ถาม-ตอบ

การหยุดใจ

 

แสดงธรรม กลุ่มสายธารธรรม เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561

 

ผู้ปฏิบัติ : ที่ว่า เมื่อใดเจริญสติหยุดใจได้สักครั้งหนึ่งจะพบว่า  การหยุดใจมันดีกว่าการปล่อยใจให้ไหลวิ่งตามอารมณ์เป็นไหนๆ ขอท่านอาจารย์โปรดขยายความที่ว่า การเจริญสติหยุดใจได้เป็นอย่างไร ตามความเข้าใจ เข้าใจว่า คือ การมีสติหรืออยู่กับใจที่ไม่ยึดถือสิ่งใด มีความรู้ เห็นใจที่ไม่ยึดถือ ใจมีสภาพความเป็นกลาง รู้เห็นสังขารปรุงแต่งและเกิดดับไป ใช่ไหมคะ

แล้วก็ขอถามว่า ถ้าความเข้าใจข้างต้นถูกต้อง การรู้เห็นใจที่ไม่ยึดถือ คือ ไม่ปรุงแต่งใดๆ เป็นพื้นฐานของการเจริญสติปัฏฐาน ๔ และเป็นที่สุดที่จะทำให้พ้นทุกข์ คือ นิพพาน เพราะสิ้นความยึดถือ ไม่มีตัวตน ตัวเราไม่มีด้วย ใช่ไหมคะ

ถ้าความเข้าใจนี้ไม่ถูก ขอท่านอาจารย์ให้ความกระจ่างด้วยค่ะ

ท่านทรงกลด : อันแรกเข้าใจถูกแล้ว   เมื่อหยุดใจได้ด้วยสติ จะเห็นการเกิดดับของสังขารทั้งปวง จะเห็นว่าสังขารมีแต่เกิดดับ จะหาความหมาย สัตว์ บุคคล ตัวตน อะไรไม่ได้เลย การรู้เห็นธรรมเกิดตรงนี้ เมื่อเราแจ้งในกองสังขารที่เกิดดับทั้งปวงแล้ว ใจก็จะปล่อยวาง เข้าสู่ภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ หรือที่เรียกว่า ธรรมที่ไม่มีการเกิด การดับ เองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย หน้าที่เราคือ  ทำให้แจ้งซึ่งกองสังขารคือขันธ์ห้าเท่านั้น เมื่อแจ้งแล้ว เข้าถึงภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับแล้ว (จิตเดิมหรือจิตจริงแท้) นั่นแหละจึงจะพ้นทุกข์คือ  นิพพานได้อย่างแท้จริง 

“ตัวเราไม่มีด้วย” อันนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิด ตัวเรานั้นมี แต่หาตัวตนไม่ได้ หลวงตามหาบัวจึงบอกว่า จิตนี้ไม่มีวันตาย ธรรมทั้งปวงออกมาจากจิต จิตเรานี่แหละคือ  ต้นเหตุทั้งปวง  

หลวงปู่รูปหนึ่งเคยกล่าวไว้  ถ้าไม่มีตัวเราเลยมันก็สูญสิ นิพพานไม่ได้สูญ แต่ที่เห็นว่าเป็นตัวเรามันไม่ใช่ตัวเราต่างหาก  

รูปนี้ เวทนานี้ สัญญานี้ สังขารนี้ วิญญาณนี้ไม่ใช่ตัวเรา แม้กระทั่งจิตที่สมมตินี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเรามี แต่ไม่มีบัญญัติ  
หลวงปู่มั่นบอก ตรงนั้นมันไม่มีบัญญัติ มันหมดคำพูด

ที่หลวงปู่ชาบอกว่า มันว่างในสิ่งที่มัน “มี”  นั่นแหละตรงนั้นแหละ  

หลวงปู่ขาวก็บอกว่า ผู้ใดเห็นตนจะพ้นโลก   เห็นตน พบตน อันเดียวกัน

หลวงปู่ชาก็บอกว่า ถ้าพบตน จะเห็นว่า  ตนแท้มันไม่มีอะไร  มันก็คือ  จิตว่างนั่นเอง 

อย่างที่เล่าบ่อยๆ ว่า ชายหนุ่มห้าสิบคนออกเที่ยวตามหาหญิงโสเภณีที่ขโมยของไป มาพบพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าถามว่าพวกเธอตามหาอะไร  เขาบอกว่า ตามหาหญิงโสเภณีพระพุทธเจ้าข้า  พระพุทธเจ้าจึงถามกลับว่า ระหว่างหญิงโสเภณีกับตน พวกท่านจะตามหาใคร ตามหา “ตน” พระพุทธเจ้าข้า  งั้นพวกเธอ นั่งลง เราจะแสดงธรรมให้พวกท่านพบ  ตน”  เมื่อชายหนุ่มพบ  ตน” ก็เลิกตามหญิง ขอบวชเป็นภิกษุด้วยกันทุกคน

ยิ่งเข้าใกล้พระนิพพานมากเท่าใด ก็จะยิ่งเห็น ตน” ชัดนะ จะบอกให้ ยิ่งเห็นชัดก็จะทิ้งขันธ์ ทิ้งโลก  จะบอกให้ก็ได้ว่า จิตที่บริสุทธิแท้นั่นแหละคือ ตน แต่เป็นตนที่ไม่มีรูปร่าง สัณฐาน บอกไม่ได้ว่า มีลักษณะเป็นอย่างไร เพราะมันไม่มีการปรุงแต่ง มันพ้นสังขารไปแล้ว

จิตที่ปราศจากโมหะ มีความรู้ตัว จะเห็นประจักษ์ธรรมต่อหน้าต่อตา เริ่มจากธรรมในฝ่ายที่เกิดดับหรือสังขตธรรม จนปัญญาแก่รอบ สามารถปล่อยวางธรรมในฝ่ายที่เกิดดับได้ ก็จะเข้าไปรู้จักธรรมในฝ่ายที่ไม่เกิดไม่ดับ 

ฮวงโป

 

หมายความว่า ธรรมฝ่ายที่เกิดดับคือ สังขาร ธรรมฝ่ายที่ไม่เกิดดับคือ วิสังขาร  เมื่อปล่อยวางสังขารทั้งปวงได้  วิสังขารก็จะปรากฏขึ้นเองโดยอัตโนมัติ  ฮวงโปใช้คำว่า จะเข้าไปรู้จักธรรมในฝ่ายที่ไม่เกิดไม่ดับ  ธรรมฝ่ายเกิดดับ เรียกอย่างหนึ่งว่าสังขตธรรม  ธรรมฝ่ายที่ไม่เกิดไม่ดับก็คือ อสังขตธรรมหรือโลกุตรธรรมนั่นเอง

ในฝ่ายวิสังขารคือ ธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ เป็นสิ่งที่จะปรากฏออกมาเอง เมื่อเรารู้แจ้งธรรมฝ่ายเกิดดับหรือสังขตธรรม 

คำว่า จะเข้าไปรู้จักธรรมในฝ่ายที่ไม่เกิดไม่ดับ” หมายถึง  นิพพานนั่นเอง 

พื้นฐานของสติปัฏฐาน มีดังนี้ นอกจากนี้ไม่ใช่  

ถ้าเจริญสติรู้แจ้งเห็นจริงในขันธ์ห้าว่า จะไม่ใช่เรา ของเรา ใจก็สิ้นการยึดถือไปเอง หน้าที่เราก็คือ เจริญสติปัญญาเพื่อให้เห็นตามจริงเท่านั้น

พอจะเข้าใจนะ

..ที่เรียกว่า “เกิดๆ ดับๆ” นี้คืออะไร คือ อารมณ์ซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป ดับแล้วมันก็เกิดขึ้นมา ในทางธรรมะเรียกว่า การเกิดดับ มันก็มีเท่านี้ 

ทุกข์มันเกิดขึ้นแล้ว ทุกข์มันก็ดับไป ทุกข์ดับไปแล้ว ทุกข์ก็เกิดขึ้นมา นอกเหนือจากนี้ไป ก็ไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์เกิด แล้วทุกข์ก็ดับไป มีเท่านี้  เมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว จิตของเราก็จะเห็นแต่การเกิด-ดับอยู่เสมอ  เมื่อเห็นการเกิด-ดับอยู่เสมอ ทุกวันทุกเวลา ตลอดทั้งกลางวัน ตลอดทั้งกลางคืน ตลอดทั้งการยืน เดิน นั่ง นอน ก็จะเห็นได้ว่ามันไม่มีอะไรจริงๆ มีแต่เกิด-ดับอยู่เท่านี้เอง แล้วทุกอย่างมันก็จบอยู่ตรงนี้… 

หลวงปู่ชา สุภัทโท

เทศนาธรรมเรื่อง อยู่กับงูเห่า

 

หลวงปู่รูปหนึ่งเคยกล่าวไว้  ถ้าไม่มีตัวเราเลย มันก็สูญสิ นิพพานไม่ได้สูญ แต่ที่เห็นว่าเป็นตัวเรา มันไม่ใช่ตัวเราต่างหาก  

รูปนี้ เวทนานี้ สัญญานี้ สังขารนี้ วิญญาณนี้ ไม่ใช่ตัวเรา แม้กระทั่งจิตที่สมมตินี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเรามี แต่ไม่มีบัญญัติ  

หลวงปู่ชา คือ  ผู้ที่พ้นการเกิดดับไปแล้ว เข้าไปสู่ภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ แต่ท่านก็ไม่ได้หายไปไหน  ท่านเพียงแต่พ้น การปรุงแต่ง” ไปเท่านั้นเอง  เหมือนไฟที่สิ้นเชื้อก็กลับไปสู่อากาศธาตุเหมือนเดิมเท่านั้นเอง   

นิพพานัง ปรมัง สุญญัง  นิพพานว่างอย่างยิ่ง  นิพพานไม่ได้แปลว่า “สูญ” หรือไม่มี

ขอให้เจริญในธรรมทุกท่าน

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *