ถาม-ตอบ

จิตผ่องใสกับจิตเดิม

 

 

แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560

 

ผู้ปฏิบัติ  : อ่านพบโอวาทธรรมที่ว่า “จิตเดิมแท้อยู่ในตัวเราเอง ถ้าเรามองเห็นในจิตเรา ความสุขก็เกิดขึ้นได้ จิตก็ผ่องใส” และจำได้ว่าท่านทรงกลดเคยบอกว่า จิตผ่องใสเป็นอวิชชา ขอท่านโปรดอธิบายด้วยค่ะ

ท่านทรงกลด  : คำว่า จิตผ่องใสคืออวิชชา เป็นคำสอนของหลวงตามหาบัว  หมายความว่า ความผ่องใสของจิตไม่ได้หมายถึงจิตนั้นจะบริสุทธิ์ด้วย  มีพระอาจารย์รูปหนึ่ง นั่งภาวนาอยู่ในป่า จิตผ่องใส สว่างไปทั้งป่า มีความสุขมาก คิดว่า ตนเองบรรลุธรรมแล้ว ไม่หิวข้าว อยู่ได้ถึงสิบห้าวันโดยไม่ต้องฉันอะไรเลย พอวันที่สิบหก จิตเริ่มหมอง ไม่ผ่องใส เหมือนดังก่อน จึงรู้ทันทีว่า ที่เข้าใจว่า ตนบรรลุธรรมนั้นผิดเสียแล้ว 

เมื่อพิจารณามรรคที่พระอาจารย์นั้นปฏิบัติเราจึงเข้าใจว่า ทำไมจึงไม่ใช่ เพราะเป็นการภาวนาแบบใช้คำบริกรรม จนจิตรวมสงบลงไปแล้วสว่างผ่องใสอยู่ ไม่มีตรงไหนที่เป็นเรื่องสติ (สติปัฏฐาน) เลย เมื่อจิตผ่องใสเกิดจากการปรุงแต่ง (เพราะคำบริกรรม) จึงเสื่อมได้  ซึ่งต่างกับการเจริญสติที่ถูกต้องที่นอกจากจะทำให้จิตผ่องใสแล้ว  ยังทำให้จิตบริสุทธิ์ด้วย  อย่างที่หลวงปู่มั่นกล่าวไว้ว่า สติฟอกกิเลสออกจากจิต 

เป้าหมายของพุทธศาสนาไม่ใช่จิตผ่องใส แต่คือการทำให้จิตบริสุทธิ์ เหตุที่การบริกรรมภาวนาทำให้จิตผ่องใสก็อธิบายได้ไม่ยาก ปกติจิตเราเศร้าหมองด้วยอำนาจอารมณ์ครอบงำอยู่เป็นนิจ เมื่อหันเหจิตไปสู่การเพ่งบริกรรม เช่น เพ่งดิน น้ำ ลม ไฟ หรือเรียกว่า กสิณหรือบริกรรมคำต่างๆ จิตย่อมจะผละจากอารมณ์ที่เศร้าหมองมาอยู่กับคำบริกรรมคือการเพ่งนั้น เมื่ออยู่กันได้ (วิตก วิจาร) จิตเดิมที่ผ่องใสปภัสสรก็จะปรากฏขึ้นมา แต่เป็นการผ่องใสชั่วขณะ เมื่อออกมาจากสมาธิ จิตก็ย่อมเศร้าหมองได้อีก แต่สติเป็นเครื่องมือที่ทำให้จิตผ่องใสไปตลอดไม่กลับมาเศร้าหมองอีก เพราะเห็นรูป นาม ตามจริง เห็นอารมณ์ตามจริงว่า ไม่ใช่เรา ของเรา เรียกว่า เกิดปัญญาญาณขึ้นมา (ญาณทัสสนะ) พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จิตคนเราจะบริสุทธิ์ได้ก็ด้วยปัญญาเห็นรูป นาม ตามจริงเท่านั้น อย่างอื่น เช่น การท่องจำ การเชื่อ การเข้าใจ ไม่สามารถทำให้จิตบริสุทธิ์ขึ้นมาได้ 

หลวงปู่ดูลย์ก็สอนว่า การเจริญสติต้องให้ต่อเนื่องกันไป อย่าให้เหมือนไฟติดๆ ดับๆ  เพราะมันติดๆ ดับๆ มันจึงไม่สว่างแจ้งเสียที จริงๆ แล้วจิตบริสุทธิ์กับการพ้นทุกข์เป็นเรื่องเดียวกัน  จิตพระอรหันต์บริสุทธิ์เต็มร้อย จึงพ้นทุกข์เต็มที่ ส่วนพระอริยะเจ้ารองๆ ลงมา ก็บริสุทธิ์น้อยลง การพ้นทุกข์ก็น้อยลงตามลำดับ คนที่พ้นทุกข์ได้จริงก็คือ พระอรหันต์  มีคนไปถามหลวงปู่ชาว่า จิตพระอนาคามีปภัสสรไหม ท่านตอบว่า ก็ปภัสสรอยู่บ้าง พระอนาคามียังเหลือสังโยชน์อีกตั้งห้า จิตท่านจึงยังไม่ผ่องใสบริสุทธิ์เต็มที่เหมือนพระอรหันต์  

เมื่อเจริญสติ แยกจิตออกจากอารมณ์ได้สักครั้งหนึ่ง จะเห็นเองว่า จิตผ่องใสบริสุทธิ์กับจิตผ่องใสธรรมดาต่างกันอย่างไร
ที่หลวงตามหาบัวบอกว่า จิตผ่องใสคืออวิชชา หมายความว่า ยังมีอวิชชาแฝงอยู่ในความผ่องใสนั้น หลอกคนให้เข้าใจไปได้ว่า บรรลุอรหัตผลแล้ว เมื่อละอวิชชาได้เด็ดขาด จิตที่ผ่องใสนั้นจึงจะบริสุทธิ์เต็มร้อยขึ้นมา 

สำหรับพวกเราในชั้นนี้ก็ขอให้เพียรไปก่อน แต่ให้รู้ว่า  การภาวนาที่ไม่ผ่านสัมมาสติ หากจิตผ่องใส ก็ขอให้รู้เถิดว่า มันยังใสไม่จริง นักภาวนาหากไม่อิงสติก็มีโอกาสจะหลงทางได้มากทีเดียว แต่ถ้าอิงสติเสียแล้วก็ยากจะหลงทางได้ เพราะสตินี่แหละคือมรรค เมื่อมีมรรคก็ต้องมีผล มีนิพพานอย่างแน่นอน 

ใครที่มีหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมอ่าน ก็ขอให้อ่านทบทวนกลับไปกลับมา จะเห็นอะไรอยู่ในนั้น บางคนทุกข์หนักกับเรื่องบางอย่าง เปิดหนังสือมาอ่าน พบธรรมะสะกิดใจ ให้สติขึ้นมา ก็คลายทุกข์ไปได้ ข้อสำคัญอย่าทิ้งความเพียร ขอรับรองว่า คุ้มค่าต่อการลงทุนความเพียรสำหรับคำสอนของพระพุทธเจ้า จะได้ลิ้มรสธรรมที่รสใดในโลกไม่อาจเทียบเคียงได้เลย แล้วจะหายสงสัยเสียทีว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่กลับพระราชวังไปเสวยสุขที่พวกเราต่างพากันเหนื่อยยากแสวงหาสุขที่พระองค์ทิ้งพระราชวังมา จะถึงใจ จะเข้าใจคำว่า สุขแท้อยู่ที่ใจเสียทีว่าเป็นอย่างไร 

ผู้ปฏิบัติ :  ความประภัสสรของจิตเดิมก่อนอวิชชาครอบงำ  ทำให้หลงมาเกิดเวียนว่าย   กับความบริสุทธิ์ของจิตของพระอรหันต์ที่เพียรปฏิบัติจนสามารถขัดเกลาจิตให้บริสุทธิ์ได้ นั้น แตกต่างกันไหมคะ

ท่านทรงกลด  :  จิตเดิมก่อนอวิชชาครอบงำทำให้หลงมาเกิดเวียนว่ายนั้นไม่มี  จิตเดิมแท้ไม่ได้มาจากนิพพาน จิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ ว่างเปล่า นั่นแหละนิพพาน จิตเดิมแท้มาจากไหน พระนาคเสนบอกว่า แม้พระพุทธเจ้าก็เหลือวิสัยจะไปรู้ได้ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า อย่ามัวเสียเวลาตามหาที่มาของศรพิษที่ปักอกอยู่เลย เร่งหาทางเอาศรออก และรักษาบาดแผลให้หายดีกว่า ภพก็คือ จิตเดิมที่มีอวิชชาครอบงำนั่นแหละ มันอยู่ด้วยกัน  จิตเดิมแท้ จิตบริสุทธิ์ ภพ ชาติ นิพพาน อยู่ที่จิตอันเดียวกันนี้  เหมือนข้าวเปลือกกับข้าวสารมันอยู่ด้วยกัน กะเทาะเปลือกออกจึงจะเป็นข้าวขาวบริสุทธิ์ เปลือกก็คือ อวิชชา ภพ ชาติ  จิตเดิมแท้มาพร้อมกับความไม่บริสุทธิ์  พอเอาอวิชชาออก จึงบริสุทธิ์  ดังนั้นอย่าไปแยกเป็น ภพโน้น ภพนี้  มีภพเดียวคือ ชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ  จิตเดิมแท้อยู่ในทุกชีวิตที่เกิดมา ชีวิตไหนละอวิชชาได้ก็หลุดพ้นจากวัฏสงสาร

จิตเดิมแท้ผ่องใสแต่ไม่บริสุทธิ์ ที่ไม่บริสุทธิ์เพราะปรุงแต่ง ปรุงแต่งทั้งความผ่องใสและไม่ผ่องใส แล้วหลงยึดสิ่งที่ปรุงแต่ง (สังขาร) หลงยึดความผ่องใส ตรงที่หลงยึดเรียกว่า อวิชชา เพราะไม่รู้จึงปรุงแต่ง  ที่ปรุงแต่งเพราะไม่รู้ เมื่อ “รู้” จริงจึงจะหยุดปรุงแต่ง  เมื่อหยุดปรุงแต่งอวิชชาก็ดับไป จิตจึงบริสุทธิ์ขึ้นมา  เรื่องมีเท่านี้ 

ถ้าจิตเดิมบริสุทธิ์แล้วก็ต้องไม่ปรุงแต่ง ที่ปรุงแต่งก็เพราะไม่บริสุทธิ์ ถ้าจิตเดิมบริสุทธิ์ก็ไม่พากันเวียนว่ายตายเกิด คงนิพพานแต่แรก พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า จิตคนจะบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ ถ้าบริสุทธิ์แล้ว ปัญญาก็ไม่ต้องใช้สิ  พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องตรัสรู้ ความผ่องใสกับความบริสุทธิ์ของจิตจึงเป็นคนละเรื่องกัน หลวงตามหาบัวจึงบอกว่า  ให้ระวังจิตผ่องใส  จิตผ่องใสคืออวิชชา เมื่อดับอวิชชา จิตจึงจะบริสุทธิ์ จิตเดิมไม่บริสุทธิ์ พอมาเจริญสติ ทำให้จิตบริสุทธิ์ ก็ไม่เกิดอีก เพราะไม่บริสุทธิ์จึงเกิด  แล้วมาเจริญสติ ให้บริสุทธิ์ จึงจะไม่เกิด ที่ไม่บริสุทธิ์เพราะมีอวิชชา  และตัวอวิชชานี้แหละเป็นตัวยึดทุกอย่าง อย่าว่าแต่ความผ่องใสเลย อะไรที่เป็นสังขาร มันยึดหมด หากไม่รู้เท่าทัน

ผู้ปฏิบัติ :  มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า เดิมจิตเดิมแท้เขาก็อยู่ในแดนนิพพานของเขาและล่องลอยไปในจักรวาลนี้แหละ แต่มีจิตเดิมแท้กลุ่มหนึ่งอุตริมากินง้วนดิน แล้วก่อเกิดเป็นรูปเป็นร่างพัฒนามาเป็นคน ต่อมาคนก็เริ่มสร้างอาณาเขต ทำมาหากิน ออกลูกหลาน และมีกิเลสสะสมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  หน้าที่เราก็คือ ทำจิตที่อยู่ในเราให้กลับไปบริสุทธิ์ตามเดิมของเขา เราก็จะกลับคืนสู่ฐานะเดิมคือ จิตบริสุทธิ์ ที่ไม่ต้องเกิดอีก  เขาก็เลยบอก อะไรที่ทำให้จิตต้องเกิดล่ะ  ก็ถอยร่นวงปฏิจจสมุปบาทเสีย ถอนตัวสุดท้ายคือ อวิชชา ก็กลับคืนฐานะเดิมของจิตเดิมแท้คือ จิตบริสุทธิ์  ท่านเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้ไหมคะ 

ท่านทรงกลด :  เป็นเรื่องที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก  แต่ผู้เล่าบิดเบือนด้วยความเข้าใจผิดของตน  จิตเดิมแท้ไม่ได้อยู่นิพพาน ถ้านิพพานก็ต้องหยุดล่องลอย หยุดเกิด  ที่มากินง้วนดินคือ อาภัสสราพรหม  พรหมที่มีแสงสว่างในตัวเอง  ลอยมาพบความหอมหวานของง้วนดินจึงเข้าเกลือกกลั้ว แล้วจิตก็เสื่อม เกิดเป็นรูปร่างขึ้นมา  พระพุทธเจ้าเล่าไว้  ผู้เล่านิทานเรื่องนี้ยังไม่พบจิต พบธรรมจึงเล่าด้วยความมั่ว แล้วทำให้คนเข้าใจธรรมผิดๆ ติดไป  

ผู้ปฏิบัติ  :  กระแสยุคสมัยนี้กล่าวกันมากในเรื่องการตามหาจิตเดิมแท้  ขอท่านอธิบายเพิ่มเติมด้วยค่ะว่า ที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร

ท่านทรงกลด : เจริญสติถูกต้องให้มากๆ ก็จะพบจิตเดิมแท้เอง แล้วจะหายสงสัยว่ามันเป็นอย่างไร ผู้ใดพบจิตเดิมแท้ผู้นั้นพบตน ผู้ใดพบตน จะเห็นว่าตนนั้นไม่มี แต่เป็นความไม่มีที่มี (นี่เป็นคำของหลวงปู่ชา หลวงปู่มั่น) เราพบแล้วจึงเห็นจริงตามหลวงปู่ทั้งสอง ในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรม ถ้าอ่านจริงก็จะพบรอยโค ไม่ใช่โค ส่วนใหญ่จะตามรอยโค หลงเข้าใจว่า รอยโคคือโค เมื่อพบโคจึงจะรู้ว่า โคกับรอยโคคนละอันกัน​                     

ผู้ปฏิบัติ  : ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า  เจริญสติถูกต้องให้มากๆ ก็จะพบจิตเดิมแท้นั้น จิตเดิมแท้นี้คือจิตเดิมแท้ผ่องใสแต่ยังไม่เข้าถึงความบริสุทธิ์หรือเปล่าคะ​                                    

ท่านทรงกลด :ไม่เสมอไป​ บางทีพบ แต่ยังดับอวิชชาไม่ได้ก็ยังไม่บริสุทธิ์​  ถ้าพบแล้วดับได้เลยคือ อรหัตผล​ จึงมีพระอริยบุคคลลดหลั่นกันไปตามกำลังสติปัญญา​ พบแต่ยังละกิเลสไม่ได้คือ พระโสดาบัน  พระสกทาคามี​  พบและละราคะ ปฏิฆะได้ด้วยคือ พระอนาคามี​ พบแล้วละอวิชชาได้ทั้งหมดคือ พระอรหันต์​ พระพุทธเจ้า ท่านสอนน้อยนิดเดียว ไม่ได้สอนมากหรอก สอนให้เห็น “ใจ” ของตนเท่านั้นแหละเป็นพอ

ผู้ปฏิบัติ  :  อ่านพบโอวาทธรรมของหลวงปู่ชา ความว่า “จิตของคนตามธรรมชาตินั้นไม่มีความดีใจ เสียใจ ที่มีความดีใจ  เสียใจนั้น  ไม่ใช่จิตแต่เป็นอารมณ์ที่มาหลอกลวง จิตก็หลงไปตามอารมณ์โดยไม่รู้ตัว แล้วก็เป็นสุข เป็นทุกข์ไปตามอารมณ์ เพราะยังไม่ได้ฝึก ยังไม่ฉลาด แล้วเราก็นึกว่า จิตเราเป็นทุกข์ นึกว่าจิตเราสบาย ความจริงมันหลงอารมณ์”

นอกจากนี้ อ่านพบในพระธรรมเทศนาเรื่อง จิตนี้ จากหนังสือ ๔๘ พระธรรมเทศนา ของ หลวงปู่ชาเช่นกัน ความว่า  “ถ้าจิตไม่หลงอารมณ์แล้วจิตก็ไม่กวัดแกว่ง ถ้ารู้เท่าอารมณ์แล้วมันก็เฉย เรียกว่า ปกติของจิตเป็นอย่างนั้น ที่เรามาปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อให้เห็น “จิตเดิม” เรื่องแค่นี้เองที่เราต้องมาทำกรรมฐานกันยุ่งยากทุกวันนี้”   

จากโอวาทธรรมดังกล่าว สอนให้เห็นจิตเดิมเพื่อพัฒนาจิตเดิมสู่หนทางพระนิพพานต่อไปใช่ไหมคะ​                                                    

ท่านทรงกลด​  : ไม่ใช่​  ให้พัฒนาสติเพื่อให้พบจิตเดิม​ จากนั้นจิตเดิมก็เดินมรรคสู่นิพพานเอง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *