ถาม-ตอบ

จิตหนึ่ง

แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561

 

ผู้ปฏิบัติ  โอวาทธรรมของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล  ความว่า  “จิตหนึ่งเท่านั้นเป็นพุทธะ ไม่มีความแตกต่างระหว่างพุทธะกับสัตว์โลกทั้งหลาย  เพียงแต่ว่า  สัตว์โลกทั้งหลายไปยึดมั่นต่อรูปธรรมต่างๆ เสีย และเพราะเหตุนั้น เขาจึงแสวงหาพุทธภาวะจากภายนอก  การแสวงหาของสัตว์เหล่านั้นนั่นเองทำให้เขาพลาดจากพุทธภาวะ การทำเช่นนั้นเท่ากับการใช้สิ่งที่เป็นพุทธะให้เที่ยวแสวงหาพุทธะ และการใช้จิตให้เที่ยวจับฉวยจิต แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะได้พยายามจนสุดความสามารถของเขา อยู่ตั้งกัปหนึ่งเต็มๆ เขาก็จะไม่สามารถลุถึงภาวะพุทธภาวะได้เลย  เขาไม่รู้ว่า ถ้าเขาเองเพียงแต่หยุดความคิดปรุงแต่ง และหมดความกระวนกระวายเพราะการแสวงหาเสียเท่านั้น พุทธะก็จะปรากฏตรงหน้าเขา เพราะว่าจิตนี้คือพุทธะนั่นเอง และพุทธะคือสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง สิ่งสิ่งนี้เมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ และเมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่” 

 

ขอท่านทรงกลดโปรดขยายความคำสอนหลวงปู่ดูลย์ด้วยค่ะ

ท่านทรงกลด : คำถามนี้ลึกซึ้งมากๆ  แม้จะตอบไปก็จะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าใจ  แต่จะตอบเพื่อเป็นมรดกธรรมไว้ให้ศึกษากัน และคงหาอ่านที่ไหนไม่ได้  

เมื่อเราดำเนินมรรคจิตไปจนเห็นสิ่งเดียวกับที่หลวงปู่ดูลย์เห็น ก็จะพบคำตอบได้ไม่ยากเลย เพราะเห็นรอยเดียวกับที่ท่านเห็นนั่นเอง  จิตหนึ่งเท่านั้นเป็นพุทธะหมายความว่า เทพ พรหม ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีอะไรเลยนอกจากจิตหนึ่ง ตรงนี้เพราะเราหยั่งถึงจิตหนึ่งได้จึงแจ้งในคำถามโดยไม่ต้องคิด ไม่มีความแตกต่างระหว่างสัตว์โลกกับพุทธะ 

คำว่า พุทธะ หมายถึง ผู้ที่เจริญสติจนพบจิต พบใจ พบพุทธะภายใน  บุคคลนั้นก็เป็นพุทธะขึ้นมาคือ  เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของพุทธะกับจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่แตกต่างกัน  แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ความเห็นผิดกับความเห็นถูก สัตว์โลกทั้งหลายเห็นว่า รูป นาม ขันธ์ห้า อารมณ์ เป็นตน เป็นของตน จึงยึดมั่นในขันธ์  เมื่อยึดมั่นจึงไปแสวงหาพุทธะภายนอก  จึงไม่พบ เพราะพุทธะที่แท้จริงอยู่ภายในใจเรานี้เอง  

การใช้จิตจับฉวยจิตแม้จะใช้ความพยายามอยู่กัปหนึ่งก็ไม่สามารถบรรลุพุทธภาวะได้ หมายความว่า เมื่อใดที่ยังมีความยึดมั่นในจิตอยู่ เมื่อนั้นก็ไม่อาจจะเข้าถึงพุทธภาวะได้  จิตปรุงแต่งแล้วจับฉวยสิ่งที่จิตปรุงแต่ง  เรียกว่า จิตจับฉวยจิต คำว่า จับฉวยก็คือยึดมั่น หมายมั่น แต่เมื่อหยุดปรุงแต่ง หยุดกิริยาของจิตเสีย  เมื่อนั้นจึงจะพบจิต  หยุดคิดจึงจะรู้  

แท้จริงแล้วธรรมะมีเพียงสองเรื่องก็คือ  เรื่องจิตกับกิริยาจิต  กิริยาจิตก็คือ  สิ่งที่จิตปรุงแต่งทั้งปวง  คือ รูป นาม ความรู้สึกนึกคิดทั้งปวง  เมื่อเราหยุดคิดปรุงแต่งได้ด้วยการเจริญสติที่ถูกต้องก็จะพบภาวะพุทธะอยู่ตรงหน้า  มันจะอยู่เฉพาะหน้าทีเดียว  เห็นจิต เห็นธรรม จิตนี้ก็คือพุทธะ  ภาวะพุทธะอยู่ตรงหน้า เหมือนตาเห็นรูป เห็นนะ ไม่ใช่คิดเอา หมายเอา  เข้าใจเอา มันคนละเรื่องกัน อย่าไปเอาความเข้าใจ  ความคิดมาเป็นธรรม  นั่นมันหลงแล้ว  

สิ่งเหล่านี้เมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์จะเปลี่ยนภาวะจิตของสัตว์นั้นไปสู่ภาวะพุทธะตลอดอนันตกาล  อย่างที่หลวงปู่ชาบอกว่า  คนธรรมดาเห็นก็จะกลายเป็น มุนี” คำว่า  มุนี  หมายถึง พระอริยบุคคล เมื่อปรากฏที่สามัญสัตว์จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ และเมื่อปรากฏที่พระพุทธเจ้าจะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หามิได้ เพราะอะไร…  เพราะมันไม่มีขนาดให้วัดนั่นเอง มัน “ว่าง” จิตว่างก็คือ พุทธะ แต่คนละความหมายของคำว่า ความว่าง ของที่พวกนั่งสมาธิเข้าไปหลงติดอยู่นะ บางคนหลงไปเข้าสู่ภาวะความว่างด้วยการนั่งภาวนาแล้วเข้าใจว่า  พบพุทธะ บรรลุธรรม พอตายไปก็เป็นพรหมลูกฟักเท่านั้นเอง   คำว่า  ว่างแบบพุทธะ ไม่ใช่ว่างแบบ ว่าง มันว่างแบบ รู้  มีสติเต็มที่ ปัญญาเต็มรอบ ตัดละสังโยชน์ได้ในบัดดล ไม่ใช่ว่างแบบออกมาก็ยังโง่เหมือนเดิม ว่างแบบพุทธะ เรียกว่า  ตรัสรู้ธรรม จะเห็นจิต เห็นขันธ์ห้า  อารมณ์เกิดดับๆ ๆ ๆ จะหาตัวตน  สัตว์  บุคคลอะไรไม่ได้เลย 

เพราะว่าจิตนี้คือพุทธะ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา คำว่า เรา  ไม่ใช่รูปโฉม ไม่ใช่รูปพระพุทธเจ้า พระพุทธรูป   บางสำนักสอนว่า  นั่งภาวนาเห็นรูปพระพุทธเจ้า  คือเห็นธรรม  อันนี้มั่วที่สุด คำว่า  เห็นธรรมคือ  เห็นจิต เพราะจิตคือ  พุทธะ เมื่อเห็นจิตก็คือ  เห็นพุทธะ เห็น “เรา” ว่า เรา” ที่แท้ ไม่ใช่ใดอื่นก็คือ  จิตอันหนึ่งที่ว่างเปล่า แต่เป็นความว่างที่มีอยู่ สุขแท้อยู่ตรงนั้น  อยู่ตรงที่จิตหลุดพ้นจากภาวะครอบงำของอารมณ์ทั้งปวง เมื่อเห็นธรรม ก็จะเห็นว่า เรา” (พระพุทธเจ้า) ที่แท้หาตัวตนไม่ได้ รูปโฉมของเราไม่ใช่เรา  พระองค์สอนพระวักกลิว่า  เห็นเราก็คือ เห็นจิต  เราที่แท้นั้นไม่มีแต่เป็นความไม่มีที่มี  ก็ไปตรงกับปริศนาธรรมของหลวงปู่มั่น ท่านบอกว่า  มี ไม่มี  ไม่มี มี    มีอันแรกก็คือ  ขันธ์ห้า  มันไม่มี มันสักแต่ปรุงแต่งๆ ๆ ๆ ๆ  เท่านั้น  ส่วนที่ไม่มี  คือว่าง ส่วนจิตนั่นแหละคือสิ่งที่มี

ตอนก่อตั้งกลุ่มธรรมใหม่ ผมถามว่า จิตมดกับจิตช้างอะไรใหญ่กว่ากัน   ไม่มีใครตอบได้ คำตอบก็คือ ไม่มีอะไรใหญ่กว่ากัน และไม่มีอะไรเล็กกว่ากัน เพราะมันว่างเหมือนกัน   เหตุนี้เอง หลวงปู่ดูลย์จึงสรุปว่า  จิตนี้คือพุทธะนั่นเอง และพุทธะคือสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงนั่นเอง สิ่งสิ่งนี้เมื่อปรากฏอยู่ที่สามัญสัตว์ จะเป็นสิ่งเล็กน้อยก็หาไม่ และเมื่อปรากฏอยู่ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายจะเป็นสิ่งใหญ่หลวงก็หาไม่ ไม่ว่าจะเป็นสามัญสัตว์หรือพระพุทธเจ้า ภาวะพุทธคือจิตก็เหมือนกัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เพราะมันว่างเหมือนกันนั่นเอง   

ทีนี้พวกคนเขลาก็จะค้านแย้งอยู่ในใจอีกว่า ถ้าปฏิบัติไปสู่ความว่างแบบนี้ ไม่เอาดีกว่า ลูก เมีย สามี พ่อ แม่  ฉันจะเอาไปไว้ที่ไหน ทรัพย์สมบัติที่เหนื่อยยากในการแสวงหาจะเอาไปไว้ที่ไหน คนโง่ก็จะคิดได้แค่นี้แหละ หลวงปู่ดูลย์สอนปริศนาไว้อีกคำหนึ่งว่า “ทิ้งหมด ได้หมด” ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจแต่ตอนนี้เข้าใจแจ้งชัดแล้ว ทิ้งหมด ไม่เหลืออะไรเลย ถ้าจะเหลือก็เหลือจิตดวงเดียวที่ว่างอยู่  ไม่ยึดถือเกาะเกี่ยวสิ่งใด จิตที่ไม่ยึดถือเกาะเกี่ยวสิ่งใดนี้แหละเป็นสุขแท้ พระพุทธเจ้าเรียกว่า บรมสุข ท่านจึงตรัสว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานเป็นสุขยิ่ง  

คนที่ยังไปไม่ถึงก็ไม่เข้าใจหรอก คิดว่า นิพพานน่ากลัว นิพพานไม่มีอะไร ถ้ารู้แบบที่เรารู้ จะรีบเร่งปฏิบัติทีเดียว แต่เพราะไม่เห็นค่านิพพาน ก็เลยพากันเอ้อระเหยไปวันๆ ความตายจะมาเยือนพรุ่งนี้แล้วยังไม่รู้ตัวก็มี ที่ผมเขียนไว้ในหนังสือว่า หากนิพพานไม่ดีจริง พระพุทธเจ้าก็คงไม่ให้พระราหุลไปบวชเสียตั้งแต่เด็กหรอก  คนมีปัญญาอ่านตรงนี้ก็จะคิดได้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *