ถาม-ตอบ

วิตก วิจาร ปีติ สุข

 

แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561

 

ผู้ปฏิบัติ :  อธิบาย วิตก วิจาร ปีติ สุข ให้อ่านหน่อยครับ 

ท่านทรงกลดวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ เป็นองค์ฌาน วิตกก็คือ เอาอะไรสักอย่างมาเป็นอารมณ์ เช่น คำบริกรรม ภาพ วัตถุ สิ่งของ สมมติว่าใช้คำว่า กะละมัง  เมื่อเราบริกรรมคำว่า  กะละมังๆๆๆ ถี่ๆ เข้า  ตรงนี้เรียกว่า วิจาร คือ ทำจิตให้คลุกเคล้ากับอารมณ์คือคำว่า กะละมัง  อารมณ์คือ ที่อยู่ของใจ  เอาใจไปอยู่กับคำว่า กะละมังๆๆๆ  พอจิตหรือใจมันอยู่กับคำว่า กะละมังได้ จิตจะถอยห่างจากอารมณ์อื่น เช่น ความรู้สึกนึกคิด เวทนา สัญญา สังขาร  มาอยู่ที่คำว่า  กะละมังอารมณ์เดียว  ก็จะเกิดปีติและสุขตามมา จิตมีสภาวะปีติแบบวูบวาบ บางทีก็เหมือนตกจากที่สูง ตัวโคลงบ้าง เหมือนระลอกคลื่นบ้าง  และก็เบา สุขก็ตามมา เรียกว่า  จิตมีอารมณ์เดียวแล้วคือ เอกัคคตารมณ์  ครบองค์ฌาน  นี้คือ  สมาธิแบบโลกๆ แบบที่พวกฤาษีเขาทำก่อนที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้   พอวิตก วิจารหายไป ก็เหลือปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ เรียกว่า ฌานสอง  พอปีติหายไป เหลือแต่สุขกับเอกัคคตารมณ์ เรียกว่า  ฌานสาม  พอสุขดับไป เหลือแต่เอกัคคตารมณ์ เรียกว่า  ฌานสี่  ซึ่งแสดงไปหลายครั้งแล้ว  

สำหรับผมแล้ว เมื่อปฏิบัติมาถึงตรงนี้ สมาธิแบบนี้ มันเป็นของโลก ของหยาบ  ไม่ได้ทำให้คนพ้นทุกข์ได้  พาคนให้หลง โง่ ติดอยู่มากมาย  หลวงปู่รูปหนึ่งเล่าให้ฟังว่า พระรูปหนึ่งบวชมาทั้งชีวิต อายุปาเข้าไปเก้าสิบแล้ว ก็ยังติดอยู่ในสมาธิแบบนี้ นึกว่านิพพาน  สมาธิที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้  มีอยู่สมาธิเดียวคือ สัมมาสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าสอน  

การจะมีสัมมาสมาธิได้ ก็ต้องมีสติก่อน รู้จักสติปัฏฐานก่อน  เรื่องสตินี่ อย่านึกว่ามันจะง่าย  บางคนนี่ผมแสดงธรรมมาสามปีแล้วยังไม่รู้จักเลย  ยังเที่ยววิ่งหาที่นั่น ที่นี่ไปเรื่อย  ถ้ารู้จักสติแล้ว ก็พบที่อยู่ของใจแล้ว ก็เลิกวิ่งหา สติคืออะไรก็ลองไปอ่านในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมดู  หรืออ่านข้อธรรมที่ลงทุกๆ เช้าตลอดมา  ดูไม่ยากเลย ถ้ามีปัญญาก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก  แทนที่เราจะบริกรรมคำว่า กะละมัง เอาจิตไปอยู่กับคำว่า กะละมัง  ก็เปลี่ยนที่อยู่ของจิตมาอยู่กับสติเสีย  มาอยู่กับความรู้สึกตัวทั่วพร้อม  หรือมาระลึกรู้ในกายเสีย การเจริญกายคตาสติ ทำให้เกิดสติที่แข็งแรง  เพราะเมื่อเห็นร่างกายตามจริง จิตจะผละจากความยึดมั่นออกมาหน่อยหนึ่ง  ตรงที่ผละออกมาจะเกิดสติ  เพราะสภาวะของจิตแท้นั่นมันเป็นสติอยู่ในตัวอยู่แล้ว  เรียกว่า สติอัตโนมัติ

ถ้าไม่พบจิต  พบธรรม  จะไม่เห็นตรงนี้หรอก  ตอนนี้ก็ขอให้ปฏิบัติไปก่อนตามที่แนะนำ  เมื่อเราเจริญสติ เอาสติมาเป็นเครื่องอยู่ของใจได้  มันก็มีอาการเดียวกับจิตผละจากอารมณ์  เพราะเอาคำว่า  กะละมังเป็นเครื่องล่อนั่นแหละ  ตรงเครื่องล่อนี่ก็ขอให้ระวัง   ถ้าไม่ใช่สติแล้ว หลงทางแน่นอน  บางคนก็สอนให้กะพริบตา  ขยับร่างกาย  ถ้าขณะกะพริบตา ขยับร่างกายแล้วเกิดความรู้สีกตัวขึ้นมา อันนี้ถูก  แต่ถ้าทำแล้ว จิตไปเอาอาการกะพริบตา หรือตา หรือร่างกายที่ขยับมาเป็นอารมณ์อีกก็เสร็จเขาอีก พอกะพริบบ่อยๆๆ  จิตกับอาการนั้นรวมเข้า วูบหายไปเลย ต้องระวัง  พูดง่ายๆ ก็คือ เอาสติมาเป็นวิตก  จิตที่คลุกเคล้ากับสติ ก็คือ วิจาร  พอจิตกับสติอยู่ด้วยกันได้ที่สมส่วนก็จะเกิดปีติ สุขตามมาเช่นกัน   เพราะจิตผละจากอารมณ์ทั้งปวงมาอยู่กับสติ  พอจิตอยู่กับสติเต็มที่ จิตก็ตั้งมั่น  เห็นอะไรไหม  สัมมาสมาธิแปลว่า ความตั้งมั่นของจิต  เมื่อจิตตั้งมั่นจะเกิดอะไรขึ้น  สมาหิโต ยถาภูตัง  ปชานาติ   เมื่อจิตตั้งมั่นก็จะเห็นรูปนามตามความเป็นจริง รู้ธรรมตรงนี้แหละ  จิตตั้งมั่นก็คือ  จิตแยกพรากจากขันธ์ห้าอารมณ์ได้เด็ดขาด ออกมาตั้งมั่นอยู่ ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ใดๆ เลย  จึงเห็นอารมณ์เกิดดับเป็นธรรมดาของเขา จะถือเป็นเรา  เป็นเขาหาได้ไม่  เห็นอารมณ์เกิดเป็นธรรมดา ดับเป็นธรรมดา  จะเห็นเหมือนอย่างที่พระอัญญาโกณฑัญญะเห็น  พระโกณฑัญญะพอเห็นตรงนี้ ก็อุทานว่า สิ่งใดเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นก็ดับเป็นธรรมดา  สิ่งใดก็คือ  ขันธ์ห้า  อารมณ์  เห็นขันธ์ห้าพรากออกไป เหมือนตาเห็นมือถือที่วางอยู่ตรงหน้าขณะนี้  เห็นชัดแจ้ง (เป็นญาณทัสสนะ)  ว่า ขันธ์ห้า  อารมณ์ทั้งปวงไม่ใช่เรา จะใช่เราได้อย่างไร ก็มันเกิดดับๆ อยู่ตรงหน้า ส่วนเรา (จิต) นี่ไม่ได้เกิด  ไม่ได้ดับตามไปด้วย  เรียกว่า  แยกได้เด็ดขาดนับแต่วินาทีนั้น  ดวงตาเห็นธรรมเกิดตรงนี้  นี่คือ  สมาธิที่พระพุทธเจ้าสอน  

พอเห็นตรงนี้ สติที่คอยกำหนดก็ทิ้งไปเอง  เพราะจิตที่แยกออกมาได้แล้วจะเป็นสติอยู่ในตัว สติอัตโนมัติ  ตอนนี้ยังเป็นเสขบุคคลอยู่  ยังไม่จบ  จิตเขาก็จะวิวัฒนาการไปตามลำดับของมันเอง ตรงที่ดวงตาเห็นธรรมหรือโสดาบัน ตรงนั้นสมาธิอัตโนมัติยังไม่ค่อยเกิดเท่าใด  แต่เมื่อจิตทำความเพียร ละอุปาทานในอารมณ์ได้มากขึ้นๆ   จนถึงอนาคามิมรรค จะเห็นชัดว่า  จิตที่เป็นสมาธิอัตโนมัติเป็นอย่างไร  เป็นสมาธิแบบลืมตาเป็นอย่างไร  

อย่าคิดว่า  บรรลุโสดาบันแล้วจะละอะไรได้   จงเข้าใจว่า ชั้น เห็น” กับชั้น ละ” มันคนละชั้นกัน   แต่บางคนเห็นแล้วก็ละได้เลย ก็บรรลุอนาคามี อรหัตผลก็มี   แต่สมัยนี้ไม่มีหรอก   พอถึงอนาคามิมรรค จิตจะเป็นสมาธิของมันเองเกือบตลอด นิวรณ์จางลงไปมากเพราะอำนาจของสติปัญญาที่มีกำลังกล้าขึ้นๆๆๆ  ซึ่งจะไม่พูดถึง  เอาสติกันก่อน  วิธีหาสติง่ายๆ ก็ลองหายใจเข้าลึกๆๆ จะเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขึ้นมา  ตรงนั้นแหละเรียกว่า  สติ  พระพุทธเจ้าก็หายใจแบบนี้  จึงพบสติ แล้วตรัสรู้ธรรม นำพระธรรมมาสั่งสอนพวกเราให้พ้นทุกข์ตาม  

             เมื่อวานก็มีอาจารย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  โทรศัพท์มา ปกติเบอร์โทรแปลกๆ ผมจะไม่รับหรอก  แต่นึกอย่างไรไม่ทราบ  ลองรับเสียหน่อย ถ้าเป็นพวกเราโทรมาก็จะด่ากลับอย่างที่หลายๆ คนเคยเจอมาแล้ว  เพราะละเมิดกติกาที่วางไว้  ไม่โทร ไม่นัดพบ ไม่ต้องมาหา  

อาจารย์ท่านนี้อายุมากแล้ว  สอนกฎหมาย  เอ่ยชื่อคงรู้จักกัน  บอก  คุณทรงกลด ฉันอ่านหนังสือคุณแล้ว ดีมากๆ เลย  ฉันอยากเจอตัวคุณ อยากให้คุณสอนสติ  สอนธรรมะ  ผมก็ไม่รู้ว่า  อาจารย์ไปได้หนังสือมาจากไหน

อาจารย์เล่าว่า ใช้ความอุตสาหะในการตามหาเบอร์โทรผมมาก  จนไปเจออาจารย์ด้วยกันที่มหาวิทยาลัยที่รู้จักผม  จึงขอเบอร์มา  เหตุที่ผมไม่อยากคุยกับใคร เพราะส่วนใหญ่เจอแต่พวกไม่เอาจริง  อ่านหรือทำป๊อบๆ แป๊บๆ ก็เลิก เสียเวลา  แต่คนทำจริง ก็มีมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะตอบปัญหาธรรมะให้ทางไลน์ส่วนตัว  ว่างก็ตอบ ไม่ว่างก็ไม่ตอบ 

อาจารย์ท่านนี้ บอกว่า ช่วยสอนสติให้หน่อยว่า  มันเป็นอย่างไร  อาจารย์ถามว่า อย่างฉันรู้ตัวว่ากำลังคุยกับคุณทรงกลดอยู่นี้ เป็นสติหรือเปล่า  ผมบอก ไม่ใช่  อย่างที่หลวงปู่ชาสอนว่า  แมวจะจับหนูมันก็รู้ตัวนะ  ตอนแรกไม่เข้าใจ ตอนนี้แจ้งชัดเสียยิ่งกว่าแจ้ง อย่างที่ผมเขียนในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรม  โจรเข้าบ้านเรา โจรมันก็รู้ตัวนะว่ามันจะทำอย่างไร และรู้ตัวว่าจะต้องทำตัวไม่ให้เกิดเสียงดัง  เป็นสติตรงไหน  ในหนังสือก็เขียนไว้มากมาย แต่ก็ไม่ค่อยอ่าน หรืออ่านผ่านๆ ลวกๆ กัน  การปฏิบัติมันถึงไม่ไปถึงไหนเหมือนคนอื่นเขา  

มีเรื่องเล่าว่า  มีซามูไรไปฝึกกับอาจารย์   อาจารย์ย่องเข้ามาข้างหลัง ซามูไรรู้ตัวก่อน  เลยหันไปรับมือได้ทัน อาจารย์บอก  เจ้าฝึกสำเร็จแล้ว  แล้วเอาสติที่หลงเข้าใจว่าเป็นสติไปฆ่าคน คนมีสติจริง เขาไม่ทำผิดศีลหรอก ยุงตัวเดียวเขาก็ไม่ฆ่า  ผมถึงบอกเสมอว่า สตินี่คือศีล คือสมาธิ คือปัญญา  หลวงปู่ชาก็บอกว่า การมีสติอยู่ตลอดเวลานี่แหละคือ  สมาธิ  ตอนนั้นก็นึกในใจ มันจะเป็นสมาธิได้อย่างไร สมาธิมันต้องนั่งบริกรรม จิตรวมลงไปสิ  พอเห็นว่าอะไรเป็นอะไร กราบขอขมาท่านเลย  เรานี่มันโง่จริงๆ หลงชื่นชมสมาธิแบบจิตรวมมาตลอด  แต่ถ้าเป็นสมาธิแบบทุกวันนี้  จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็ปีติ เยือกเย็น ซาบซ่านไปทุกอณู ไม่ต้องไปรอเวลานั่งหลับตาภาวนาอะไรเลย  ถ้าเป็นฌานก็เรียกว่า โลกุตรฌาน  คือ ฌานที่ไม่ต้องปรุงแต่ง  เมื่อไม่ปรุงแต่งก็ไม่เสื่อมดับ  

อาจารย์ท่านนั้นก็รบเร้าให้สอนสติตรงนั้นเลย ท่านบอกว่า อยากนิพพานเสียในชาตินี้แล้ว  แสดงว่า  ปฏิบัติมานานเหมือนกัน  ผมบอกไปว่า ที่รู้ตัวว่ากำลังคุยกับผมอยู่ไม่ใช่สติ  ท่านบอก อ้าว! เหรอ เข้าใจผิดมานาน แล้วสติมันเป็นอย่างไรล่ะ ผมบอกว่า เหมือนอย่างฝรั่ง เขาก็รู้ว่า “I’m talking with you” มันต่างตรงไหน งั้นฝรั่งก็มีสติสิ  เลยสอนให้หายเข้าใจเข้าลึกๆ ให้รู้สึกตัวขึ้นมา อาจารย์ก็พยายาม แต่ก็บอกว่า  ไม่พบๆ และบอกอีกว่า ตอนนี้หูไม่ค่อยได้ยินแล้ว แต่อ่านหนังสือได้  ที่โทร.หาผม ก็ใช้โทรศัพท์ลูกโทร. มา ก็เลยพยายามสอนเท่าที่ได้ ซึ่งก็ยากเหมือนกันที่จะพบในวันเดียว  

การจะพบสติและรักษาไว้ให้ได้นานๆ จำต้องมีการพิจารณากายประกอบด้วย ทำทุกอย่างดังที่ลงให้อ่านบ่อยๆ  สติมันจึงจะโตขึ้นมา เจริญขึ้นมา จึงเรียกว่าเจริญสติไงล่ะ  เมื่อพบสติแล้วก็เหมือนพบประตูนิพพาน  หลวงปู่องค์หนึ่งจึงพูดสั้นๆ ว่า สตินี่ ใครเข้าถึงก่อนก็วิ่งถึงก่อน

             เมื่อวานมีพี่คนหนึ่งไปบวชที่อินเดีย ก็ส่งข้อความมาขอขมาและขอให้อนุโมทนากับการบวชของเขาในครั้งนี้ กับบอกว่า ปฏิบัติตามแนวทางที่ผมสอนอยู่  ส่งภาพมาให้ดูด้วย    อาจารย์ท่านนั้น อย่างน้อยก็สอนได้ระดับหนึ่งว่า สติที่หลงเข้าใจว่าเป็นสติ มันไม่ใช่สติ  มันเป็นสัญญาขันธ์อย่างหนึ่งเท่านั้นเอง  ก็ถือว่า  ได้ชี้ทางเบื้องต้นให้  เหมือนเราทำข้อสอบแบบมีตัวเลือกคำตอบก็คือ ก. ข. ค. ง.  และ  จ.  ก. ก็ไม่ใช่นะ  ข. ก็ไม่ใช่  ค. ก็ไม่ใช่  ง. ก็ไม่ใช่  เหลืออะไรละ  ก็ จ. ไง

เมื่อวานก็บอกอาจารย์ไปอย่างหนึ่งว่า อันที่เข้าใจว่า กำลังพูดอยู่ว่าคือสติ  ไม่ใช่สติ  ก็เท่ากับขจัดไปข้อหนึ่งแล้ว ขจัดอะไรไป  ก็สัญญาขันธ์ไง  ขจัดข้อ ค. ออกไป  ก. คืออะไร  อันนี้ก็ไม่เคยแสดงนะ ขอให้ฟังให้ดีๆ  อาจจะลึกไปหน่อย แต่คนมีปัญญาอ่านแล้วจะเห็น  

ก. ก็คือรูปคือกาย   ถ้าพิจารณากาย จะเห็นว่ากายนี่ไม่ใช่จิต ไม่ใช่เรา

ข. ก็คือเวทนา  สุขทุกข์ ก็ไม่ใช่สติอีกนั่นแหละ

ค. ก็คือสัญญา ความจำได้หมายรู้ มันก็ไม่ใช่สติอีก  

ง. ก็คือสังขาร  ความคิดปรุงแต่ง ก็ไม่ใช่สติอีก

เหลือ จ. คือวิญญาณขันธ์  อันนี้แหละคือสติ  แต่จงเข้าใจว่า สติตรงนี้ยังเป็นสติปรุงแต่งอยู่

จริงๆ เมื่อตาเห็นรูป เขาก็สอนว่า  เกิดวิญญาณขึ้นหรือเรียกว่า จักขุวิญญาณ  จริงๆ ไม่ได้เกิด วิญญาณที่จิตปรุงแต่งมันทำหน้าที่ของมันเท่านั้นเอง และรวมเข้ามาก็มีวิญญาณเดียวอยู่ที่ใจนี่  ตรงนี้เคยแสดงไปนานแล้ว ไม่ขอพูดอีกแต่ให้รู้ว่า พระพุทธเจ้าเอาความรู้สึกทางตา ทางหูนี่แหละมาใช้ในคืนตรัสรู้  หายใจเข้ารู้สึกตัว ลมสัมผัสกายให้รู้สึกตัว  และเพื่อแยกให้เห็นชัด จึงเรียกตรงนี้ว่า สติ

ตัว จ. นี่แหละคือ  สติ  แล้วเราก็ใช้สติตัวนี้นำพาไปสู่การพบจิตพบใจ  จิตเดิมแท้คือ สติที่แท้จริง สติที่ไม่ต้องปรุงแต่ง พอพบแล้ว ก็ไม่ต้องห่วงอะไรกันมากแล้ว  อย่างน้อยไม่เกินเจ็ดชาติก็นิพพาน  หรือถ้าเร่งความเพียร ก็ไม่เกินชาตินี้อย่างแน่นอน  เบื้องต้นหาประตูนิพพานให้พบเสียก่อน  หากปฏิบัติตามแนวทางที่ให้ไว้ ก็จะพบ เหมือนหลายๆ คนพบ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *