป็นที่มาของยุงทิ้งเสีย  คราวนี้จะเข้ามุ้ง หรือไม่เข้ามุ้ง ก็อยู่สบาย ไม่มียุงกัด  ทำนองเดียวกัน การเจริญสตินี่แหละคือหนทางนำไปสู่ปัญญาหาเหตุแห่งทุกข์ การทำสมาธิอย่างที่สอนอยู่ทุกวันนี้ก็คือ หนีทุกข์เข้าไปซุกอยู่ข้างใน แต่สติจะทำให้เราอยู่กับทุกข์โดยไม่ทุกข์   เพราะไม่รู้เท่าทันทุกข์ เราจึงทุกข์ วันใดที่รู้เท่าทันว่า ทุกข์จะถือเป็นเรา ของเรา ไม่ได้ วันนั้นก็ไม่ทุกข์ หรือทุกข์จางคลาย 

จากคำถามที่ถามว่า เวลานั่งสมาธิ ขณะที่นิ่งแล้วรู้สึกสบาย มีความสุข แต่พอนานๆ เข้าก็รู้สึกเฉยๆ หมายความว่าอะไร  แล้วต้องทำอย่างไร

คำแนะนำก็คือ ให้ออกจากอารมณ์เฉย มาค้นคว้าหาสติให้พบ แล้วอยู่กับสติ มากกว่าที่จะอยู่กับสุข กับอารมณ์เฉย  เมื่อพบสติ อยู่กับสติ จนจิตตั้งมั่นอยู่กับสติ (สัมมาสมาธิ) สติจะแยกจิตออกจากอารมณ์ เห็นอารมณ์อยู่อีกฝั่งหนึ่ง คราวนี้จิตก็วางเฉยต่ออารมณ์ จิตที่วางเฉยต่ออารมณ์นี่แหละคือ อุเบกขาในสัมโพชฌงค์เจ็ด พระพุทธเจ้าสรรเสริญอุเบกขาในสัมโพชฌงค์เจ็ด มากกว่าอุเบกขารมณ์ในองค์ฌาน เพราะท่านประจักษ์แล้วว่า อุเบกขารมณ์ในฌานที่ท่านฝึกกับอุทกดาบสและอาฬารดาบส ไม่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้  ท่านจึงผละมาค้นคว้าด้วยตนเอง จนพบ “สติ” และนำไปสู่การตรัสรู้ในที่สุด  

ดังนั้น ก็พยายามทำความเข้าใจเรื่องสติให้ได้ แสดงไปก็มากแล้ว ลองย้อนไปอ่านดู ถ้ามีหนังสือก็อ่านในหนังสือประกอบ อย่างอื่นไม่ใช่ธรรมที่แท้จริง สติคือธรรมที่แท้จริง  แต่หากเจริญสมาธิแบบนั้นแล้วจิตสงบดีก็ไม่เป็นไร เอาจิตที่มีกำลังมาพิจารณากายต่อไป ให้เห็นเป็นของไม่สะอาดด้วยสี สัณฐาน กลิ่น ที่เกิด ที่อยู่ และล้วนเป็นอนิจจัง ต้องเสื่อมไปเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม  เริ่มต้นด้วยผม ขน เล็บ ฟัน หนัง  ถ้ามีหนังสือในมือ ก็เขียนไว้ละเอียดแล้ว ลองอ่านดูนะ

คำตอบอาจจะขัดกับแนวทางที่เคยปฏิบัติๆ มา ที่เคยฟัง เคยศึกษามา  อย่าแปลกใจว่า ทำไมบางคนปฏิบัติมาสิบยี่สิบปี จึงไม่รู้เห็นธรรมอะไรเลย เพราะมัวแต่ไปติดที่ความสงบนี่แหละ ตราบใดที่ไม่เข้าใจเรื่อง “สติ” ตราบนั้นไม่มีวันจะรู้เห็นธรรมเลย แล้วจะเป็นการปฏิบัติที่สูญเปล่า เป็นการปฏิบัติแนวฤษีชีไพรไปหมด หากปฏิบัติแบบนั้น การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็เป็นสิ่งที่สูญเปล่านะ เพราะการเจริญสมาธิอย่างที่ทำๆ กันอยู่ คือการเพ่งบริกรรมภาวนา ก่อนพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ พวกพราหมณ์ฤษีก็ทำกันอยู่แล้วพระองค์ตรัสรู้แล้ว สิ่งที่พระองค์สอนมีอยู่เรื่องเดียวก็คือ เรือง “สติ” การสอนธรรมะใด หากไม่อิงสติ (สติปัฏฐานสี่) แล้ว ถือว่าผิดทั้งนั้นแหละ เรียกว่าเป็นมิจฉามรรค ไม่ใช่สัมมามรรค  ก็ขอให้พิจารณาดู   ขอให้เจริญในธรรมทุกๆ ท่าน

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *