ถาม-ตอบ

ชาคริยานุโยค

 

แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561

 

             ผู้ปฏิบัติ  :   พระพุทธองค์ตรัสว่า  ให้นอนยาม 2 ถึงยาม 3 (2 ชั่วยาม)   ตื่นมานั่งสมาธิ  เดินจงกรม  ถึงยาม 4 (1 ชั่วยาม)  ออกบิณฑบาต กลับมาฉัน 1 ชั่วยาม   รวมเป็น 4 ชั่วยาม   จากนั้นให้ศึกษา 1 ชั่วยาม  ที่เหลือ 3 ชั่วยาม ให้นั่งสมาธิ  เดินจงกรม  นี่คือการทำความเพียรกล้า  ชาคริยานุโยค   พระพุทธองค์ทรงรับรองว่า จะบรรลุธรรมใน 7 วัน   7 เดือน หรือ 7 ปี  ถ้าทำตามนี้  

ขอท่านทรงกลดพิจารณาว่า  นี่เป็นคำของพระพุทธเจ้าหรือไม่และกล่าวกับผู้ใด เพื่อบรรลุธรรมในขั้นใดคะ

 

ท่านทรงกลด  :  ชาคริยานุโยค เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่การตีความดังกล่าวไม่ชัดเจนว่าถูกต้องหรือไม่   แต่พระพุทธเจ้าสอนว่า  ยกเว้นเวลานอนแล้วให้ทำความเพียรตลอดเวลา  ทรงเน้นว่า  อย่านอนมากเท่านั้นเอง  อย่างพระพุทธองค์บรรทมเพียงสี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง  พวกเราก็ควรนอนประมาณหกชั่วโมงก็พอ  เช่น  นอนสี่ทุ่ม ตีสี่ก็สมควรตื่นมาปฏิบัติได้แล้ว  เมื่อตื่นนอนแล้วก็ให้ทำความเพียรตลอดจนถึงเวลานอน  การปฏิบัติให้เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน   

           ส่วนจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือทำงานอะไรก็ตาม  ที่สำคัญก็คือ ให้ทำด้วย สติ” เท่านั้นเอง และจะต้องเป็นสติในทางธรรมเท่านั้นคือ  สติปัฏฐานสี่  ให้เป็นอยู่ด้วยสติตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน  เมื่อมีสติอยู่ตลอดเวลาจึงจะเรียกว่า  ชาคริยานุโยค  จะเดินจงกรมเท่าไรก็ได้ จะนั่งเท่าไรก็ได้  ขอเพียงให้มีสติกำกับใจไว้ให้ตลอดก็พอ  ส่วนจะเจ็ดวัน  เจ็ดเดือน  เจ็ดปี  ก็เป็นการกล่าวรับรองเรื่องการเจริญสติปัฏฐานสี่ไว้ว่า  หากปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธองค์วางไว้ (ซึ่งผมเอามาสรุปให้อ่านดังกล่าว)   ก็จะเห็นผลตามเวลานั้นเอง  

หากใครปฏิบัติมาสิบยี่สิบปียังไม่เห็นอะไร แสดงว่า  ปฏิบัติผิดทาง ผิดมรรคอย่างแน่นอน ให้ทบทวนเสียใหม่อย่างที่มีคนถามส่วนตัวมาว่า  ผมต้องนั่งสมาธิมากๆๆ แน่ๆ เลย ก็บอกว่า  ไม่ได้นั่งมาก  แค่ก่อนนอนกับตื่นนอนเท่านั้นเอง ระหว่างวันอาศัยการเจริญสติรู้เท่าทันอารมณ์ตลอดเวลา  ตอนแรกก็ต้องพยายามก่อน พยายามจะมีสติ มีปัญญารู้เท่าทัน  แต่เมื่อเห็นธรรมแล้ว ต่อไปมันก็ทำของมันเอง  มันทำตลอดเวลาของมันเอง เห็นอะไรเกิด (ในใจ) มันก็รู้เท่าทันขึ้นมา ตอนแรกจะช้าหน่อย  ตอนหลังก็ไวขึ้นจนจิตนี้แทบไม่ไปไม่มา  พอถึงตรงนั้นจะเห็นอารมณ์ที่มากระทบแตกดับไปเอง โดย ไม่ต้องทำอะไร” เหมือนใบบัวกับหยดน้ำ ใบบัวไม่ได้คอยสลัดหยดน้ำ หยดน้ำที่กระทบใบบัวแตกสลายไปเองต่างหาก ใครที่มีปัญญาก็จะรู้ว่า จิตผมเป็นอย่างไร  หมายความว่า  ใบบัวไม่ต้องคอยปล่อยวางหยดน้ำ แต่หยดน้ำต่างหากที่สลายไปเองตามกฎอนิจจัง ช่างตรงกับคำสอนของหลวงตามหาบัวเหลือเกินที่ว่า  จะเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง  แต่จิตนี่ไม่เกิด  ไม่ดับตามสิ่งที่เห็น  อนิจจังก็อยู่กับโลก  แต่ใจที่พ้นโลกมันนิจจังหลวงปู่ชาก็บอก (ตอนแรกไม่เข้าใจหรอก) ตัวนิจจังคลอดจากอนิจจัง ธรรมคลอดจากโลก  ปฏิบัติไปเถิดจะเห็นจริงตามที่ครูบาอาจารย์สอน   หลวงปู่ชาก็บอกอีกว่า  ความว่างนี้ไม่ใช่ว่างในสิ่งที่ไม่มี แต่มันว่างในสิ่งที่มี หมายความว่า  นิพพานไม่ได้สูญ ไม่ใช่ว่างแบบไม่มีอะไรเลย อย่างนั้นมันสูญแล้ว   หลวงปู่ดูลย์ก็บอกว่า ยิ่งจิตเข้าสู่ภูมิอนาคามี สติจะยิ่งเด่นชัดขึ้นๆๆๆ  จนถึงอรหัตผล สติก็บริบูรณ์  สติบริบูรณ์ก็คือ  จิตที่บริสุทธิ์ ดับขันธ์แล้ว จะเหลือจิตที่บริสุทธิ์ ไม่ได้หายไปไหน จิตที่บริสุทธิ์ก็คือ  นิพพานนั่นเอง

             วันมาฆบูชา โอวาทปาฏิโมกข์สอนอะไร   ละชั่ว ทำดี และทำจิตให้บริสุทธิ์ ใช่ไหม   ศาสนาอื่นก็สอนให้ละชั่ว ทำดี เหมือนกันหมด แต่คำสอนเรื่องการทำจิตให้บริสุทธิ์มีเพียงศาสนาเดียวคือศาสนาพุทธ การทำจิตให้บริสุทธิ์นี่คือ เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่า  จิตที่บริสุทธิ์แล้วจะดับสูญหายไปไหน  หลวงตามหาบัวบอกเสมอว่า   จิตนี้ไม่มีวันตาย ท่านก็รับรองอยู่แล้วว่า  จิตที่บริสุทธิ์ ไม่มีการเกิดใหม่และไม่มีวันตายดับไปไหน  มันกลับคืนสู่ ฐานะเดิม”  ของมันเท่านั้นเอง
ที่หลวงปู่มั่นเรียกว่า ฐีติภูตัง หลวงปู่ชาเรียกว่า บ้านที่แท้จริง  บ้านที่ไม่มีการเกิดใหม่ ไม่มีการตาย ไม่มีการพลัดพรากเหมือนบ้านชั่วคราวคือโลกนี้

             พระพุทธเจ้า พระอริยาสาวก ญาติมิตรพ่อแม่พี่น้องเราล่วงหน้าไปมากมายเหลือคณานับ  มีแต่เรานี่แหละที่ยังหลงโลกอยู่ แต่ถ้าปฏิบัติถึงจริง เห็นจริง จะพบเลยว่า สติจะเด่นชัดขึ้นๆ อย่างพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อจิตท่านบริสุทธิ์ ก็มีสติบริสุทธิ์อยู่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เช่นนั้น  พระอรหันต์เป็นผู้มีสติบริสุทธิ์  พอดับขันธ์สติก็ไม่ได้หายไปไหน  ไม่ได้ดับสูญหาไม่เจอ   สตินั้นก็ยังอยู่ แต่เป็นการอยู่ในสภาพของจิตที่บริสุทธิ์แต่หาตัวตนไม่ได้  คำว่า  หาตัวตนไม่ได้  ไม่ใช่ไม่มี  มันมี แต่บอกไม่ได้ว่า  หน้าตาตัวตนเป็นอย่างไร นี่ไง ที่หลวงปู่ชาบอกว่า “มันว่างในสิ่งที่มี”  หรือหลวงปู่มั่นพูดเป็นปริศนาเอาไว้   มี ไม่มี  ไม่มี มี  มีแรกก็คือขันธ์ห้า เหมือนจะมี แต่จริงๆ ไม่มี เพราะล้วนปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น (จิตนี่แหละเป็นผู้ปรุงแต่ง)  แต่ตัวจิตเองไม่มีตัวตนเหมือนขันธ์ห้า แต่จริงๆ แล้ว “มี” เราไม่ได้เหนื่อยยากปฏิบัติกันเพื่อความไม่มีอะไร เพื่อความสูญ

          หลวงปู่ดูลย์ก็บอกว่า ชาวโลกเขาอยู่กันด้วยอาศัยสิ่งที่มี  แต่เราอยู่กับ  ไม่มี”  ตรงที่อยู่กับ ไม่มี”  นี่แหละสุขที่สุด  เพราะเป็นผู้ปลงภาระทั้งปวงในขันธ์ห้าเสียได้  ขันธ์ห้าเป็นของหนัก  เมื่อวางเสียได้สนิท มันก็เบา สุขเท่านั้นเอง และสุขนี้ก็ไม่เหมือนสุขแบบโลกๆ ไม่เหมือนจริงๆ สุขแบบโลกๆ มันร้อน วุ่น  แต่สุขอย่างที่เป็นอยู่ มันเยือกเย็น สงบ รสแห่งธรรมเป็นอย่างนี้

            พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า รสใดๆ ก็ไม่สู้รสแห่งธรรม  เมื่อถึง สัมผัสได้ จึงพูดได้ อย่างหลายคนแค่สัมผัสสติได้ ก็เยือกเย็นขึ้นมาแล้ว อากาศร้อน ก็ไม่ร้อน ต่อไปมันจะเย็นกว่านั้นหลายร้อยเท่า เดินอยู่ท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ  นี่ไม่มีร้อนเลย   กายเท่านั้นที่ร้อน

แต่จิตนี้หาได้ร้อนตามไปด้วยไม่   แล้วจะอัศจรรย์ขึ้นมา นั่งอยู่ที่ร้อนๆ จะมีลมเย็นๆ พัดมาให้

นี่ก็ใกล้วันมาฆบูชาแล้ว ให้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติ  ถ้าทำตามแนวทางที่วางไว้ให้ นั่นแหละการปฏิบัติบูชาแล้ว  นั่นแหละชาคริยานุโยคแล้ว ในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรม ตอนสติปัฏฐานสี่ในชีวิตประจำวัน ลองไปอ่านดูเถิดเขียนไว้หมด ตั้งแต่ตื่นนอนถึงเข้านอน  นั่นแหละชาคริยานุโยคแล้ว เป้าหมายก็คือ  การทำจิตให้บริสุทธิ์  อย่าแปลว่า  ทำจิตให้ผ่องใสเชียว  เพราะจิตที่ผ่องใส  สว่าง ไม่ได้หมายถึงจิตบริสุทธิ์เสมอไป นั่งสมาธิแบบบริกรรมภาวนาหรือเพ่งพระพุทธรูป จิตก็ผ่องใสสว่างขึ้นมาได้ แต่ไม่บริสุทธิ์หรอก จิตจะบริสุทธิ์ได้ก็ด้วยปัญญาเท่านั้น  พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ อย่างนั้นมันได้แค่สมาธิหัวตอเท่านั้นเอง ส่วนปัญญาก็ต้องประกอบด้วยสติ ปัญญานี่แหละจะทำให้จิตบริสุทธิ์และผ่องใสแบบถาวร  ไม่ใช่วันนี้ผ่องใส พรุ่งนี้ไม่ใสแล้ว  มันจะไม่ไปๆ มาๆแบบนั้น

ความบริสุทธิ์ของจิตก็ขึ้นอยู่กับภูมิจิตภูมิธรรมด้วย โสดาบันก็บริสุทธิ์ขึ้นมาหน่อย สกทาคามีก็บริสุทธิ์อีกหน่อย อนาคามีบริสุทธิ์พอควร อรหัตผลบริสุทธิ์เต็มร้อย แต่เวลาเราพูดว่า  จิตพระองค์นี้บริสุทธิ์แล้วจะหมายถึง  อรหัตผล แนวทางการชำระจิตให้บริสุทธิ์ ก็ไม่มีทางอื่นก็คือ  การเจริญสติปัฏฐานนั่นเอง จะมานั่งคิด นั่งจำ นั่งทำความเข้าใจ มันไม่ได้หรอก ถ้าเดินมรรคถูก ก็ต้องมีผล ตนเองนั่นแหละจะรู้ดีว่า  บัดนี้จิตของตนเปลี่ยนไปหรือยัง หรือว่ายังเหมือนเดิม ได้แต่ความจำ  สัญญา  ความคิด  ความเข้าใจ  สำหรับความเพียร ไม่ได้หมายถึงการเดินจงกรม การนั่งสมาธิอย่างเดียว เราไม่ใช่พระที่จะมีเวลามากมายที่จะทำอย่างนั้น  การทำงานนี่แหละคือการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุด   พระเสียอีกไม่มีโอกาสอย่างเรา   จึงไม่แปลกที่จะเห็นพระติดแต่ความสงบ  พอพบสีกายั่วนิดหนึ่ง ก็กระเจิงไปเสียทุกราย  

หลวงปู่ชา  ท่านคือตัวอย่างของครูที่ดีที่สุด  ท่านมักจะชอบพาพระทำงานตลอดเวลา มีวัยรุ่นมาแซวท่านว่า ทำไมไม่พาพระนั่งสมาธิภาวนา  ท่านก็เอาไม้เท้าชี้หน้า ตอบว่า “นั่งนาน  มันจะขี้ไม่ออกว่ะ”   แล้วท่านก็บอกต่อว่า การปฏิบัติไม่ได้หมายถึงนั่งหลับตาอย่างเดียว ไม่รู้เรื่องการปฏิบัติ จะไปไหนก็ไป  ไป๊   ท่านด่าตะเพิดเลย   เวลาอากาศหนาว ท่านก็จะให้พระนั่งภาวนาไม่ห่มจีวร แต่เวลาร้อน ก็ให้นั่งภาวนาห่มจีวรหนาเตอะ ทำไมท่านทำอย่างนั้น คำตอบก็คือ ท่านกำลังสอน “ทางสายกลาง” อากาศร้อน ใจอย่าร้อนตาม อากาศเย็น ใจอย่าเย็นตาม ถ้าใจอยู่ตรงกลางได้ มันจะร้อนแบบไม่ร้อน จะเย็นแบบไม่เย็น  

            ส่วนการทำงานก็เช่นกัน   ทำงานกับคนอื่น จะเห็นอารมณ์ตลอดเวลา  เพราะผัสสะกระทบตลอดเวลา และเห็นได้ง่าย  เดี๋ยวคนชม เดี๋ยวคนด่า เดี๋ยวคนนั้นพูดให้ถูกใจ เดี๋ยวคนนั้นขัดใจ  เห็นอารมณ์กันบ้างไหมล่ะ ถ้าเห็น ก็ถูกทางแล้ว  นั่นแหละเป็นการปฏิบัติแล้ว เอาอารมณ์ที่เห็นที่เกิดนั่นแหละ มาพิจารณาให้เห็นเป็นไตรลักษณ์  อนิจจัง 

              ไม่ใช่วันๆ ปล่อยให้ใจไหลวิ่งตามอารมณ์ไม่รู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร  การทำอย่างนี้จะเรียกให้หรูก็ได้   เรียกว่าเ  วทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน  บางคนเคยบอกมันจะง่ายอย่างนี้หรือ   ลองไปทำดูเถิด มันไม่ง่ายหรอก (ในตอนแรก)   บางทีกว่า  จะรู้ทัน ก็ด่าคน ระเบิดอารมณ์ไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว   หรือนั่งหลงปลื้มกับคำชมเป็นบ้าเป็นหลังอยู่ค่อนวัน   ถ้าทำได้ทุกอารมณ์ ตลอดเวลา เรียกว่า ชาคริยานุโยคแล้ว  ไม่ต้องไปเดินจงกรม นั่งหลับตาแต่อย่างใดเลย ทั้งจะพบปรากฏการณ์อย่างหนึ่งขึ้นในใจ โดยไม่ต้องไปถามใคร นั่นคือ ความสงบแห่งจิต ความเยือกเย็นแห่งจิต อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  จะรำพึงอยู่คนเดียวว่า  “เอ ลืมตา จิตก็เป็นสมาธิได้แบบนี้หรือ”   จิตที่ตั้งมั่น ไม่วิ่งตามอารมณ์ทั้งดีและร้ายนั่นแหละคือ  สมาธิ และเป็นสัมมาสมาธิในมรรคมีองค์แปดด้วย

ขอให้พากันปฏิบัติถวายเป็นพุทธบูชาเนื่องในวันมาฆบูชาที่ใกล้จะมาถึงด้วยกันทุกคน   “ใครเล่าจะล่วงรู้วันตายที่จะมาในวันพรุ่ง”  

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *