ถาม-ตอบ

ฝึกพลังจิตจนมีฤทธิ์ ติดในณาน ตอนที่ 1  

 

แสดงธรรม  กลุ่มต้นบุญ  เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2560

 

ผู้ปฏิบัติ : พลังของจิตนั้น สามารถฝึกหรือพัฒนาได้จริงและสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่อย่างไรครับ

ท่านทรงกลด  :  พลังจิตสามารถพัฒนาได้จริง การพัฒนาพลังจิต อาจจะใช้วิธีสมถกรรมฐานคือ การเพ่งบริกรรมภาวนา เมื่อจิตรวมเป็นฌาน ก็จะมีพลังจิตได้  ซึ่งพระที่ได้ฌานต่างๆ หรือฆราวาส จึงสามารถปลุกเสกเครื่องรางของขลังให้ศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้  การใช้พลังจิตดังกล่าวเรียกว่า โลกียฌาน ซึ่งสามารถเสื่อมได้หรือบางทีมีพลังจิตแล้วสามารถรักษาคนป่วยต่างๆ ได้ หรือระลึกชาติ ล่วงรู้กรรมที่คนอื่นทำไว้  หรือแม้กระทั่งล่วงรู้วาระจิตคนอื่นก็ได้  สารพัดที่จะใช้  เป็นพลังจิตที่เกิดจากอำนาจฌานสมาธิ  แต่สำหรับพลังจิตที่พระพุทธเจ้าสอนจะมีเป้าหมายหลักคือ  การละกิเลส พ้นทุกข์

ส่วนเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมา เป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมาก  พลังจิตที่พระพุทธเจ้าสอน จะเกิดได้ก็ด้วยการอบรมสติภาวนา สติปัฏฐานสี่ที่ผมพร่ำแสดงอยู่นี่แหละ จะยังให้เกิดพลังจิต จนสามารถนำพาไปสู่การพ้นทุกข์คือ พระนิพพานได้จริง ปกติจิตเราจะมีอำนาจอยู่ในตัว แต่ที่ไม่มีอำนาจ เพราะเราปล่อยให้จิตวิ่งตามกิเลส อารมณ์อยู่ตลอดเวลาจนไม่รู้ตัว  เมื่อใดที่เรามีสติ  สติ เตสัง นิวารณัง  สติเป็นเครื่องกางกั้นกิเลสออกจากจิต  เมื่อสติโตเต็มที่จะแยกจิตออกมาให้เห็น  เป็นการเห็นด้วยญาณ  เมื่อท่านพบจิต ท่านก็สามารถใช้พลังอำนาจจากจิตได้  

เคยสงสัยไหม สมัยพุทธกาล พอพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบ คนนี้ คนนั้นบรรลุธรรม พบจิต พบธรรม ก็สามารถแสดงฤทธิ์อะไรได้  นั่นก็เพราะอำนาจจิตนั่นแหละ  ถ้าเราเจริญสมถกรรมฐานจนถึงฌานสี่ เหลือเอกัคคตารมณ์คือ จิตเป็นหนึ่ง ก็จะเกิดฤทธิ์ขึ้นตรงนั้น  พระผู้ทรงฤทธิ์จะแสดงฤทธิ์  แสดงอำนาจจิตได้ ก็ต้องเดินจิตไปถึงฌานสี่ แต่พลังจิตของพระพุทธเจ้า เมื่อพบจิตแล้ว จิตแยกออกมาจากอารมณ์ หรือเรียกว่า  จิตหนึ่ง จิตที่ปราศจากกิเลส อารมณ์ มันก็คือ จิตตัวเดียวกัน แต่จิตของผู้ทรงฌาน ยังมีกิเลสอยู่ แยกกิเลสได้ชั่วขณะที่ทรงฌาน จึงเรียกว่า สมาธิหินทับหญ้า แต่จิตของพระอริยเจ้า เมื่อแยกจิตออกมาแล้ว ก็จะเป็นจิตที่แยกได้ถาวร จิตของพระอริยเจ้าที่แยกออกมาด้วยอำนาจสตินี้ จึงไม่เหมือนจิตของพระทรงฌานทั่วๆ ไป อย่างน้อยท่านก็มีดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแล้ว เมื่อดำเนินมรรคจิตต่อไปๆ จิตก็จะล่วงเข้าสู่สกาทาคามี อนามี และอรหัตตผลในที่สุด  แล้วอย่าไปหลงมรรคมีองค์แปดข้อสุดท้ายที่พูดถึงสมาธิไว้  สมาธิปฐมฌาน ทุติยฌานอะไรนี่ นั่นหมายถึงโลกุตรฌาน ฌานของพระอริยเจ้าอย่างพระพุทธเจ้าตอนปรินิพพาน ก็เดินฌานไปมา เป็นฌานของพระอริยเจ้า จิตที่ปราศจากกิเลสราคะ โทสะ ย่อมเป็นฌานอยู่ในตัว  หมายความว่าอย่างไร  อย่างเวลาเราเพ่งบริกรรมภาวนา แล้วเกิดสมาธิขึ้นมาเพราะอะไร  ก็เพราะจิตเราหนีอารมณ์ไปอยู่กับคำบริกรรม การเพ่งนั้น  พอคลุกเคล้า (วิตก วิจาร) มากๆ เข้า  จิตก็ห่างอารมณ์ออกมา  เกิดปีติ สุข และเอกัคคตารมณ์กำจัดนิวรณ์ห้าลงได้ จิตก็เป็นสมาธิขึ้นมา  

นิวรณ์ห้ามีอะไรบ้าง กามฉันทะ พยาบาท วิจิกิจฉา อุทธัจจะกุกุจจะ ถีนมิทธะคือ  จิตพัวพันในกาม ในโทสะ ในความสงสัย ในความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ในความง่วงเหงาหาวนอน  แต่สำหรับอริยชนเมื่อเจริญสติจนแยกจิตออกจากอารมณ์ได้เด็ดขาด รู้ชัดว่าอันไหนจิต อันไหนอารมณ์ จิตที่ไม่พัวพันอารมณ์ทั้งปวงย่อมเป็นสมาธิ เป็นฌาน แต่ไม่เรียกว่า โลกียฌาน  เรียกว่า โลกุตรฌาน  จิตที่พ้นไปจากอารมณ์ อารมณ์โกรธก็พ้นไป โทสะ  พยาบาทก็พ้นไป ความลังเลสงสัยก็หายสิ้น เพราะวิจิกิจฉาถูกทำลายในชั้นละสังโยชน์เบื้องต้นได้แล้ว  ความฟุ้งซ่านก็ไม่มี  ความง่วงเหงาหาวนอนก็ไม่มีในจิต  เพราะจิตตอนนี้ดำรงสภาวะ “พุทธะ” อย่างเต็มภูมิได้แล้ว  พุทธะ แปลว่า ผู้รู้  “ผู้ตื่น” ผู้เบิกบาน  จิตที่เป็นพุทธะ จึงไม่มีวันที่จะง่วงเหงา (แต่กายสังขารย่อมง่วงได้เป็นธรรมดา)  นั่นเท่ากับว่า  พระอริยบุคคลที่แยกจิตออกมาได้จากอารมณ์เด็ดขาด นิวรณ์ห้าย่อมไม่มีในจิตท่าน  จิตท่านจึงทรงไว้ซึ่งฌานสมาธิโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องไปคอยเพ่งกำหนดบริกรรมอะไรเลย  

พลังจิตที่เกิดจากการอบรมสติ จะเกิดต่อเมื่อ สามารถแยกจิตได้เด็ดขาดจากอารมณ์แล้วเท่านั้น  แรกๆ จะยังไม่มาก  ต่อเมื่อเดินมรรคต่อๆ ไป (ถึงตอนนี้ จิตจะทำของมันเองแล้ว) กำลังจิตก็จะมีอำนาจมากขึ้น อย่างหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ชา  ปลุกเสกพระ ท่านไม่ได้บริกรรมคาถาอะไรเลย ท่านใช้อำนาจจิตที่บริสุทธิ์จากกิเลสล้วนๆ ปลุกเสก 

 จึงขอสรุปตอบคำถามที่ว่า พลังจิตสามารถฝึกหรือพัฒนาได้จริงหรือไม่ ตอบว่า  ทำได้จริง  สามารถใช้ประโยชน์ได้หรือไม่  ตอบว่า  สามารถใช้ได้  แต่สำหรับพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธองค์สอนให้ฝึกพลังจิตด้วยสติปัญญาโดยมีเป้าหมายเพื่อละกิเลส การพ้นทุกข์  อำนาจจิตอย่างอื่น เป็นผลพลอยได้ ไม่ควรไปให้ความสนใจมากนัก  สำหรับคนที่ไม่ได้ฌานอะไร ก็ไม่ต้องไปน้อยใจ ดีแล้วที่ไม่ได้ เพราะถ้าได้ อาจจะติดจนออกไม่ได้  เป็นอุปสรรคต่อการภาวนาอย่างมาก  เหมือนเด็กติดเกมส์ บอกให้ไปโรงเรียนก็ไม่อยากไปนั่นแหละ  เอาสติปัฏฐานที่พยายามชี้แนะอยู่นี้ดีที่สุด  ถ้าเจริญสติ จนแยกจิตออกมาได้วันใด ก็จะเห็นประจักษ์ใจเองว่า  จิตมีอำนาจ มีพลังเพียงใด  ที่จิตไม่มีอำนาจอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเราไปให้ความสำคัญกับอารมณ์  หยุดให้ความสำคัญกับอารมณ์ (ละอุปาทาน) ได้เมื่อใด จิตจึงจะมีอำนาจขึ้นมา  และเป็นอำนาจที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างถาวร  

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *