ถาม-ตอบ

การเปลี่ยนความคิดไม่ใช่การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่สติปัฏฐาน ๔

 

 แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม  เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2560

 

ผู้ปฏิบัติ : อ่านเรื่องนี้แล้วเกิดความสงสัยค่ะ  

   “ไปเล่นเครื่องเล่นหมุนๆ น่ากลัวๆ ในสวนสนุกมา ขอบอกว่ามันเป็นเครื่องเล่นบำบัดความกลัวล่ะ เล่นแล้วความกลัวลดลงเยอะ  เครื่องเล่นเมืองไทยน่ากลัวที่สุดเพราะมีแค่ราวเหล็กกั้น  เหมือนจะไหลหลุดลงมาได้  ก็โคตรกลัวมาก กลัวหล่น และกลัวตาย  ขณะที่เรากลัวตาย ก็เกร็งไปหมด ใจเราก็เริ่มร้องว่า กรูก็ไม่ไหวแล้ว  ฉับพลันนั้นเอง… เฮ้ย! มันแค่ความคิด เปลี่ยนความคิดมันสิ เรามันคงไม่มาตายง่ายๆ กับเครื่องเล่นนี้หรอก หยุดเกร็งแล้วสัมผัสอากาศมันเลย   ประมาณ ๒๐ วินาที มุมมองเปลี่ยน เลิกเกร็ง ผ่อนคลายเบาสบาย ตอนขึ้นสูงสุดมันเบาแฮะ อ้าว! ลองกระดกตัวตามสิ เฮ้ย! เหมือนมีปีก ลมเย็นผ่านตัว เราปลอดภัย… รับรู้ถึงความวางใจในความปลอดภัยในขณะที่กลัวสูงสุด… คิดว่าสอบผ่านละ “การวางใจให้เป็นให้ความปลอดภัยในทุกกรณี” เราปลอดภัยเสมอในจักรวาลและในพระหัตถ์ของพระพุทธองค์  ไม่กลัวอีกต่อไปแล้ว” 

  สงสัยว่า การเปลี่ยนความคิดของตัวเอง ทำให้มุมมองเปลี่ยนจากความกลัวถึงขีดสุดเป็นไม่กลัว ทำให้ผ่อนคลาย และไว้วางใจต่อสถานการณ์ตรงหน้า ทำให้รู้สึกปลอดภัย เป็นการปฏิบัติธรรมหรือเปล่าคะ เท่าที่พิจารณาไม่ใช่สติปัฏฐาน ๔ หากเขาตกเครื่องเล่นตายในขณะจิตที่เขาเล่ามา จิตเขาจะเป็นอย่างไรคะ

 

ท่านทรงกลด  : ถูกแล้ว ไม่ใช่การปฏิบัติ เพราะไม่ใช่สติปัฏฐาน ๔ เป็นเพียงความคิดปรุงแต่งหรืออารมณ์อย่างหนึ่งเท่านั้นเอง การปฏิบัติธรรม แม้นั่งบริกรรมคำภาวนาหลับตานับเลขหรือเพ่งอะไร ยังไม่ใช่การปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเจริญสติปัฏฐานสี่เท่านั้น เมื่อเข้าใจดังนี้ ก็จะเข้าใจคอร์สธรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นมากมายว่า อันไหนคือการปฏิบัติ อันไหนไม่ใช่  อันไหนจริง อันไหนไม่จริง  อันไหนทาง อันไหนไม่ใช่ทาง คราวนี้ก็จะรู้แล้วว่า  ทำไมปฏิบัติมาเป็นสิบๆ ปี “ญาณ” จึงไม่เกิด อย่างมากก็ได้แค่ความสงบนิ่ง  นิมิตหรือความว่างเท่านั้นเอง

ถ้าเขาตายด้วยขณะจิตที่คิดว่าเราปลอดภัยในพระหัตถ์ของพระพุทธองค์ ขณะจิตนั้นเป็นพุทธานุสติ ย่อมไปสุคติได้ แต่หากตายในขณะจิตอื่น ย่อมตายด้วยความประมาท โอกาสที่จะไปทุกคติจึงมีสูงมาก 

อย่างสมัยพุทธกาล มีชายคนหนึ่ง ไม่เคยทำบุญอะไรเลย แต่ได้ยินเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ก่อนตายระลึกถึงพระองค์ด้วยศรัทธา เกิดปิติในขณะตาย ก็ไปเกิดในสวรรค์ มีวิมานสวยงามมาก จนเพื่อนๆ เทวดาที่ตายก่อนสมัยพระพุทธเจ้ามาเกิดมาถามว่าทำบุญอะไรมา  เขาบอกไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่ก่อนตายระลึกถึงพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง  แต่ที่ระลึกได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะชายคนนี้ได้ฟังเรื่องพระพุทธเจ้าอยู่ตลอด ก็ใส่ใจอยู่ตลอด จึงเกิดความเคยชินเมื่อระลึกถึง 

แต่หากไม่เคยระลึกเลย อยู่ๆ จะมาระลึกก็คงทำได้ยาก  เหมือนคนทำบาปมามากมาย ก่อนตายญาติให้ภาวนาพุทโธ ภาวนาให้ตายจิตก็ไม่รับ  อย่างที่ตอบตอนท้ายนั่นแหละ อะไรๆ ก็สู้การเจริญสติไม่ได้หรอก

 

ผู้ปฏิบัติ : คิดว่า คนที่เข้าใจผิดว่าชักนำจิตตนได้   ควบคุมจิตตนได้   เขาจะคิดว่า  เขาพัฒนาต่อยอดทางจิตไปไกลแล้ว และเขาจะไม่มาทางสติปัฏฐาน ๔  จะหลงทางไปอย่างน่าเสียดาย

 

ท่านทรงกลด ก็เป็นกรรมเก่าของเขาที่หลงไปผิดทางอย่างนั้น  อย่างตอนพระสารีบุตรไปชวนสัญชัยไปหาพระพุทธเจ้า   สัญชัยถามว่า ในโลกมีคนโง่หรือคนฉลาดมากกว่ากัน   พระสารีบุตรตอบว่า  คนโง่มากกว่า   สัญชัยจึงกล่าวว่า  งั้นคนฉลาดก็ไปหาพระพุทธเจ้า ส่วนคนโง่จักมาหาเรา  สัญชัยก็โง่อยู่ท่ามกลางคนโง่ทั้งหลายนั่นเอง  เพราะมีคนโง่อีกมากมายที่ยังอยู่กับสัญชัย  จึงเสียโอกาสที่จะบรรลุธรรมแท้ไปอย่างน่าเสียดาย  เหตุเพราะเขาเหล่านั้นเคยทำกรรมมา ทำให้พลัดไปไม่พบพระพุทธเจ้า  

คนที่ชักนำจิตตนได้ กับคนฉลาดทางธรรมคนละเรื่องกัน  รวมทั้งคนที่ชักนำจิตคนอื่นได้ก็เช่นกัน  

 

ผู้ปฏิบัติ :  ที่อาจารย์บอกว่า ก่อนตายถ้าระลึกถึงพระพุทธเจ้าจนเกิดปิติ ก็เป็นพุทธานุสติและไปสู่สุคติ   แสดงว่า อานุภาพของพุทธานุภาพมีพลังมากที่จะช่วยคนได้  หรือว่าเป็นเพราะว่า ขณะนั้นจิตเขาเป็นกุศลจิตจึงไปสู่สุคติคะ

 

ท่านทรงกลด :  ไม่มีใครช่วยใครได้  ขณะนั้นจิตเขาเป็นกุศลจึงไปสู่สุคติได้  

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *