ถาม-ตอบ

ความสงสัยในธรรมเป็นการปรามาสหรือไม่ 

 

แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561

 

ผู้ปฏิบัติ :  คำสอนพระอาจารย์รูปหนึ่ง  กล่าวว่า  ให้รักษาจิตไว้ไม่ให้มันไปไหน ให้มันอยู่  อยู่แล้วก็รู้ตัวทั่วพร้อมด้วย รู้รอบ  แล้วมันจะลึกซึ้งเข้าไปเห็นไตรลักษณ์  เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่คือ ประตูพระนิพพาน”

ที่ท่านบอกว่า  ให้รักษาจิตไว้  ไม่ให้มันไปไหน…  ให้มันอยู่…  อยู่แล้วก็รู้ตัวทั่วพร้อม…  ตรงนี้เป็นการพยายามรักษาจิตซึ่งเป็นจิตสังขารหรือเปล่าคะ 

ที่ผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติอยู่  ไม่เคยทำแบบนี้  แต่ทำแบบที่ท่านอาจารย์สอนค่ะ บางครั้งสติทรงตัวตั้งมั่นเอง ช่วงที่ตั้งมั่นเอง จะรู้เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ชัดเจนและละเอียดขึ้นกว่าตอนสติอ่อนหรือไม่มีสติ ซึ่งเมื่อรู้เห็น ก็รู้เห็นไปๆ ถ้าตื่นเต้น แปลกใจ เฉยๆ ก็รู้อยู่ในใจจะมีบางครั้งที่เผลอไม่มีสติอยู่กับลมหายใจ กายเคลื่อนไหว หรือความรู้สึกนานๆ ตอนทำงานยุ่งๆ รีบๆ พอนึกได้เองก็จะเข้ามามีสติรักษาสติไว้ ไม่ให้มันไปไหน คือ เผลอสติไป ให้มันอยู่คือ  อยู่กับลมหายใจบ้าง การเคลื่อนไหวร่างกายบ้าง ความคิด ความรู้สึกบ้าง ช่วงนี้ก็จะเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปด้วย  ทั้งสองกรณีที่ทำอยู่คือ  มีสติเอง กับพยายามตั้งสติขึ้นมา ในสถานการณ์จิตที่ต่างกัน อย่างนี้ถูกไหมคะ และตามคำสอนของพระอาจารย์รูปนี้ สงสัยว่า ท่านหมายถึงตอนมีสติแบบไหนคะ  

อาจารย์คะ ขอถามอีกคำถามหนึ่งค่ะว่า  การสงสัยในธรรมคำสอนของพระหรือครูบาอาจารย์ จะเป็นการปรามาสท่านไหมคะ และการมาถามท่านอาจารย์แบบนี้เป็นการชวนให้อาจารย์เกิดบาปด้วยไหมคะ  จะแยกพิจารณาอย่างไรคะว่า การสงสัยในธรรมคำสอนแบบไหนเป็นการปรามาสท่าน   ที่ถาม  เพราะแค่เกิดความสงสัยค่ะ และอยากทำให้ถูก  เข้าใจให้ถูกค่ะ  ใจไม่คิดปรามาสใครเลย โดยส่วนตัวมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจของตัวเองนะคะอาจารย์จึงกล้าถามค่ะ

ท่านทรงกลด :   สาธุ ที่ทำอยู่ถูกแล้ว  คำว่า  ให้มันอยู่ก็คือ ให้อยู่กับสติ อยู่กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม เรียกว่า รักษาใจอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนนั่นแหละ แรกๆ ก็ต้องเป็นสังขารก่อนคือ  ใช้สติที่ปรุงแต่งก่อน  พอพบจิตพบใจ สตินั้นก็ทิ้งไป ใจหรือจิตที่เป็นสติแท้ก็จะทำของมันเอง  

การมีสติเอง หมายถึง  จิตเริ่มมีกำลังของมันเองแล้ว แสดงว่า  ปฏิบัติถูกทาง เราก็สอนเสมอว่า  ให้รักษาจิตให้อยู่กับสติ อยู่กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม  เมื่อรักษาได้จะเห็นอารมณ์เกิดแล้วดับไป เมื่อทำได้เนืองๆ วันหนึ่งจิตจะตั้งมั่นเกิดสัมมาสมาธิ เกิดญาณทัสสนะ เรียกว่า  มัคคสมังคี ดวงตาเห็นธรรมเกิดตรงนี้

ตอนนี้อย่าเพิ่งไปคิดกังวลเรื่องสังขาร วิสังขารอะไรเลย เจริญสติลูกเดียว พบจิตพบใจวันใด ก็จะ “เห็นเอง” ว่าอะไรเป็นสังขาร วิสังขาร มัน “แยก” ให้เห็นอย่างแจ้งชัดปานนั้น จะไม่เห็นได้อย่างไร 

อย่างที่พระอาจารย์ท่านนี้สอน ท่านก็บอกอยู่ว่า  ถ้ารักษาจิตไว้ให้อยู่กับสติได้  ก็จะเห็นไตรลักษณ์ ซึ่งเราก็เห็นไม่ใช่หรือ จิตเราห้ามได้ ฝึกได้ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า จิตตัง ทันตัง สุขาวหัง จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ไงล่ะ

ที่เรามาพากเพียรลำบากอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อฝึกจิตเท่านั้นเอง ฝึกให้มันสวนกระแสโลก เพราะปกติจิตย่อมไหลไปตามโลก ตามอารมณ์ ตัวที่ช่วยฝืน  ช่วยหยุดก็คือ สตินี่เอง  เมื่อฝืนได้ จนตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ก็จะเกิดดวงตาเห็นธรรมในตอนนั้น  สวนกระแสโลก จึงจะพบกระแสธรรม

          ส่วนการสงสัยคำสอนกับการปรามาสคนละเรื่องกัน สงสัยได้ แต่อย่าไปปรามาส  จาบจ้วง  ด่าว่า  พระสารีบุตรยังสงสัยคำสอนพระพุทธเจ้าเลย  ตอนที่ยังไม่บรรลุอรหัตผล แต่ท่านก็ไม่ได้ปรามาส  จาบจ้วงพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้ายังชมท่านต่างหาก  บอกว่า  สารีบุตรดีแล้ว อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ จงทำให้เห็นเองจะประเสริฐกว่า

อย่างที่เราบอกนั่นแหละ เรามีความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง คนมีปัญญาก็ย่อมจะสงสัยเป็นธรรมดา ส่วนคนที่มีแต่ศรัทธาก็เชื่อทุกเรื่อง ปัญญาก็ไม่เกิด เห็นไหม กาลามสูตรสอนว่าไง อย่าเชื่อเพราะเขาเป็นครูบาอาจารย์ ความสงสัยในธรรมย่อมเกิดได้เสมอ เพียงแต่สงสัยแล้ว อย่าไปปรามาส ด่าว่า  จาบจ้วงใครเขาก็แล้วกันเท่านั้นเอง  แต่ก่อนผมก็สงสัยพระพุทธเจ้ามากมาย   เช่น ไม่กี่ชั่วโมง (ชั่วยาม) พระพุทธเจ้าจะระลึกชาติได้เป็นอเนกชาติจริงหรือ  เกิดมาแล้วเดินได้เจ็ดก้าวจริงหรือ  อันหลังนี่ก็โง่จริง เพราะเอาตัวเองไปเทียบกับพระพุทธเจ้า  เราเองบำเพ็ญบารมีมาไม่เท่าใด พระองค์สั่งสมมาเท่าใด มันเทียบกันไม่ได้หรอก 

ผู้ปฏิบัติ : สงสัยว่า สอนถูกหรือเปล่า ใช่เหรอ แบบนี้ก็ไม่ปรามาสใช่ไหมคะ

ท่านทรงกลด : ไม่เลย ขอยืนยัน จำไว้นะ พบพระรูปใดสอน ให้ตั้งคำถามไว้เลย “สอนถูกหรือเปล่า” แล้วเราก็เอาเรื่องสติปัฏฐานเข้าไปจับ  มีเรื่องสติไหมที่สอน นั่นไง ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม นั่นไงไตรลักษณ์ ถ้ามี ก็เป็นคำสอนที่ถูก

การปรามาส คือ การดูหมิ่น ยังไม่ปฏิบัติให้เห็นจริงเลย ก็ออกปากเหยียดหยามคำสอนท่านเสียแล้ว ประมาณนั้น อย่าคิดมาก ความสงสัยก็เป็นสังขารอย่างหนึ่ง มันห้ามได้ไหมล่ะ ห้ามไม่ได้หรอก  เมื่อห้ามไม่ได้ จะถือว่า  เป็นของเราได้ไหม ถ้าเป็นของเราจริง ก็บอกสิ สังขารเอ๋ย อย่าสงสัยนะ เดี๋ยวจะบาป  นี่แหละเรียกว่า  อนัตตาล่ะ คือ  มันหาตัวตนไม่ได้ เกิดแล้วก็ดับ จะถือว่า  ความสงสัย สังขารนี้เป็นเรา  ของเราได้หรอกหรือ

แม้พระอรหันต์ท่านก็มีสังขารคือ  ความคิดสงสัยเป็นปกติ  เพราะมันยังอยู่  ทำงานอยู่ ยังไม่ดับขันธ์  มันก็เหมือนเวลาอาบน้ำร้อน ทำไมจึงร้อนนั่นแหละ ก็เวทนายังอยู่ ยังทำงานของมันเป็นธรรมดา  แต่พอเกิดแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดาของมัน  เมื่อดับแล้ว ก็หาตัวตนไม่ได้ เพราะล้วนปรุงแต่งมาจากความว่างคือจิตนี้ พอดับก็ปรุงแต่งใหม่  ก็เป็นอย่างนี้ จนกว่าจะดับขันธปรินิพพาน

การคิดดี  คิดไม่ดี  เป็นเรื่องปกติ แต่ทั้งสองอย่างนี้สำหรับพระอริยเจ้าแล้วเกิดแล้วดับทันที เรียกว่า “ดับไม่มีเหลือ” ไม่มีความคิดใดค้างอยู่เลย ที่ความคิดค้างเพราะยังมีอุปาทาน เมื่อละอุปาทานในคิดได้ก็ไม่มีค้างเท่านั้นเอง พอเข้าใจไหม 

ผู้ปฏิบัติ : เข้าใจทุกอย่างแล้วค่ะท่านอาจารย์ หมดคำถามเลยค่ะ ก็จะตั้งใจต่อไปค่ะ เพียรมีสติลูกเดียว  ตอนนี้ก็พิจารณากายทุกวันวันละหลายครั้ง และก่อนนอนค่ะ

ท่านทรงกลด :  สาธุ ทำให้มากๆ นะ ส่วนใหญ่คนสงสัยมากก็คือ คนเรียนมาก 

ผู้ปฏิบัติ : สังเกตเองว่า  หลวงปู่ หลวงตา พระอริยสงฆ์ ท่านไม่มีโอกาสได้เรียนสูงๆ แต่ท่านบรรลุธรรม มีปัญญามากมาสอนเราได้ค่ะ 

ท่านทรงกลด : สาธุๆๆ  ธรรมอยู่ที่ใจ พบใจก็พบธรรม

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *