ถาม-ตอบ

บรรลุธรรมด้วยการฟัง จำ ท่อง อ่าน ได้หรือไม่

 

แสดงธรรมกลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560

 

ผู้ปฏิบัติ : ขอท่านอธิบายความหมายของพระสูตรบทนี้ด้วยค่ะ

         ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ…เวทัลละ ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันภิกษุนั้นฟังเนืองๆ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยทิฐิ เธอมีสติหลงลืม เมื่อกระทำกาละย่อมเข้าถึงเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอผู้มีความสุขในภพนั้น สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน

          ดูกร ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นอานิสงส์ประการที่ ๑ แห่งธรรมทั้งหลาย ที่บุคคลฟังเนืองๆ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิอันบุคคลพึงหวังได้ ฯ

ท่านทรงกลด:  คำว่า สุตตะ คือ การฟัง การจำ การท่อง จดจำข้อธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ได้ แต่ขณะตายขาดสติ (สัมมาสติ) คือ สติปัฏฐานสี่ แต่มีสัญญาขันธ์คือ จดจำพระธรรมได้อยู่  ระลึกเอาธรรมนั้นเป็นที่พึ่งขณะตาย  เรียกว่า  มีธรรมานุสติ ธรรมะกับอนุสติ คนละอย่างกับสัมมาสติ  อนุสติคือ  การระลึกได้ในลักษณะจำได้หมายรู้ จิตขณะตายย่อมเป็นกุศล จึงเข้าถึงภพภูมิเทวดา ต่อมาภายหลังระลึกถึงข้อธรรมได้  แล้วเจริญสติในภพภูมินั้น ก็สามารถบรรลุธรรมวิเศษได้ 

มีเทวดาจำนวนมากที่บรรลุธรรมขณะทรงภูมิเป็นเทวดา เพราะการบรรลุธรรมบรรลุที่จิต ไม่ใช่อยู่ที่ภพภูมิ ยกเว้นอบายภูมิ หรืออย่างพระนางสิริมหามายาเป็นเทพบุตร พระพุทธเจ้าไปโปรดก็บรรลุโสดาปัตติผลได้ นี่คือ อานิสงส์แห่งการฟังธรรม จดจำได้ แต่ต้องเป็นธรรมคำสอนที่ถูกต้องด้วยนะ สมัยพุทธกาล ภิกษุได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์จึงเป็นธรรมที่ถูกต้อง 

สมัยนี้ธรรมบางอย่าง ยิ่งคำสอนของคนรุ่นหลังๆ เพี้ยนผิดไปมากทีเดียว มีสติปัฏฐานสี่ที่ยังคงความถูกต้องไว้เช่นเดิม สำหรับคำถามนี้ คำตอบก็ไม่ได้ค้นอะไรมาจากไหน ออกมาจากใจขณะนี้เอง ก็ลองพิจารณาดู  แต่ให้สังเกตคำว่า สติบังเกิดขึ้น หมายความว่า ขณะที่ภิกษุจดจำธรรม ไม่มีสติ ขาดสติ การบรรลุธรรมจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีสติเท่านั้น การจดจำ การเข้าใจไม่ใช่สติ บางคนบอกว่า รู้ธรรม เห็นธรรม แต่ดูแล้วมีแต่ความจำ ความเข้าใจ จึงยังไม่ใช่ ขณะบรรลุธรรม สติจะต้องกล้า มีกำลัง อินทรีย์ห้าต้องบริบูรณ์ทั้งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา บางคนบอกขณะบรรลุธรรม ว่างหมด สติหายหมดอันนี้ไม่ใช่ ล้านเปอร์เซ็นต์

ผู้ปฏิบัติ : ที่ว่า บุคคลฟังเนืองๆ คล่องปาก ขึ้นใจ เหมือนแค่นี้ก็มีอานิสงส์ไม่ตกอบาย หรือไม่คะ

ท่านทรงกลด : ยังตกได้อยู่ เพราะยังไม่ได้บรรลุโสดาปัตติผล แม้ฟังขึ้นใจ แต่หากขณะตาย จิตหวนระลึกถึงกรรมไม่ดี เช่น เดินไปเหยียบคางคกตาย จิตก็เศร้าหมองทันที ไปอบายได้เลย เพราะพอระลึกปั๊บ  จิต (ปุถุชน) ก็จะวิ่งไปยึดสิ่งที่ระลึกทันทีเป็นอัตโนมัติ  เนื่องจากเห็นว่า สิ่งที่ระลึกคือเรา ของเรา ยังมีความเห็นผิดอยู่ ยังละสักกายทิฐิไม่ได้  ความเป็นไปของปุถุชนจึงไม่แน่นอน แต่ก็ดีกว่าไม่ท่องจำธรรมะอะไรเลย  อย่างน้อยก็พอเป็นที่พึ่งยามตายได้ 

คนที่ชอบสวดมนต์เช้า เย็น ก่อนตายก็จะระลึกถึงบทสวด จิตย่อมสงบ ไปสุคติได้ ยิ่งหากระลึกบทที่เกี่ยวกับสติ เช่น บทพิจารณาสังขาร หรือบทอาการสามสิบสอง  ก็อาจจะบรรลุธรรมก่อนตายได้ อย่างที่หลวงปู่ดูลย์เคยบอกไว้ ตกกระไดพลอยโจน จิตมีสติขึ้นมา เพราะขณะตายจิตจะผละออกจากร่าง ก็จะเห็นตามจริงดังบทสวดแล้วว่า ร่างกายนี้ อจีรัง จะถือเป็นเรา  ของเราไม่ได้ จะเห็นกายนอนตายอยู่ ส่วนจิตนี้ผละออกมา จะมีสติขึ้นมาตรงนี้ ผิดกับคนที่ไม่เคยสวดมนต์อะไรเลย ตายแล้วก็ยังคิดว่า ไม่ตาย เที่ยวเดินคุยกับคนนั้น  คนนี้ พอเขาไม่คุยด้วย ก็ไปนั่งร้องไห้ เรียกว่า วิญญาณร้องไห้ สักพักจึงรู้ว่าตาย  บางคนเดินอยู่ที่ถูกรถชนตายสามสิบปีไม่รู้อะไรเลย 

เรื่องของวิญญาณเป็นเรื่องน่าหดหู่ สังเวชใจ ถ้าเห็นจริงนะ ยิ่งเห็นจะสลดใจกับการใช้ชีวิตของคนรอบข้าง เขาไม่รู้เลยว่า หลังตายจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา ไปเกิดเป็นหมู หมา กา ไก่มากมาย บางทีตายแล้วไปเกิดเป็นหมา วิ่งกลับมาบ้านที่เคยอยู่ ถูกลูกชายลูกสาวเอาไม้ไล่ตี เอาน้ำร้อนราด  วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน เป็นหมาจรจัดไป ลูกก็ไม่รู้เลยว่า กำลังทำร้ายคนที่เคยเป็นพ่อเป็นแม่ น่าสังเวชใจ 

จงรีบเร่งพากันปฏิบัติให้พ้นทุกข์เถิด สังสารวัฏเป็นเรื่องน่าสยดสยองจริงๆ อย่าเที่ยวเล่นประมาทเหมือนคนรอบข้างเลย  ใครเล่าจะล่วงรู้วันตายที่จะมาในวันพรุ่ง

ผู้ปฏิบัติ  :  อาจารย์คะ ที่บอกว่า อนุสติคือ  การระลึกได้ในลักษณะจำได้หมายรู้ จิตขณะตายย่อมเป็นกุศล จึงเข้าถึงภพภูมิเทวดา ต่อมาภายหลังระลึกถึงข้อธรรมได้  แล้วเจริญสติในภพภูมินั้น ก็สามารถบรรลุธรรมวิเศษได้   ที่ว่า ต่อมาภายหลังระลึกถึงข้อธรรมได้แล้วเจริญสติต่อ คือ พวกเทวดาและพรหมใช่ไหมคะ และแสดงว่า ธรรมที่รู้แล้ว ติดจิตไปตลอดแม้เปลี่ยนภพภูมิไปใช่ไหมคะ แล้วก็อ่านจากในคำตอบถัดๆ ลงมา แสดงว่า เทวดาก็อาจบรรลุอรหันต์ได้ใช่ไหมคะ

ท่านทรงกลด  :  สาธุๆ เข้าใจถูกต้องแล้ว  เคยมีภิกษุรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล ขณะมีชีวิตอยู่ยังไม่บรรลุธรรม แต่จำข้อธรรมได้ เมื่อมรณภาพแล้วไปเกิดในสวรรค์ ได้ยินเสียงอื้ออึงอยู่ ก็สลดใจที่เทวดาพากันประมาท ระลึกถึงข้อธรรมได้ เจริญภาวนาบรรลุธรรมบนสวรรค์นั้นแหละ

ข้อความจากพระไตรปิฏก มหาวรรคที่ ๕ จ. อํ. (๑๙๑)  ตบ. ๒๑ : ๒๕๑-๒๕๓ ตท. ๒๑ : ๒๑๔-๒๑๕ ความว่า 

ปัญหา :  มีบางท่านกล่าวว่า มนุษย์เท่านั้นสามารถปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลได้ เทวดาไม่สามารถ เพราะเห็นที่เสวยสุขอันเป็นทิพย์อย่างเดียว จริงหรือไม่ ? 

พุทธดำรัสตอบ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน เวทัลละ ธรรมเหล่านั้นเธอฟังเสมอๆ คล่องปาก เพ่งพิจารณาด้วยใจ และกาย ตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ  ต่อมาเธอมีสติหลงลืมถึงแก่มรณะ ย่อมไปบังเกิดในเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง เมื่อเธอมีความสุขอยู่ในภพนั้น บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏแก่เธอ สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน

อีกประการหนึ่ง บทแห่งธรรมย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ แต่ภิกษุผู้มีฤทธิ์ มีความชำนาญทางจิต แสดงธรรมแก่เทพบริษัท เธอตรึกตรองจนเห็นว่า ในกาลก่อน เราได้ประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยใด นี้คือธรรมวินัยนั้น สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลันดุจบุรุษผู้ฉลาดในเสียงกลอง เขาเดินทางไกล เมื่อได้ยินเสียงกลอง ไม่มีความสงสัยหรือเคลือบแคลงว่า นั่นเสียงกลองหรือไม่ใช่

อีกประการหนึ่ง บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ ผู้มีความสุขอยู่ในภพนั้นเลย ทั้งภิกษุผู้มีฤทธิ์ ก็ไม่ได้แสดงธรรมในเทพบริษัท แต่เทพบุตรย่อมแสดงธรรมในเทพบริษัท เธอคิดได้ดังนี้ว่า นี้คือธรรมวินัยนั้น สติบังเกิดขึ้นช้า แต่สัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษเร็วพลัน  ดุจบุรุษผู้ฉลาดในเสียงสังข์ สติบังเกิดขึ้นช้า เดินทางไกลได้ยินเสียงสังข์เข้า ไม่พึงมีความเคลือบแคลงสงสัย ว่านั่นเสียงสังข์หรือไม่ใช่

ผู้ปฏิบัติ : เข้าใจแล้วค่ะอาจารย์   อย่างนี้แสดงว่า ภิกษุที่มรณภาพแล้วไปเกิดในสวรรค์ แล้วระลึกถึงข้อธรรมได้ ก็เป็นเพียงการระลึกได้แบบความจำ ความเข้าใจใช่ไหมคะ จิตดวงนั้นต้องเจริญภาวนาตามมรรคที่ถูกต้องด้วย จึงจะบรรลุธรรมบนสวรรค์ ฉะนั้นการจำข้อธรรมได้อย่างเดียว ไม่เจริญภาวนาให้เห็นตามจริงจนเกิดญาณทัสสนะ ก็คงไม่มีโอกาสได้บรรลุธรรมบนสวรรค์  เข้าใจถูกไหมคะ

ท่านทรงกลด  :  ถูกต้องๆ ถ้าจำธรรมผิดๆ ไป ก็จะเดินมรรคผิด เหมือนจำแผนที่ผิด จะหลงทางอยู่นั่นเอง

ผู้ปฏิบัติ :  เกิดเป็นเทวดาลำบากบ้างไหมคะ เห็นคนชอบอธิษฐานให้เกิดเป็นเทวดาอยู่สวรรค์ชั้นสูง ๆ 

ท่านทรงกลด  :  สบายกายชั่วครู่ (กายทิพย์) เสวยสุขตามสภาพของภูมิเทวดา แล้วกลับมาลำบากเหมือนเดิม จิตยังมีกิเลสเหมือนเดิม ยังพ้นทุกข์ไม่ได้จริง

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *