ถาม-ตอบ

หลงปรุงแต่งการปล่อยวาง

 

แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561

ผู้ปฏิบัติ : การสั่งให้ตัวเองปล่อยวาง ตรงกับสิ่งที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่า เราไปแทรกแซงจิตหรือเปล่าครับ  ซึ่งครูบาอาจารย์รวมถึงท่านทรงกลดสอนให้เราเพียงใช้สติกำหนดรู้เฉยๆ ใช่ไหมครับ

ท่านทรงกลด :  ใช่ สาธุ  การสั่งให้ตัวเองปล่อยวางคือ การปรุงแต่งอย่างหนึ่ง ซึ่งคนทำไม่รู้ตัวเลย นึกว่าปล่อยวาง ที่แท้ก็หลงปรุงแต่งปล่อยวาง  หน้าที่เราคือ เจริญสติให้เห็นแจ้งในรูปนาม ขันธ์ห้าเท่านั้น เมื่อแจ้งแล้ว มัน “วาง” เองโดยอัตโนมัติ เป็นการวางที่ไม่ต้องปรุงแต่งกำหนด อสังขตธรรมเท่านั้นที่เป็นธรรมแท้ นอกจากนี้แล้วล้วนเป็นธรรมปลอม  

ในสัมโพชฌงค์เจ็ด ถ้าสังเกตให้ดี การปล่อยวางอยู่อันท้ายสุด สติอยู่อันแรกสุด แต่เราไปเอาการปล่อยวางมาเป็นหัว เรื่องก็เลยไม่มีทางจะจบ ไม่มีทางจะปล่อยวางได้เลย  จะปล่อยวางได้ต้องเริ่มต้นที่สติ ที่ธัมมวิจยะ คือ  การพิจารณารูปนาม ขันธ์ห้า อารมณ์ด้วยไตรลักษณ์

         เมื่อทำต่อเนื่องเรียกว่า  เพียร พอจิตมีสติ เห็นขันธ์ห้าตามจริง ก็ผละออกมาจากความยึดมั่น เกิดสติ ความสงบ ระงับ เกิดสมาธิ จิตตั้งมั่นแยกออกจากอารมณ์ ขันธ์ห้าได้  แล้ววางเฉยต่ออารมณ์ คือ  อุเบกขา  อุเบกขานี่แหละคือ  การปล่อยวาง วางเฉย แต่ไม่ใช่เฉยแบบทองไม่รู้ร้อน  มันเป็นอุเบกขาที่เยือกเย็นและตื่นรู้  ถ้าไม่มีสติ ไม่มีปัญญาเห็นตามความเป็นจริงของรูปนาม (ธัมมวิจยะ) ก็ไม่มีทางปล่อยวางอะไรได้จริงเลย จิตที่หลุดพ้นจากอารมณ์ทั้งปวง ไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ห้า อารมณ์ ก็คือ  การปล่อยวางอยู่ในตัว ต่างคนต่างอยู่ 

เราสอนเฉพาะคนมีปัญญาเท่านั้น บอกกล่าวเฉพาะคนมีปัญญาเท่านั้น วันนี้ยังไม่เห็นสิ่งที่เราแสดง หากเจริญสติตามแนวทางที่วางไว้ ซึ่งไม่ใช่อื่น เป็นแนวทางของพระพุทธเจ้า ก็จะพบสิ่งที่เราพร่ำแสดง บางคนได้หนังสือไป ไม่เคยอ่าน ยังเที่ยวเสาะแสวงหาอาจารย์ต่างๆ แล้วส่งวีดีโอคำสอนมาให้ดูว่า ใช่หรือไม่ใช่  เลยสอนไปหนัก ที่ส่งมามันของปลอมทั้งนั้น จิตอยู่ที่กลางอกบ้าง อะไรบ้าง มากมายเหลือเกิน  บอกว่า  ไม่ใช่อย่างนั้น อธิบายเรื่องสติให้เขาฟัง ถามว่า สำนักที่ไปมามีพูดถึงสติแบบที่ผมสอนบ้างไหม สติปัฏฐานสี่ ตอบมาว่า เออ!  ไม่มีว่ะพี่  ก็เลยบอกว่า เมื่อไม่มีสติ ไม่มีมรรค แล้วจะมีผล มีนิพพานอย่างไร เขาบอก โห!  ถ้าพูดอย่างนี้ แสดงว่าพระต่างๆ ที่เขาไปมา สำนักต่างๆ ก็ผิดหมด  เขาใจเสียเลย เพราะทำบุญไปมากมาย

            ผมบอกให้หยุดแสวงหาครูบาจารย์ได้แล้ว กลับไปอ่านหนังสือที่ผมเขียน  ป่านนี้ก็ไม่รู้หายไปหรือยัง  เพราะมีบางคน ได้ไปไม่เคยอ่าน พอมีหลายคนพูดถึง กลับไปหา หายเสียแล้ว ไลน์แบบเขินๆ มาขอใหม่  ผมก็ให้ไป ไม่ได้ว่าอะไร  เพราะเราสอนคน ไม่ได้หวังผล ไม่ได้หวังชื่อเสียง ลาภ สักการะ  ใครมีปัญญารับได้ก็รับ ใครโง่ ก็ปล่อยเขาไป แล้วแต่วาสนาบารมีของแต่ละคน ทำหน้าที่ของเราไปเท่าที่ได้ ไม่ได้ทุกข์อะไรกับการที่ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ใครจะเดินตามหรือไม่เดินตาม  สำหรับคนคนนี้ ก็บอกว่าจะเลิกไปหาครูบาจารย์แล้ว จะกลับไปอ่านหนังสือที่ผมเขียน  ผมก็บอกว่า หนังสือผมไม่ต้องอ่านมาก อ่านหน้าที่ 9 – 25 ก็พอ แต่อ่านแล้วต้องนำไปใช้  ถ้าทำแบบทดสอบท้ายบทได้ก็จะดีมาก แล้วจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในใจ ตัวเองจะเป็นสักขีภูโต เป็นพยานให้ตนเอง เหมือนหลายๆ คนที่เห็นประสบมา  

บางทีก็อดสงสารคนสมัยนี้ไม่ได้จริงๆ  ไม่รู้ว่าอะไรจริง ไม่จริง ใช่ ไม่ใช่ เที่ยววิ่งหาวุ่นไปหมด  นึกถึงหลวงปู่ชาสอนไว้ว่า  ไม่ต้องไปหาครูบาอาจารย์ที่ไหนหรอก   มีหู มีตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นครูบาอาจารย์อยู่ตั้งหกคนแล้ว  ยังจะแสวงหาอะไรอีก หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า ตาเห็นรูป เห็นอารมณ์ไหม ยินดีเป็นอย่างไร ยินร้ายเป็นอย่างไร หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น กินอาหารอยู่ทุกวัน วันละสามมื้อ เคยสังเกตดูสุขเวทนา คือ อารมณ์ยินดีตอนที่ลิ้นสัมผัสรสอาหารบ้างไหม  ผมปฏิบัติ ก็ทำแบบนี้ เคี้ยวข้าวทีละคำ พิจารณาเข้าไปดูอารมณ์ยินดีในรสอาหาร  เรื่องนี้ก็เขียนไว้ในหนังสือหมดแล้ว แต่ไม่ค่อยได้เอาไปใช้กัน  แล้วก็บ่นกันว่า ปฏิบัติไม่ก้าวหน้า  ก็สักแต่อ่านๆ เขี่ยๆ ทิ้งไปจะเอาความก้าวหน้ามาจากไหน 

จะเล่าให้ฟัง  มีนักปฏิบัติธรรมหญิง สนใจการภาวนามานาน  วันหนึ่งนั่งสมาธิ เกิดนิมิตเห็นหลวงตามหาบัว ก็จะเดินตามหลวงตาไป แต่หลวงตาห้ามไม่ให้ตาม แล้วชี้ไปทางที่เขียนว่า “ฆราวาส” ให้เดินตามฆราวาสนั้น  เขาก็ตีปริศนาไม่ออกว่าคืออะไร  ต่อมาไม่นาน ก็มีผู้พิพากษาที่เป็นหลานไปเชิญเขาเข้ามาในกลุ่ม   พอเห็นธรรมที่ผมแสดง เขาบอกว่า ตีปริศนาในนิมิตออกแล้ว  คนนี้เองเป็นคนเห็นคุณค่าธรรมที่ผมแสดงและริเริ่มหาทุนทำหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมเล่มแรก มีอีกท่านหนึ่งใช้ญาณตรวจดู บอกว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นที่สนใจของคนมากมาย หลวงปู่บุญส่ง ศิษย์หลวงปู่แหวน อ่านต้นฉบับแล้ว ท่านก็ตรวจด้วยญาณ แล้วบอกว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนหันมาปฏิบัติธรรมกันเยอะมาก  ตอนนี้ก็พิมพ์ไปห้าครั้ง ยอดพิมพ์ ๑๕,๐๐๐ เล่มแล้ว  หลวงปู่บุญส่งสั่งไว้ว่า ห้ามขาย ให้แจกเป็นธรรมทานอย่างเดียว ท่านบอกธรรมพาณิชย์มันไม่ดี  ส่วนหนังสือที่ทีมงานกำลังทำอยู่ ก็เป็นการรวบรวมถามตอบ ตลอดจนธรรมที่แสดงทั้งในกลุ่มนี้และกลุ่มอื่น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมหาชนผู้สนใจธรรมอย่างมากในภายภาคหน้า  

สาธยายมาเสียยืดยาว ก็เพื่อจะบอกว่า การปฏิบัติธรรมที่จะเห็นผลนั้นจะต้องเริ่มต้นที่คำสอนที่ถูกต้องก่อน ทั้งจะต้องประกอบไปด้วยความเพียรและต้องมีความเชื่อระดับหนึ่ง  เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง นี่แหละคือ ความเชื่อที่ถูกต้อง  แต่เมื่อเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็ต้องทำด้วย  เมื่อทำแล้วเห็นผล อีกครึ่งที่เหลือก็จะตามมาเอง  

จริงๆ ผมก็บอกหลายๆ คนว่า ผมเป็นแค่ฆราวาส ไม่ใช่พระ แสดงธรรมะ ใครเขาจะเชื่อ  ก็จริงตามนั้น  แต่คนมีปัญญาย่อมจะดูออกว่าสิ่งที่ผมสอนแสดงคืออะไร  ถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่  เมื่อตรองด้วยปัญญาเห็นชัด  ศรัทธาก็จะมาเอง   เป็นการศรัทธาเพื่อตัวท่านเอง   ผมไม่ต้องการศรัทธาอะไรจากใคร ไม่รู้จะเอาไปทำไม  เหตุที่กล่าวว่า  เป็นการศรัทธาเพื่อตัวท่านเอง ก็เพราะเมื่อท่านศรัทธาแล้วปฏิบัติ ผลย่อมจะได้แก่ตัวท่านเอง หมายถึง ทุกข์ร้อนที่มีอยู่จะทำอะไรจิตได้น้อยลง เพราะมีสติปัญญาที่เข้มแข็ง รู้เท่าทันมันเท่านั้นเอง  ที่ทำไปทั้งหมด ก็เพื่อ… วันหนึ่งไปพบพระพุทธเจ้า พระองค์จะได้ไม่ตำหนิได้ว่า  ทรงกลด เมื่อเธอรู้เห็นธรรมอันชอบแล้ว ทำไมไม่สอนสาวกเราคนอื่นๆ ให้รู้เห็นตาม  อย่างที่พระองค์เคยตำหนิพระสารีบุตรมาแล้ว  

เรื่องมีโดยย่อว่า  ครั้งหนึ่งพระสารีบุตรไปโปรดพราหมณ์ใกล้จะถึงแก่กรรมคนหนึ่งเห็นว่า เป็นพราหมณ์ คงอยากเกิดเป็นพรหม จึงแสดงเรื่องพรหมวิหารสี่  กลับมาพระพุทธเจ้าเรียกไปถาม สารีบุตร เธอสอนอะไรพราหมณ์ก่อนตาย พระสารีบุตรตอบ สอนพรหมวิหารสี่ พระพุทธเจ้าข้า  พระพุทธเจ้าตำหนิเลย  สารีบุตร ทำไมเธอไม่สอนมรรคมีองค์แปดแก่พราหมณ์ เพราะถ้าสอนมรรคมีองค์แปด พราหมณ์จะได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล นี่คือเหตุว่า ทำไมผมจึงสอนพวกท่านเรื่องสัมมาทิฐิมาโดยตลอดเพราะมันคือ มรรคมีองค์แปดนั่นเอง  

ผู้ปฏิบัติ :  การหาอาจารย์ ต่อให้เจออาจารย์ที่ใช่ ที่จริง แต่เราไม่เรียนกับอาจารย์ใหญ่คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราก็ไม่พบธรรมแท้ที่นำเราสู่ทางพ้นทุกข์อย่างแท้จริงอย่างนั้นหรือคะ

ท่านทรงกลด : ถูกต้องที่สุด สาธุ  แม้จะพบอาจารย์ที่ใช่ แต่ถ้าเราปล่อยจิต ปล่อยใจ เพลิดเพลินไปตามอารมณ์ ตามรูป เสียงกลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ ก็ไม่มีวันพบธรรมแท้อย่างแน่นอน  

สรุป ตอนนี้ก็อย่าเพิ่งไปริปล่อยวางอะไรเลยให้อยู่กับสติ เห็นรูปนาม อารมณ์ตามจริงก่อนว่า  มันไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเสื่อมดับไป หาแก่นสารไม่ได้ เอาแค่นี้ก่อน  

        เมื่อใดเห็นตามจริง ก็ปล่อยวางไปเอง อย่างที่หลวงปู่เจือว่าไว้นั่นแหละ  ขอให้เจริญในธรรมทุกท่าน

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *