ถาม-ตอบ

วิญญาณขันธ์เกิดที่ใจ

 

แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม  เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561

 

ท่านทรงกลด  :  เมื่อคืนได้แสดงธรรมอันยิ่งไป  มีคนไลน์มาบอกว่า “พอจะเข้าใจในธรรมที่แสดงนะคะแม้จะยังไม่ได้ฝึกปฏิบัติก็ตาม เป็นธรรมจากจิตแท้ๆ ของผู้แสดง ที่ได้ปฏิบัติมาด้วยตนเอง ที่ได้เกิดจากท่านเอง แล้วมาแสดงให้เราได้รู้ ได้ทราบเป็นแนวทาง อ่านแล้ว ไม่หลงรู้ อ่านแล้วพอเข้าใจ น้อยคนจะแสดงธรรมแบบนี้นะคะ สาธุค่ะ”  

บางท่านที่เข้ามาใหม่อ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ขอให้อ่านผ่านไปก่อน อย่าเพิ่งท้อใจ จะไม่แสดงก็ไม่ได้เพราะเป็นคำถามที่ดีมากๆ แสดงไว้เป็นธรรมทานให้ไว้ศึกษากัน  จริงๆ เรื่องที่แสดงเมื่อคืนยังมีอีกมาก  โดยเฉพาะเรื่องวิญญาณขันธ์ซึ่งเป็นของลึกที่สุด หากไม่เห็นธรรมแล้วจะไม่แจ้งชัดเลย ตอนเห็นกับที่ศึกษาไม่เหมือนกันเลย ที่ศึกษามาว่า  วิญญาณมีหกอย่างคือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางตาก็เรียกจักขุวิญญาณ   ทางหูก็เรียกโสตวิญญาณ แต่ที่เห็น มันมีวิญญาณเดียวคือ “ที่ใจ” 

           ภายหลังมาพบคำสอนของหลวงปู่ชา ท่านบอกปริยัติมันเขียนไว้หกอย่างแต่จริงๆ แล้วมีอย่างเดียวเท่านั้นคือ ที่ใจ อ่านแล้วขนลุกเลย ที่เขียนแยกไว้ก็เพื่อให้เห็นภาพชัดเท่านั้นเอง เป็นช่องทางการรับรู้ แต่ไม่ว่าจะรับรู้ทางตา  ทางหู ก็วิ่งมาที่ที่เดียวคือที่ใจ เพราะวิญญาณขันธ์จริงๆ อยู่ติดกับใจ เป็นตัวเชื่อมระหว่างใจกับอารมณ์  เหมือนใยแมงมุมเชื่อมระหว่างแมลงกับตัวแมงมุม เวลาแมลงบินมาเกาะ ใยก็สั่นสะเทือนส่งสัญญาณไปให้แมงมุมรับรู้  ถ้าไม่มีวิญญาณขันธ์ เวลามีดบาดมือ พระอรหันต์ก็จะเลือดไหลไม่หยุด เพราะไม่รู้สึกเจ็บน่ะสิ  ท่านก็มีเจ็บ  มีป่วยตามปกติ  ท่านรับรู้แต่ไม่ยึดมั่นในเจ็บและในรู้นั้นต่างหาก

วิญญาณขันธ์ไม่ได้อยู่ที่ตา ที่หู เมื่อตาเห็นรูปแล้วเกิดวิญญาณทางตาขึ้น  จริงๆ แล้วไม่ได้เกิดที่ตาหรอก  วิญญาณขันธ์เกิดที่ใจ ไม่ได้เกิดที่ตา ที่รูป ไม่อย่างนั้นคนตาย นอนตาเบิกโพลงเห็นเพดานก็ต้องเกิดวิญญาณขึ้นสิ (จักขุวิญญาณ) คนตาย วิญญาณขันธ์ก็ติดใจไปเกิดในภพชาติใหม่แล้ว  ที่นอนแข็งทื่ออยู่คือกายต่างหาก  เมื่อวิญญาณขันธ์ไม่อยู่แล้ว ต่อให้นอนจ้องเพดาน จ้องรูปนั้น  รูปนี้อยู่ก็ไม่สามารถเกิดวิญญาณขันธ์ขึ้นมาได้   เพราะจริงๆ แล้วมันอยู่ติดกับใจไปตลอดเวลา  เกิดดับอยู่กับใจไม่ใช่ที่ใดอื่น 

เรื่องวิญญาณขันธ์เป็นเรื่องลึกซึ้งไม่ตรงกับที่เคยเรียนมาหรอก ในหนังสือกว่าจะถึงกระแสธรรมจึงเขียนไว้สั้นๆ ไม่อยากให้คนงง สงสัย และดูหมิ่นปรามาส  ถ้าพบเห็นธรรมวันใดก็จะเห็นอย่างที่แสดงนั่นแหละ จะหายสงสัยว่า ปริยัติเขียนอย่าง เห็นก็อีกอย่าง  ธรรมที่ผมแสดง บางอย่างก็ไม่ปรากฏในตำราเล่มไหนหรอก ออกมาจากตำราใจเรานี่เอง หลวงตามหาบัว ตอนฟังธรรมกับหลวงปู่มั่นใหม่ๆ ท่านบอกว่า ไม่เหมือนกับที่เราเรียนมา (หลวงตาจบมหาเปรียญ)  ธรรมที่แสดงก็แปลกๆ ไม่เคยได้ยินได้ฟัง  จึงอยากจะบอกเหมือนกับที่หลวงปู่มั่นบอกหลวงตามหาบัวว่า “ท่านมหา วางตำราเสียก่อนนะ”  หรือหลวงปู่ชาก็บอกพระรูปหนึ่งที่จบมหามาเหมือนกันว่า วางคัมภีร์เสียก่อนนะ “ในนั้น” เขาไม่ได้แบกคัมภีร์เข้าไปหรอก ในนั้นก็คือ จิตหรือใจนั่นเอง 

 

                การแสดงธรรมเมื่อคืนที่ผ่านก็แปลกอย่างหนึ่ง  เราแสดงเรื่องวิญญาณไปสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘  ครั้งนั้นเห็น  แต่เมื่อคืนไม่เหมือนครั้งก่อน มันแปลกจริงๆ  อัศจรรย์ใจอยู่เหมือนกัน  อันนี้ก็แสดงให้ฟังว่า  จริงๆ มันมีอะไรมากกว่านั้นมาก  แต่ทุกอย่างก็เริ่มต้นที่  “สติ”  “สติตัวเดียวรู้แจ้งโลก” 

 

ผู้ปฏิบัติ  :  ขอท่านขยายความหมายของธรรมเมื่อคืน ในประโยคที่ว่า  “แต่ตอนบรรลุอรหัตผล ปฏิสนธิวิญญาณจะดับไปก่อน”

ท่านทรงกลด : เมื่อบรรลุอรหัตผล วิญญาณที่ดับคือ ปฏิสนธิวิญญาณ  เมื่อวิญญาณดับ สิ่งที่ตามมาในปฏิจจสมุปบาทก็ดับหมด   นามดับ รูปดับ อายตนะดับ ผัสสะดับ เวทนาดับ ตัณหาดับ ภพชาติ  ชรา  มรณะดับ วิญญาณที่จะไปเกิดใหม่ (ปฏิสนธิวิญญาณ) ไม่มีแล้ว  หยุดภพชาติเพียงนั้น แต่สิ่งที่ไม่ดับคือ  จิต  จิตที่หลุดพ้นจากอุปาทานในขันธ์ห้า  จิตที่เต็มไปด้วยสติปัญญารู้รอบ 

พึงเข้าใจว่า  ที่ดับคือวิญญาณ  คือขันธ์ที่จะไปเกิดใหม่  แต่จิตนี้ไม่ดับ สติไม่ดับ ส่วนวิญญาณ นามรูปที่เหลืออยู่ ก็คงอยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุขัยของมัน ก็ดับขันธ์ลงตรงนั้น  จึงเรียกว่า  นิพพานมีเศษหรือสอุปาทิเสสนิพพานนั่นเอง  ถ้าไม่อย่างนั้น พอบรรลุอรหัตผล พระอรหันต์ก็ต้องพากันตายหมดสิ  วิญญาณดับ นามรูปดับ ก็ตายกันหมดสิ วิญญาณเดิม (เศษ) ยังอยู่ ยังทำหน้าที่  ฉันอาหารก็ยังรับรู้รสแต่ไม่ติดในรส  หลวงปู่ชาใช้คำว่า “รับทราบ” วิญญาณยังทำหน้าที่ แต่ไม่ยึดมั่นในวิญญาณ  เวทนาก็ยังทำหน้าที่ แต่ไม่ยึดมั่นเวทนา   เหมือนตอนที่พระพุทธเจ้าถูกพระเทวทัตกลิ้งหินใส่ได้รับบาดเจ็บ ก็มีทุกขเวทนาเช่นกัน แต่ท่านไม่ยึดหมายมั่นในเวทนานั้น     

มีคนถามหลวงปู่ดูลย์ว่า  หลวงปู่ยังมีโกรธอยู่ไหม  หลวงปู่ตอบว่า มีแต่ไม่เอา  กล่าวคือ อารมณ์ยังมีอยู่แต่จิตไม่เอาอารมณ์ พระอรหันต์ไม่ใช่ว่าจะเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไรแบบนั้น พวกเฉยๆ นี่แหละน่ากลัว  ครั้งหนึ่งหลวงปู่ชาเดินขึ้นศาลาตอนเช้า มีญาติโยมนั่งเต็มศาลา  แล้วมีกระโถนอันหนึ่งวางเกะกะอยู่ ท่านใช้ไม้เท้าตีกระเด็นดังลั่นศาลา แล้วท่านก็ไปนั่งทักทายกับญาติโยมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนท่านตีกระโถนเหมือนจะโกรธจัดที่พระที่ไหนไม่รู้เอากระโถนมาวางตรงทางเดิน  แต่จิตท่านไม่ติดในอารมณ์ ท่านตีกระโถนก็เพื่อจะสอนพระให้มีสติ วางของให้ถูกที่ ถูกทาง  พระอาจารย์มั่นก็ดุมาก แต่ดูลูกศิษย์ที่ท่านดุสิ  ต่อมาเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น จึงขอให้ดูคำสอนของท่าน อย่าไปดูอากัปกิริยาของท่านเลย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *